เมื่อเห็นเซียวปิงคิดลังเล หลี่ชุนหลานจึงจ้องเขม็งลูกสาวแวบหนึ่ง “เสี่ยวปิงไม่ต้องไปสนใจเธอหรอก เ้าลูกคนนี้คงโดนฉันตามใจจนเคยตัว เธอเข้าไปอยู่ในบ้านฉันเลยก็แล้วกัน บ้านหลังนั้นอย่างน้อยก็ตอนนี้ฉันก็ยังเป็หัวหน้าครอบครัวอยู่”
“แม่...เขาเป็ผู้ชายนะ จะเข้ามาอยู่ในบ้านเราได้ยังไง? ต่อให้หนูไม่สนใจแล้วแม่ไม่คิดเหรอว่า พวกเพื่อนบ้านเขาจะคิดจะพูดกันยังไง”
“จะพูดอะไรได้ล่ะ อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด จะไปกลัวพวกเขานินทาทำไม”
“ยังไงก็เถอะ หนูไม่เห็นด้วยแม่จะให้เขาเข้าไปอยู่ในบ้าน ก็ได้เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะย้ายออกไปเอง”
“แก...แกจะเถียงฉันให้ตายเลยใช่ไหม...” หลี่ชุนหลานยกมือขึ้นปิดปาก แล้วใช้มืออีกข้างกุมที่ท้อง ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็สีขาวซีดแล้วยังเหงื่อออกตลอดเวลาอีกด้วย
เซียวปิงและซูเสียวเสี่ยวรีบร้อนเข้าไปดูอาการเธอ ซูเสียวเสี่ยวใเสียจนแทบจะร้องไห้ออกมา เธอย่ำเท้าซ้ำๆ กล่าว “แม่เป็อะไร? แม่เลิกโมโหได้แล้ว หนูยอมหนูยอมแล้ว หนูยอมให้เขาเข้ามาอยู่ในบ้านแล้วแม่...”
“ฉันจะไปตามหมอ” เซียวปิง
ขณะเซียวปิงกำลังจะออกจากห้องไป หลี่ชุนหลานเช็ดเหงื่อตัวเอง ใบหน้ายังคงซีดเผือด เธอฝืนหัวเราะแล้วพูด “ฉันไม่เป็ไร...เสี่ยวปิงไม่ต้องไปหรอก น้าเป็แบบนี้ประจำ...หมอก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่า เพราะในตัวน้ามีเนื้องอกไว้ผ่าตัดก็ดีขึ้นเอง”
เซียวปินหยุดลง เขามองไปยังหลี่ชุนหลานก่อนจะถาม “คุณน้าครับ คุณน้าไม่เป็ไรจริงๆ เหรอครับ?”
“ไม่เป็ไรจริงๆ จ้ะ ฟังคำน้าไว้ ั้แ่คืนนี้เป็ต้นไปเธอก็ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านน้า แล้วพรุ่งนี้ก็ไปทำงานในร้านบะหมี่ได้เลย ตอนนี้กิจการทางร้านก็กำลังรุ่งปิดร้านนานไปก็ไม่ดี ตอนนี้น้ายังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้ ทางร้านก็ฝากด้วยนะจ๊ะ”
“วางใจเถอะครับคุณน้า ผมจะดูแลที่ร้านเป็อย่างดีเลย”
ตกดึกเซียวปิงเดิมอยากจะอยู่เฝ้าไข้อยู่โรงพยาบาล แต่หลี่ชุนหลานก็ไม่ยอมท่าเดียว พอมาคิดๆ ดูแล้วเขาเป็ผู้ชายอยู่ที่นี่ในเวลากลางคืนก็ดูไม่เหมาะเท่าไร คิดได้ดังนั้นเขาจึงรับกุญแจบ้านซูมาแล้วยอมกลับไป เมื่อเดินถึงหน้าประตูเซียวปิงก็ส่งสายตาไปยังซูเสียวเสี่ยว
ซูเสียวเสี่ยวออกจากห้องพักฟื้นของแม่เธอ เดินออกไปไกลพอควรก่อนจะพูดน้ำเสียงเ็า “เรียกฉันออกมามีอะไร?”
เดิมเธอก็มีอคติต่อเซียวปิงอยู่แล้ว บวกกับเซียวปิงจะเข้าไปอยู่ในบ้านเธออีก แน่นอนว่าเธอไม่มีวันคุยดีกับเซียวปิงอยู่แล้ว
หากแต่เซียวปิงไม่สนใจ เขามองไปยังเธอก่อนจะพูดจริงจัง “เสียวเสี่ยวฉันมีเื่อยากจะถามเธอหน่อย ่ระยะเวลาก่อน...ก่อนพี่เธอจะตาย เธอเคยได้รับพวกจดหมายหรือรอบข้างเธอมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินคำถามที่เกี่ยวข้องกับการตายของพี่สาว ซูเสียวเสี่ยวก็ลืมความอคติที่มีไปชั่วคราว เธอคิดย้อนกลับไปอย่างละเอียด ก่อนจะส่ายหัวไปมา “ไม่มี”
เซียวปิงถอนหายใจ ดูท่าคงหาตัวไอ้ทรยศนั่นไม่ได้ในเร็วๆ นี้แน่ ความจริงก่อนกลับมาเซียวปิงก็เคยคิดในอีกทางเช่นกัน เป็ไปได้ไหมว่าความจริงแล้วคนทรยศที่เขากำลังตามหา อาจจะไม่มีอยู่จริงแต่เป็แค่คำพูดพร่ำเพรื่อก่อนตาย ของคนที่นัดเพ่ยหย่าออกไปเท่านั้น แต่พอมาคิดๆ ดูแล้ว มีความเป็ไปได้ต่ำมากที่จะเป็เช่นนั้น
เซียวปิงหยุดคิดไปพักหนึ่ง “ไม่เป็ไร ถ้าเธอคิดอะไรได้ก็รีบบอกฉันแล้วกัน”
“อืม” ซูเสียวเสี่ยวมองไปยังเซียวปิงด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันเคยโกรธพี่มากก็จริง แต่ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ยังเป็พี่สาวฉัน ถ้านายช่วยแก้แค้นให้เธอได้ บางทีฉันอาจจะเลิกเกลียดนายก็ได้”
เซียวปิงพูดระคนหัวเราะ “ฉันเข้าใจ”
“แล้วก็นายจะเข้าไปอยู่ในห้องพี่ฉันก็ได้ แต่ของที่อยู่ในห้องน่ะทางที่ดีอย่าไปยุ่งกับมันเลยจะดีกว่า แล้วก็อย่าคิดว่าตัวเองเอาชนะฉันได้แล้ว เพราะฉันจะต้องทำทุกทางให้นายออกไปจากบ้านฉันให้ได้”
“เข้าใจแล้ว” เซียวปิงกล่าวยิ้มๆ “ฉันไปได้หรือยัง? เธอกลับไปดูแลคุณน้าให้ดีเถอะ...เสียวเสี่ยวเธอเป็ผู้หญิงที่ดี แต่การจะขับไล่ฉันมันก็ไม่ใช่เื่ง่ายหรอกนะ ฉันเคยรับปากพี่สาวเธอไว้แล้วว่าจะดูแลพวกเธอแม่ลูก ดังนั้นฉันจะต้องทำให้ได้อย่างที่พูด อย่างน้อยก็ก่อนคุณน้าจะหายดีฉันไม่ยอมไปไหนแน่”
พูดจบเซียวปิงก็มองไปยังซูเสียวเสี่ยวอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวจากไป
ซูเสียวเสี่ยวมองแผ่นหลังที่จากไปของเซียวปิง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเซียวปิงเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่มีตรงไหนที่เปลี่ยนไปบ้างเธอเองก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน
ภายหลังเมื่อนึกถึงคำพูดทิ้งท้ายของเซียวปิง เธอก็รู้สึกเืขึ้นหน้าขึ้นมาทันที เธอย่ำเท้ารัว หน็อย...นี่นายกำลังท้าทายฉันใช่ไหม ได้เลยงั้นเรามาดูกันฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่านายจะอยู่ในบ้านฉันได้อีกนานเท่าไร
ขณะลงจากอาคาร เซียวปิงเดินชนเข้ากับใครคนหนึ่งอย่างจัง คนโดนชนก่นด่ากลับมาแทบจะทันที แต่นั่นเป็ก่อนที่เขาจะได้เงยหน้าขึ้นมองเซียวปิง เพราะหลังจากเห็นว่าเป็เขาอีกฝ่ายก็ถึงกับใรีบร้อนเดินหนีไปทันที
เซียวปิงลูบไปที่จมูกของตัวเองอย่างงงๆ
หน้าตาฉันน่ากลัวขนาดนั้นเชียวเหรอ?
ในเวลาเดียวกันในห้อง VIP
ที่เตียงมีชายคนหนึ่งนอนอยู่บนนั้น มีผ้าสีขาวพันเขาเอาไว้ั้แ่หัวจรดเท้า จนคนบนนั้นดูคล้ายมัมมี่เลยก็ว่าได้ ที่ข้างตัวเขามีหญิงวัยกลางคน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับราคาแพงนั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างเขา ข้างกันมีชายอายุสี่สิบกว่าๆ แต่งกายด้วยชุดสูทคู่รองเท้าหนังราคาแพง นั่งหน้าเขียวอยู่ที่ด้านหลัง ชายคนดังกล่าวยังมีบอดี้การ์ดหน้าตานิ่งเรียบคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย
ชายชุดสูทเมื่อได้เห็นสภาพลูกชายที่นอนครางด้วยความเ็ปบนเตียงนั่นแล้ว เขาก็ทั้งปวดใจและโมโหในความไม่เอาถ่านของลูกชาย เขาชี้นิ้วด่าลูกชาย “แกดูตัวเองสิวันๆ หนึ่งนอกจากจีบสาวก็หาแต่เื่ ดูสภาพแกตอนนี้สิ เพราะแบบนี้ไงเย่ซินหยี่ถึงได้ไม่สนใจแก แกอยู่แต่ในนี้แหละอย่าออกไปสร้างความอับอายให้ฉันอีกเข้าใจไหม ฉันเซี่ยหลุนไปทำอีท่าไหน ถึงได้มีลูกไม่เอาถ่านแบบแก!”
ที่แท้ชายวัยกลางคนคนนี้ ก็คือหัวหน้าตระกูลเซี่ยแห่งจางเฉินเซี่ยหลุนนั่นเอง ส่วนคนที่นอนอยู่บนเตียงก็คือเซี่ยกู้เฉิง คนที่โดนเซียวปิงอัดเละเทะที่สนามบินเมื่อวันก่อน...และแน่นอนหญิงที่กำลังปาดน้ำตาอยู่ข้างๆ ก็คือแม่ของเขานั่นเอง
เมื่อเซี่ยหลุนพูดจบ จางจวินหรูก็ะโสวนกลับไปราวกับเป็บ้า “ลูกโดนทำขนาดนี้แล้ว แทนที่จะไปคิดบัญชีกับไอ้คนที่ทำ คุณกลับยังมายืนด่าลูกอยู่แบบนี้อีก คุณเป็พ่อประสาอะไรเนี่ย?”
“ที่ไอ้เด็กเวรนี่เป็แบบนี้ ก็เป็เพราะคุณมัวแต่ตามใจมันอยู่แบบนี้ไง มันก็สมควรโดนสั่งสอนเสียบ้าง แล้วฉันเคยบอกแกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับยัยเด็กตระกูลเย่นั่น ทำไมแกถึงยังไปเดินตามก้นเธอต้อยๆ อยู่อีก?” เซี่ยหลุนพูดโมโห
เพราะฟันหายไปหลายซี่ เซี่ยกู้เฉิงพูดตอบไม่ชัดกลับมา “พ่อเื่นี้ไม่เกี่ยวกับซินหยี่เลยนะ”
“ฮึ...เอาเป็ว่าต่อไปนี้แกจำเอาไว้เลยนะ ห้ามไปยุ่งกับเย่ซินหยี่อีก”
“คุณไปว่าลูกแบบนั้นได้ยังไ งที่ลูกทำไปก็เพื่อตระกูลเซี่ยของเรานั่นแหละ ถ้าได้แต่งงานกับเย่ซินหยี่ ตระกูลเซี่ยของเราก็จะมีแรงหนุนเพิ่มมากขึ้นไม่ใช่หรือไง? ใครๆ ก็รู้ว่าตระกูลเย่เป็ตระกูลอันดับหนึ่งของเจียงเฉิง แค่ทรัพย์สินที่ตระกูลเย่มีก็เท่ากับครึ่งหนึ่งของเมืองเจียงเฉิงแล้ว” จางจินหยูพูดแทนลูกชายอย่างไม่พอใจ
“ยัยเมียบ้าหยุดบ่นเรื่อยเปื่อยได้แล้ว เย่ซินหยี่ตาสูงซะขนาดนั้น แถมยังเ้าเล่ห์จนขนาดฉันยังตามไม่ทันเลย เธอจะสนใจไอ้เด็กบ้านี่ได้ยังไง? แค่อยากจะหลอกใช้เท่านั้นแหละ!” เซี่ยหลุนโมโหจนลุกขึ้นยืน จางจินหยูจึงไม่กล้าออกเสียงอีก
เซี่ยหลุนแม้จะโมโห แต่อย่างไรเสียคนที่นอนอยู่บนเตียงก็ยังเป็ลูกชายตัวเองอยู่ดี หลังจากระบายความโกรธเขาจึงมองไปยังบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่ด้านหลังแล้วสั่ง “รีบไปหาตัวคนที่ทำร้ายเฉิงเอ๋อ1ให้เจอโดยเร็วที่สุด เวร..กล้าทำได้แม้กระทั่งลูกข้าข้าจะสับมันให้เป็ชิ้นๆ เลยคอยดู”
เพิ่งพูดจบก็มีบอดี้การ์ดคนหนึ่งวิ่งผ่านประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน เมื่อเห็นเซี่ยหลุนมองเขม็งส่งไป มันก็ถึงกับเหงื่อออกเลยทีเดียว “ผม...ผมเห็นคนคนนั้นแล้วครับ...มันอยู่ในโรงพยาบาล...ไอ้คนที่ทำร้ายคุณชาย” มันพูดเสียงหอบ
เซี่ยหลุนยันตัวขึ้น เขาพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความโเี้ “มันอยู่ไหน?”
“ผมเพิ่งเจอมันที่บันไดชั้นสองครับ ตอนนี้มันคงจะออกไปแล้ว”
“มันหนีไม่ได้ตลอดหรอก! แกไปหาคณบดีของโรงพยาบาล บอกว่าเป็คำสั่งฉันให้เขาช่วยสืบหามาว่าไอ้นั่นมีญาติหรือเพื่อนพักอยู่ในโรงพยาบาลหรือเปล่า สืบได้แล้วรีบมารายงานฉัน”
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ”
หลังผู้จะสืบเดินออกจากห้องไป เซี่ยกู้เฉิงแววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นแต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความหวาดกลัวซ่อนอยู่ ผิดกับมารดาที่เฝ้าอยู่ข้างๆ ซึ่งตอนนี้ะโลุกขึ้นยืนแล้วะโใส่สามีเสียงดัง “เซี่ยหลุน ถ้าคุณไม่จับมันมาสับเป็ชิ้นๆ แก้แค้นให้ลูกล่ะก็ แม่จะหย่าด้วยเลยคอยดู!”
“หุบปากไปเลยนะ!” เซี่ยกลุนด่าภรรยากลับ “นังเมียบ้า ถ้าเธอยังไม่รีบสั่งสอนไอ้เด็กเวรนี่ให้ดีล่ะก็ สิ่งที่ฉันสั่งสมมาทั้งชีวิตมาตกอยู่ในมือมันเมื่อไร รับรองว่าพังพินาศแน่!”
เซี่ยจินหยูพูดอย่างไม่พอใจ “งั้นเื่ในครั้งนี้คุณจะทำยังไง? ในเมื่อหามันเจอแล้ว ทำไมถึงไม่รีบแจ้งตำรวจ? ทำไมไม่ทำให้มันติดคุกตลอดชีวิตไปเลย!”
“พวกผู้หญิงอย่างเธอจะไปรู้อะไร!” ดวงตาเซี่ยหลุนฉายแววอำมหิต “ถ้าอยากจะเอาคืนใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่การจะทำอะไรกับร่างกายมัน แต่เป็การคิดวิธีทำให้มันเ็ปเสียยิ่งกว่าตายต่างหาก! ในเขตเจียงเฉิงคนที่กล้าทำร้ายลูกฉัน ทำให้ตระกูลเซี่ยของเราถูกคนทั้งเจียงเฉิงหัวเราะเยาะ คนแบบนี้ฉันจะปล่อยมันไปง่ายๆ ได้ยังไง”
ขณะนั้นเองบอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าประตูก็พูดรายงาน “คุณหนูใหญ่ตระกูลเย่มาครับ!”
เซี่ยหลุนส่งสายตาเขม็งไปที่ภรรยา ก่อนทั้งสองจะกลับมานั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งด้วยใบหน้านิ่งเฉย
แกรก
เย่ซินหยี่เดินผ่านประตูเข้ามา เมื่อได้เห็นสภาพที่ถูกห่อจนราวกับมัมมี่ของเซี่ยกู้เฉิงแล้ว เธอจึงพูดด้วยท่าทางรู้สึกผิด “คุณลุงคุณน้าคะเื่ในครั้งนี้เป็เพราะฉันแท้ๆ ที่ไม่ได้ปกป้องพี่เซี่ยให้ดี วันนี้ซินหยี่เลยตั้งใจมาเพื่อขอโทษค่ะ”
เซี่ยกู้เฉิงพูดตอบด้วยใบหน้าดีใจ ซึ่งคงเป็เพราะเย่ซินหยี่มาเยี่ยมแต่เพราะฟันร่วงไปหลายซี่ บวกกับอาการาเ็เขาจึงพูดแทบไม่เป็ภาษา “ซิน...หยี่เื่นี้จะไปโทษเธอได้ยังไงล่ะ มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย”
เซี่ยหลุนแอบด่าลูกชายว่าไร้น้ำยาในใจ ขณะที่ใบหน้าก็ยังแสร้งยิ้มอยู่ตลอด “ซินหยี่เธอเกรงใจเกินไปแล้ว ตอนเธอเด็กๆ ลุงยังเคยอุ้มเธออยู่เลย อีกอย่างเื่นี้ถ้าจะโทษก็ต้องโทษไอ้บ้านนอกป่าเถื่อนนั่น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอเลย”
เย่ซินหยี่พูดยิ้มๆ “ที่จริงจะไปโทษพี่เซี่ยก็ไม่ได้หรอกค่ะเฮ้อ...ไอ้คนคนนั้นแค่คุยกันไม่ลงรอยนิดเดียวมันก็ใช้กำลังแล้ว อันที่จริงหนูยังคิดอยากจะใช้ชื่อตระกูลเซี่ยมาขู่มันสักหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะไม่สนใจกลัวอะไรคุณลุงเลย...อ้อ...ถ้าซินหยี่พูดอะไรผิดไป คุณลุงก็อย่าถือสาหนูเลยนะคะ”
“ไม่หรอกจ้ะ” เซี่ยหลุนรู้ดีว่าเย่ซินหยี่เพียงพูดยุยงเขาเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังไฟลุกโชนเพราะความโกรธอยู่ดี แววตาเขาวิบวับด้วยความโมโหแล้วกล่าวว่า “ฉันจะต้องทำให้ไอ้คนไม่รู้ที่ต่ำที่สูงนั่น รู้สึกราวกับตายทั้งเป็”
เย่ซินหยี่เมื่อเห็นว่าเป้าหมายของตนประสบความสำเร็จแล้ว จึงเดินยิ้มหวานนำดอกไม้ไปส่งให้ถึงมือจางจินหยูแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่เซี่ยพี่รักษาตัวให้ดีนะ ถ้าพี่หายดีเมื่อไรซินหยี่จะเลี้ยงขอโทษพี่ด้วยตัวเองเลย อ้อพ่อฉันเพิ่งกลับมาจากยุโรป สุขภาพท่านก็ไม่ค่อยจะดี ฉันคงต้องกลับไปดูแลท่านก่อน...งั้นหนูไม่รบกวนแล้วนะคะ”
เซี่ยหลุนเดินมาส่งเธอจนถึงหน้าประตูห้อง ก่อนเธอจะเดินจากไป
รอจนเย่ซินหยี่จากไปไกลแล้ว เซี่ยหลุนทุบไปที่ประตูอย่างแรงแล้วพูดด้วยเสียงต่ำ “ยัยเย่ซินหยี่...”
บอดี้การ์ดด้านหลังกล่าวว่า “คุณท่านครับ เธอมาเพื่อยุยงเท่านั้น”
“ฉันรู้ แต่ตอนนี้ในเจียงเฉิงคงมีคนรอหัวเราะเยาะตระกูลเซี่ยของเราอยู่ไม่น้อย โดนไอ้บ้านนอกที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าทำร้ายแล้วยังเอาแต่มุดหัวอยู่ถ้าเป็แบบนี้ ต่อไปในอนาคตใครจะกล้าทำตาม ครั้งนี้ฉันจะใช้เื่นี้ทำให้ทุกคนในเจียงเฉิงรู้ คนในตระกูลเซี่ยไม่ใช่ว่าใครก็มาทำร้ายได้ง่ายๆ”
**************************************
1เฉิงเอ๋อ : คำว่า 'เอ๋อ' เป็คำที่ใช้ตามหลังชื่อสำหรับเรียกคนที่อายุน้อยกว่า เด็กเพื่อนสนิทหรืออาจจะใช้ตามหลังคำที่ใช้พูดในชีวิตประจำวันบางคำ (เป็เหมือนสำเนียงภาษาถิ่นของคนในบางพื้นที่ค่ะ)
