ไม่ทราบว่าเป็เพราะเหตุใด เมื่อนางมาถึงเรือนแห่งนี้จึงรู้สึกไม่สบายไปทั้งร่าง ราวกับหย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นั้นจะสามารถปรากฏตัวออกมายืนด้านหลังนางได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ทั้งที่งดงามแต่นางกลับรู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้าสบตา
กระทั่งซินหลานเดินจากไป มือของสาวใช้ที่ยืนอยู่หน้าประตูยังไม่ทันได้วางลง เสียงของอวิ๋นซูก็ดังแว่วมาจากบริเวณหน้าต่าง “สั่งลงไปว่าให้ไปเตรียมรถม้า”
การกระทำทุกอย่างของซินหลานเมื่อครู่นี้นางเห็นอยู่ในสายตา ในใจมีความเข้าใจกระจ่างอยู่หลายส่วน นางทราบว่าองค์หญิงซีเยว่ผู้นี้จะช้าจะเร็วก็ต้องมาหานาง อย่างไรก็ตามครั้งที่แล้วนางยั่วยุด้วยเื่ของรัชทายาท ครั้งนี้ควรจะไม่ง่ายถึงเพียงนั้น
“เสี้ยนจู่จะเข้าวังหรือเ้าคะ?” สาวใช้รู้สึกประหลาดใจ ไม่ทราบว่าเสี้ยนจู่ทำเพราะเื่ของพวกพี่สาวอวี้เอ๋อร์หรือไม่ เพียงแต่เพิ่งจะเอ่ยปาก นางก็พบว่าตนเองเสียมารยาทไปแล้ว
คำพูดและการกระทำของเ้านายไม่ใช่อะไรที่สาวใช้อย่างนางจะเอ่ยถามได้ ถึงแม้ว่าในยามปกติเสี้ยนจู่จะมีจิตใจเมตตาต่อผู้คน แต่มีเพียงพวกพี่สาวอวี้เอ๋อร์เท่านั้นที่จะเรียกเสี้ยนจู่ว่าคุณหนู บ่าวไพร่ส่วนใหญ่ภายในจวนต่างเรียกคุณหนูว่าเสี้ยนจู่ ความสนิทสนมในการเรียกขานล้วนมีความแตกต่าง ไม่ทราบว่าเสี้ยนจู่จะลงโทษตนเองหรือไม่?
อวิ๋นซูได้ยินก็ไม่ได้ตำหนิ เก็บของอย่างง่ายๆ แล้วไปจากเรือนไผ่
ถนนที่จวนชางหรงโหวตั้งอยู่นั้นไม่ไกลจากพระราชวัง องค์หญิงซีเยว่รออยู่ในห้องเนิ่นนาน สวมใส่อาภรณ์สีขาวราวหิมะนอนอยู่บนตั่ง ถึงแม้ว่าจะแต่งหน้าทำผมแล้ว แต่ยังคงปรากฏสีหน้าเจ็บป่วย เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวนอกตำหนักจึงเงยหน้าขึ้น เห็นสตรีงดงามผู้นั้นเดินเข้ามาโดยมีแม่นมคอยยกม่านให้พอดิบพอดี ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่หย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นี้ปรากฏตัวเบื้องหน้า ล้วนทำให้รู้สึกถึงความโดดเด่นและงดงาม
อวิ๋นซูสาวเท้าเดินเข้ามา องค์หญิงซีเยว่ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งจากบนเตียง “ลำบากหย่งจี๋เสี้ยนจู่แล้ว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ยามเช้าเช่นนี้เปิ่นกงถึงได้เวียนศีรษะตาพร่าขึ้นมากะทันหัน ได้ยินว่าวิชาแพทย์ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ดังนั้นจึงได้เชิญเสี้ยนจู่มาอย่างเร่งรีบ”
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นมองนางครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงหยิบกระเป๋ายาที่นำติดตัวออกมาจากจากบริเวณอก “องค์หญิงกล่าวหนักไปแล้วเพคะ องค์หญิงเดินทางมาไกล คิดว่าคงจะปรับตัวให้เข้ากับดินน้ำไม่ได้ หม่อมฉันจะตรวจชีพจรให้องค์หญิง แล้วจะทิ้งเทียบยาไว้ให้เพคะ”
อวิ๋นซูกล่าวจบก็นำกระเป๋ายาวางไว้ข้างเตียง รอจนกระทั่งนางข้าหลวงพับแขนเสื้อแทนซีเยว่แล้ว นางจึงวางนิ้วลงบนชีพจรของซีเยว่เบาๆ ชั่วขณะนั้นมีความเย็นสายหนึ่งแพร่ผ่านมา
ทุกคนในตำหนักกลั้นลมหายใจอย่างสงสัย สายตาจำนวนมากตกอยู่บนร่างของสตรีข้างเตียง ซินหลานยืนอยู่ด้านข้าง เห็นขนตาของนางหลุบลงเบาๆ ปิดบังเงามืดในดวงตา บางครั้งก็ยกนิ้วขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด
องค์หญิงซีเยว่รู้สึกว่านิ้วมือที่วางอยู่บนข้อมือของนางค่อนข้างเย็นะเื แทรกมาตามปลายนิ้วสู่ชีพจรที่กำลังเต้นและซึมเข้าไปสู่แขนขาทั้งสี่ สายตาอดไม่ได้ที่จะตกอยู่บนดวงตาอันลึกล้ำทั้งสอง สบตากันแล้วเอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าอาจารย์ขอหย่งจี๋เสี้ยนจู่คือผู้ใด?”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางๆ “เป็เพียงแค่หมอชาวบ้านในชนบทก็เท่านั้น”
“หมอชาวบ้านในชนบทสามารถสอนเสี้ยนจู่ออกมาได้เป็ยอดคนถึงเพียงนี้ ทำให้ข้านับถือนัก” ซีเยว่กล่าวจบก็จ้องมองไปยังใบหน้าของอวิ๋นซูตาไม่กะพริบ ไม่ยอมพลาดความแปลกประหลาดแม้แต่น้อย เพียงแต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายสุขุมเยือกเย็นราวกับหลุดพ้นจากทางโลก ใบหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ มากเกินความจำเป็
ได้ยินอวิ๋นซูตอบกลับมาอย่างเรียบเฉยประโยคหนึ่ง “องค์หญิงชมเกินไปแล้วเพคะ” จากนั้นจึงเก็บมือกลับมา หยัดกายลุกขึ้นเดินไปเบื้องหน้าโต๊ะน้ำชาที่ทำจากไม้จื่อถาน รับกระดาษและพู่กันมาจากนางข้าหลวง ตวัดพู่กันชดช้อยราวกับงู เขียนเทียบยาลงไปอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ซีเยว่ดูออกว่าในตอนที่นางเขียนเทียบยานั้นไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย ราวกับมีประสบการณ์มาแล้วนับร้อยครั้ง เป็เส้นทางที่ชำนาญไปแล้ว
อวิ๋นซูรู้สึกถึงสายตาที่ทอดมองบนร่าง วางพู่กันในมือลง มีนางข้าหลวงตัวน้อยที่กระตือรือร้นเดินเข้ามารับกระดาษเทียบยาไปส่งให้ซีเยว่ถึงมือ ซีเยว่พิจารณาอักษรบนนั้นอย่างละเอียด ตัวอักษรงดงามมีพลังเหยียดตรงดั่งต้นไผ่ ราวกับถอดแบบออกมาจากลักษณะอันโดดเด่นของบุคคลตรงหน้า แต่กลับไม่มีร่องรอยอักษรของคนผู้นั้นที่ตนรู้จักอยู่เลย
นางเบนสายตาขึ้นมองอวิ๋นซูที่กำลังนั่งจิบชาอย่างว่างงานด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ ราวกับไม่กังวลว่านางจะค้นพบอะไร ด้วยเหตุนี้ซีเยว่จึงก้มหน้าลงอ่านเทียบยาบนกระดาษ ตัวยาแต่ละชนิดเขียนได้ละเอียดยิ่งนัก ไม่เหมือนกับหมอไร้ฝีมือบางคนที่เขียนสมุนไพรที่ไร้ประโยชน์จำนวนมากลงไปในเทียบ เห็นได้ชัดว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นี้มีวิชาแพทย์อย่างแท้จริง
อวิ๋นซูจิบชาไปคำหนึ่ง ความหอมของชาราวกับม่านหมอกถาโถมเข้ามาในปาก ตลบอบอวลไปมาก่อนจะกลิ้งเข้าไปในลำคอ นางมององค์หญิงซีเยว่บนเตียงส่งเทียบยาให้นางข้าหลวงเก็บไว้แล้วเงยหน้าขึ้นมองมาทางตนเอง สบตากันอย่างไม่สะทกสะท้าน
เดิมทีซีเยว่คิดจะสังเกตสตรีผู้งดงามเรียบง่ายตรงหน้าอย่างเงียบๆ คิดไม่ถึงว่าเมื่อเบนสายตาขึ้นมาจะพบว่านางถึงกับกำลังมองตนเองอยู่ สายตาพลันปะทะเข้ากับดวงตาที่ดูราวกับน้ำใสวิสุทธิ์ลึกล้ำ เพียงแต่ในสายตานั้นให้ความรู้สึกคุ้นเคยสายหนึ่ง จึงเอ่ยถามออกไปอย่างทนใจเย็นไม่ไหว “ไม่ทราบว่าเมื่อก่อนหย่งจี๋เสี้ยนจู่เคยพบกับข้าหรือไม่”
มุมปากของอวิ๋นซูยกยิ้มขึ้น ริมฝีปากบางเปิดออกเบาๆ “องค์หญิงเป็ผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ หม่อมฉันจะได้มีเกียรติพบพระพักตร์อันงดงามของพระองค์ได้อย่างไรกันเพคะ”
องค์หญิงซีเยว่คิดว่ามีเหตุผล พวกนางสองคนอยู่คนละแคว้น หากไม่ใช่ว่าหลิ่วอวิ๋นซูได้รับการแต่งตั้งเป็เสี้ยนจู่จากฝ่าา และองค์รัชทายาทชื่นชมนาง ด้วยฐานะบุตรีอนุภรรยาของนางนั้นช่างห่างไกลกับตนเป็อย่างยิ่ง ชีวิตนี้หรือกระทั่งชีวิตหน้าก็ไม่มีวันได้ติดต่อกัน
ด้วยเหตุนี้องค์หญิงซีเยว่จึงคิดว่าเมื่อคืนนี้ตนเองเพียงจินตนาการไปเอง และบางทีอาจกล่าวได้ว่าเป็ความบังเอิญที่มีบางส่วนคล้ายคลึงกัน ไม่มีอะไรที่น่าประหลาดใจ
เพื่อจะปัดเป่าความสงสัยในจิตใจของตนเอง ซีเยว่จึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบางๆ “ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เสียนเฟยคลอดยาก เป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่ที่ใช้วิธีพิเศษช่วยทำคลอดให้พระองค์ ไม่ทราบว่าเสี้ยนจู่เรียนรู้วิธีผ่าท้องเช่นนั้นมาจากที่ใด?”
ถามถึงเื่นี้จริงดังคาด อวิ๋นซูเก็บกระเป๋ายาของตนอย่างเชื่องช้าพลางกล่าวไปว่า “ั้แ่เด็กหม่อมฉันก็เติบโตมาในชนบท เคยเห็นหมอชาวบ้านทำคลอดให้แพะูเามาไม่น้อย ทุกครั้งที่พบกับแม่แพะที่คลอดยาก หมอชาวบ้านก็จะใช้วิธีนี้ ผ่าเปิดท้องแล้วนำลูกแพะออกมา ด้วยเหตุนี้หม่อมฉันจึงมีความคิดกล้าหาญถึงเพียงนี้เพคะ”
“เช่นนั้นไม่ใช่ว่าหากไม่ระวังแม้เพียงนิด จะไม่ส่งเสียนเฟยไปสู่ความตายหรอกหรือ”
“ตอบองค์หญิง ก่อนหน้านี้อี๋เหนียงในจวนโหวก็เป็เพราะเช่นนี้ หม่อมฉันเห็นว่าเวลาเร่งรีบ จึงได้คิดใช้วิธีแปลกใหม่ช่วยทำคลอดนาง เมื่อมีประสบการณ์ครั้งแรก ครั้งที่สองย่อมสะดวกมือยิ่งขึ้นเพคะ” อวิ๋นซูหยุดพักไปครู่หนึ่ง “ยิ่งไปกว่านั้น ในยามนั้นเื่ราวเร่งด่วนยิ่งนัก หม่อมฉันได้รับการอนุญาตจากฝ่าา จึงกล้าใช้วิธีเช่นนี้ช่วยเหลือเหนียงเหนียงให้คลอดโอรสัได้อย่างราบรื่น”
สีหน้าขององค์หญิงซีเยว่แข็งค้างอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่จะเลอะเลือนเช่นนี้ วิธีที่ใช้ทำคลอดให้แพะูเาก็สามารถใช้กับร่างของคนได้หรือ?
ดูท่าแล้วนางก็เป็เพียงแมวตาบอดที่จับหนูตายได้เท่านั้น เพียงแค่มีโชคอยู่บ้าง ตนเองถึงกับเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับคนผู้นั้นเข้าด้วยกัน เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าขององค์หญิงซีเยว่ยิ่งปรากฏความเ็าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่คล้ายกับความเป็กันเองเมื่อครู่นี้ ยังดีที่นางไม่ได้เขียนจดหมายกลับไปที่แคว้น มิเช่นนั้นหากฮองเฮาทรงทราบว่าตนเองถึงกับส่งข่าวไร้สาระเช่นนี้ไปทำให้สิ้นเปลืองความคิด จะต้องโดนตำหนิเป็แน่
อวิ๋นซูเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดของนาง ย่อมทราบว่านางคิดอะไรอยู่ วางถ้วยชาลง เปลี่ยนไปมีท่าทางขอคำชี้แนะอย่างระมัดระวัง “ไม่ทราบว่าองค์หญิงมีคนคุ้นเคยอยู่ที่ตระกูลอวิ๋นแห่งแคว้นอี้ใช่หรือไม่เพคะ?”
ซีเยว่ระมัดระวังตัวขึ้นอีกครั้ง เหตุใดอยู่ดีๆ นางจึงได้กล่าวถึงคนของตระกูลอวิ๋นขึ้นมาอีก
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางๆ “เป็เช่นนี้เพคะ หม่อมฉันมีความสนใจในวิชาแพทย์ ยังรู้สึกว่าวิชาแพทย์ของตนเองมีอีกหลายส่วนที่สามารถยกระดับได้ ได้ยินว่าตระกูลอวิ๋นแห่งแคว้นอี้เป็ตระกูลแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ ในนั้นมีตำราแพทย์ที่ล้ำค่าอยู่ไม่น้อย...”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ องค์หญิงซีเยว่จึงเข้าใจกระจ่างความหมายของนาง นาง้าให้ตนเองแนะนำให้กับคนตระกูลอวิ๋น เพื่อเรียนวิชาแพทย์จากตระกูลอวิ๋น
ช่างเป็ความคิดเพ้อฝันที่ยิ่งใหญ่เสียจริง ในใจขององค์หญิงซีเยว่หัวเราะอย่างเ็า ตระกูลอวิ๋นให้ความใส่ใจกับมรดกสืบทอดยิ่ง วิชาแพทย์จะเผยแพร่ให้คนนอกตามใจได้อย่างไร ต่อให้เป็ตระกูลสาขาของตระกูลอวิ๋นก็ไม่สามารถเรียนรู้วิชาแพทย์เช่นคนตระกูลหลักได้ทั้งหมด
ถึงแม้ว่าในใจจะคิดเช่นนี้ แต่ปากของซีเยว่กลับตอบรับ “ในเมื่อหย่งจี๋เสี้ยนจู่มีความถ่อมตัวและใฝ่รู้เช่นนี้ หากมีโอกาสเปิ่นกงจะต้องแนะนำเสี้ยนจู่ให้กับคนตระกูลอวิ๋นเป็แน่”
“เช่นนั้นหม่อมฉันต้องขอบพระทัยองค์หญิงล่วงหน้าแล้วเพคะ” อวิ๋นซูคารวะอย่างนอบน้อมครั้งหนึ่ง
เมื่อเห็นสตรีผู้นั้นถอยออกไปอย่างเงียบสงบ องค์หญิงซีเยว่จึงกักเก็บอารมณ์ของตน ในดวงตามีประกายมืดครึ้มวาดผ่าน
ดูท่าแล้วอีกฝ่ายเพียงแค่มีความฉลาดเล็กน้อยก็เท่านั้น ก่อนหน้านี้ตนเองให้ซินหลานไปทดสอบนาง ดูแล้วนางเองก็ไม่ได้มีความร้ายกาจดั่งที่ตนเองจินตนาการ
ช่างเถิด ไม่จำเป็ต้องสิ้นเปลืองกับคนที่ไม่มีความสำคัญเหล่านี้มากจนเกินไป ภารกิจสำคัญกว่า ตอนนี้เื่ที่สำคัญที่สุดก็คือรีบกุมใจของรัชทายาทแห่งแคว้นเฉิน
เพียงแต่รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินมีใจชื่นชมหย่งจี๋เสี้ยนจู่จากใจจริง นางควรจะแย่งชิงความโปรดปรานของเขาเช่นไร และยังต้องไม่ทำให้ผู้อื่นสงสัยอีกด้วย
ตำหนักจิ่งเหริน
ภายในห้องหนังสือ กลิ่นหมึกจางๆ ตลบอบอวลอยู่ทั่วทั้งห้อง แม่นมยกขนมจานหนึ่งและยังมีขนมผลไม้หลายอย่างวางไว้บนโต๊ะชาที่ทำจากไม้ถาน จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับสตรีงดงามที่กำลังจับพู่กันเขียนหนังสืออยู่ด้านหลังโต๊ะหนังสือว่า “ฮองเฮาเพคะ พักผ่อนจิบชาหน่อยเถิดเพคะ”
สตรีผู้นั้นสวมอาภรณ์ยาวสีเหลืองดั่งอาภรณ์ราชวงศ์ิ ดูเหนือธรรมดาสามัญ ชายเสื้อและแขนเสื้อปักลายหงส์ทะยานด้วยดิ้นเงินดูสมจริงราวกับมีชีวิต ไม่มีตรงไหนที่ไม่แสดงถึงฐานะอันสูงส่งของนาง
ในตอนนี้ฮองเฮากำลังจับพู่กันเขียนลงบนกระดาษหนังที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือ เมื่อได้ยินแม่นมกล่าว ข้อมือจึงสั่นโดยไม่รู้ตัว รอยพู่กันที่ลากเป็เส้นขวางเปื้อนหมึกที่ปลายขีด ถึงแม้ว่าจะเห็นไม่ชัดนัก แต่สำหรับฮองเฮาที่รักความสมบูรณ์แบบมาโดยตลอดกลับเป็ความล้มเหลวอย่างหนึ่ง จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดพระขนง
“ดูความจำของบ่าวเถิด ลืมไปอีกแล้วว่าเวลาที่เหนียงเหนียงทรงพระอักษรไม่ชอบให้ผู้อื่นมารบกวน” แม่นมกล่าวพลางค้อมกายรับผิด
ฮองเฮาได้ยินดังนั้นจึงวางพู่กันในพระหัตถ์ลง ปล่อยแขนเสื้อบริเวณมือขวาที่ม้วนพับขึ้นเพื่อสะดวกต่อการเขียนอักษรแล้วค่อยๆ เดินไปนั่งหน้าโต๊ะชา “ไม่ใช่ความผิดของเ้า ไม่จำเป็ต้องรับความผิดเข้าตัว เป็เหตุผลของตัวเปิ่นกงเอง พอถึงยามกลางวันจิตใจมักไม่สงบนัก เมื่อก่อนฝึกคัดอักษรไปชั่วครู่ก็สามารถสงบจิตใจได้ ตอนนี้ฝึกคัดอักษรไปทั้งกลางวันก็ยัง...เฮ้อ”
แม่นมชรายกมือขึ้นวางไปบนไหล่ของฮองเฮาช่วยนวดผ่อนคลายให้นาง ฝีมือการนวดอันคุ้นเคยช่วยให้แขนที่แข็งเกร็งเพราะการฝึกคัดอักษรผ่อนคลายลงบ้าง “เหนียงเหนียงทรงกังวลเื่ของรัชทายาทอีกแล้วใช่หรือไม่เพคะ”
กล่าวจบก็เดินไปสองก้าว เพื่อไปหยิบน้ำมันหอมที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งและเดินกลับมา “บ่าวจะช่วยทาน้ำมันสะระแหน่ให้เหนียงเหนียงเพื่อทำให้สมองปลอดโปร่ง มิเช่นนั้นอีกครู่หนึ่งจะมึนงงและพระเนตรพร่าเรือน ตอนกลางคืนจะทรงบรรทมไม่สนิทเอาเพคะ”
เมื่อเห็นคนตรงหน้าพยักหน้า แม่นมจึงเปิดฝาขวดออกและใช้นิ้วจุ่มลงไปในน้ำมัน ทาลงไปบริเวณขมับซ้ายขวาของฮองเฮา แล้วนวดเบาๆ
ฮ่องเฮาหลับพระเนตรััถึงความสบาย “หากรัชทายาทเข้าจิตใจของเปิ่นกงเช่นแม่นม เปิ่นกงก็ไม่จำเป็ต้องกังวลทุกวันคืนจนนอนไม่หลับหรอก”
“บ่าวติดตามเหนียงเหนียงมาั้แ่เล็ก นับรวมเวลาแล้วก็หลายสิบปี รัชทายาทยังทรงพระเยาว์นัก ไม่ได้เป็เช่นบ่าวที่กล่าวซ้ำไปซ้ำมา เพียงแต่เหนียงเหนียงคิดดูเถิดเพคะ รัชทายาททรงสุขุมมาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็คนที่มีความคิด พระองค์ต้องผ่อนคลายความคิดที่มีต่อรัชทายาทบ้างเพคะ”
“หวังว่าจะเป็เช่นนั้น” ฮองเฮาที่คิดถึงบุตรชายที่ในระยะนี้มักจะมีท่าทีขมวดพระขนงไม่คลาย แม้ว่าจะทรงตรัสเช่นนี้แต่จะให้วางพระทัยไม่ให้กังวลได้อย่างไร
ในตอนนี้เอง นางข้าหลวงที่เฝ้าอยู่ด้านนอกประตูเคาะประตูห้องทรงพระอักษร กล่าวกับบุคคลในห้องด้วยเสียงอันเบาว่า “เหนียงเหนียงเพคะ องค์หญิงซีเยว่ขอเข้าเฝ้าเพคะ”
