เดิมทีจี้จิ่นคิดอยากจะเห็นว่าความสามารถทางด้านอักษรของอวิ๋นซูเป็อย่างไร ไม่คิดว่านางกลับจากมาโดยที่ไม่ได้ต่อกลอนเลยแม้แต่หนึ่งบท เมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว รัชทายาทกลับกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด ดูแตกต่างกับรัชทายาทในยามปกติอยู่บ้าง
รัชทายาทท่องเที่ยวอยู่ภายนอกนานหลายปี ไม่ได้แสดงออกว่าสนใจต่อบทกลอนเหล่านี้ แต่กลับชมชอบการรำดาบรำกระบองอย่างเปิดเผย ไม่ทราบจริงๆ ว่าความกระตือรือร้นในวันนี้ของเขามาจากที่ใด
จี้จิ่นไปตามหานาง อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเื่ที่เจียงหนานก่อนหน้านี้ ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญที่อวิ๋นซูแสดงออกโดดเด่นเหนือสตรีทั่วไป เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างเหม่อลอย เพียงพริบตาเงาร่างตรงหน้าก็หายไปแล้ว
นางเล่า? ที่นี่กว้างใหญ่ขนาดนั้น ตนเองยังทำนางหายไปอีก
จี้จิ่นส่ายศีรษะอย่างจนใจ ทันใดนั้นลมหนาวพัดมาปะทะ มือเล็กๆ อันเย็นเฉียบคู่หนึ่งเข้าใกล้ลำคอของเขา ภายใต้แสงจันทร์มีแสงสีเงินเปล่งประกาย อีกนิดเดียวก็จะทิ่มแทงถูกผิวของเขา
“ใคร เหตุใดจึงตามข้ามา!” น้ำเสียงอันเ็าดังขึ้น เมื่อจี้จิ่นได้ยินก็ทราบว่าตนเองเผยพิรุธแล้ว “เสี้ยนจู่ความรู้สึกไวเช่นนี้มาตลอดเลยหรือ?”
เสียงนี้...อวิ๋นซูแปลกใจ ค่อยๆ คลายมือลง “อัครมหาเสนาบดี ไม่ได้พบกันหลายวันถึงกับมีความสนใจเช่นนี้แล้วหรือเ้าคะ?”
บุรุษตรงหน้ายื่นมือออกไปถอดหน้ากากออก ปรากฏใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน “เสี้ยนจู่ยังคงจำเสียงของอัครมหาเสนาบดีอย่างข้าได้ ดูแล้วเ้ากับข้าก็ไม่ได้ผ่านความตายมาด้วยกันอย่างเปล่าประโยชน์แล้ว”
“...” ในความทรงจำของนาง จี้จิ่นไม่ใช่คนที่ชอบพูดจาหยอกล้อ
บุรุษตรงหน้ากลับมองสำรวจนางตามอำเภอใจ อวิ๋นซูขมวดคิ้วเบาๆ ในที่สุดอีกฝ่ายก็เอ่ยปากท่ามกลางสายตาอันไม่พอใจของนาง “ไม่ทราบว่าท่านโหวรู้หรือไม่ว่าเ้าชอบแต่งกายเช่นนี้ออกจากจวน?”
อวิ๋นซูเงียบไปครู่หนึ่ง จี้จิ่นคิดว่านางอึดอัด ต้องทราบว่าในตอนนี้นางถูกฝ่าาแต่งตั้งให้เป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่ หากถูกผู้คนพบว่าเสี้ยนจู่แต่งกายเป็บุรุษออกมานอกจวน พูดออกไปก็คงไม่ค่อยดีนัก
“ไม่ทราบว่าระหว่างท่านอัครมหาเสนาบดีกับบิดาของข้ามีบุญคุณความแค้นอะไรกันหรือเ้าคะ?
“...” คิดไม่ถึงว่านางจะถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ จี้จิ่นแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง อารมณ์ที่เดิมทียอดเยี่ยมถูกทำลายโดยพลัน สะบัดแขนเสื้อเดินไปทางกราบเรือ
แม่น้ำไม่นับว่าไหลเชี่ยว ในอากาศฟุ้งกระจายไปด้วยละอองน้ำอันเย็นเฉียบ
อวิ๋นซูสูดลมหายใจลึก ไม่สนใจที่จี้จิ่นไม่ตอบเลยแม้แต่น้อย
นางทอดมองออกไปยังสีสันยามค่ำคืนบริเวณที่ท้องฟ้ากับสายน้ำกัน มองไปยังเรือที่อยู่ไม่ไกล มีเสียงปรบมือและเสียงหัวเราะดังมารางๆ
“ข้ามีเื่หนึ่งที่อยากจะให้เสี้ยนจู่ชี้แนะ”
จี้จิ่นราวกับลืมเลือนความไม่พอใจเมื่อครู่นี้ไปแล้ว ขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย
“ก่อนหน้านี้ที่เมืองหยูแห่งเจียงหนาน ปรากฏโรคระบาดอันรับมือได้ยากขึ้นมา ข้าจำได้ว่าตอนนั้นดูเหมือนเสี้ยนจู่จะทดลองยาไม่สำเร็จ เหตุใดต่อมาจึงได้ประสบความสำเร็จได้?”
คำพูดของเขาก่อกวนบ่อน้ำในใจของอวิ๋นซูโดยพลัน เหตุใดอยู่ดีๆ จึงได้สำเร็จ? ก็เพราะมีคนไม่รักชีวิตผู้หนึ่งส่งตัวเองออกมาลองยาไงเล่า
“หรือจะเป็ดังที่ลือกันจริงๆ เสี้ยนจู่ยอมสละผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเพื่อมาทดลองยา?” คำพูดนี้ของอัครมหาเสนาบดีเต็มไปด้วยความเ็าอยู่หลายส่วน แรกเริ่มเดิมทีเขาได้ฟังข่าวลือเช่นนี้เพียงรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าพูดถึง จากนั้นเมื่อคิดถึง่เวลาที่อยู่กับอวิ๋นซู ความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดที่นางแสดงออกมา บางทีนั่นอาจจะเป็ลักษณะของนางจริงๆ เสียสละส่วนน้อยเพื่อช่วยเหลือส่วนมาก เพียงแต่จี้จิ่นกลับไม่เห็นด้วยกับวิธีการเช่นนี้
ยังคิดไปว่านางไม่เหมือนกับชางหรงโหว ดูแล้วตนเองจะไร้เดียงสาเกินไป
“ในสายตาของข้า ช่วยคนหนึ่งคนกับช่วยคนหลายคนไม่มีความแตกต่าง” อวิ๋นซูไม่ได้โกรธเพราะความสงสัยของจี้จิ่น นางไม่คิดว่าชีวิตของคนคนหนึ่งจะต้อยต่ำกว่าคนหลายคนที่ตรงไหน ความรับผิดชอบของคนเป็หมอก็คือพยายามใช้ความสามารถทั้งหมดของตน ช่วยคนได้เท่าไรก็เท่านั้น ไม่มีผู้ใดสามารถตัดสินชะตาชีวิตของผู้อื่นได้ อวิ๋นซูทราบว่าหากไม่ใช่เพราะเฟิ่งหลิง เกรงว่านางในตอนนี้คงยังเปลืองสมองคิดว่าจะควบคุมโรคระบาดอย่างไรอยู่ที่เมืองหยู
ความจริงแล้วบุคคลที่ชาวบ้านควรจะขอบคุณไม่ใช่ตนเองแต่เป็เขา
“กล่าวเช่นนี้ ข่าวลือล้วนเป็เื่โกหก” จี้จิ่นไม่ทราบว่าเหตุใดจึงได้สบายใจเช่นนี้ เขาไม่เต็มใจที่จะดูว่าตนเองมองคนผิด เขาเชื่อมั่นว่าอวิ๋นซูจะไม่โกหกเพื่อปิดบังความผิดพลาดของตน เช่นนั้นนางจะต้องใช้วิธีอื่นเป็แน่
เดิมทียังคิดว่านางจะเอ่ยถามเื่ราวระหว่างตนเองกับชางหรงโหวต่อไป ไหนเลยจะรู้ว่าสตรีข้างกายกลับเงียบลง ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“ไม่ใช่ว่าเสี้ยนจู่้าทราบว่า เหตุใดอัครมหาเสนาบดีอย่างข้าจึงตั้งตัวเป็ศัตรูกับชางหรงโหวไปทุกเื่หรือ?”
ดวงตาของอวิ๋นซูค่อยๆ เคลื่อนมาบนร่างของเขา จี้จิ่นแย้มยิ้ม อัครมหาเสนาบดีที่มีท่าทางเ็ามาโดยตลอดถึงกับปรากฏใบหน้าอันยิ้มแย้มผ่อนคลายเช่นนี้ออกมาอย่างหาได้ยาก หากมีผู้อื่นอยู่ด้วยจะต้องใจนคางร่วงเป็แน่
“ข้าเป็คนฮว๋าฉวน ในครอบครัวมีพี่ชายคนหนึ่ง”
เดิมทีอวิ๋นซูเพียงแค่ถามไปตามใจเท่านั้น ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากพูด ตนเองก็ไม่ได้อยากจะสืบหาเื่ของผู้อื่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ในเมื่อเขาเล่าด้วยตัวเอง อวิ๋นซูจึงเงียบฟังอย่างมีมารยาท
“เมื่อปีนั้น พี่ชายของข้าได้มาสอบในเมืองหลวง ผลปรากฏว่าพบกับภัยน้ำหลาก ในเวลาเพียงหนึ่งคืนน้ำก็ท่วมไปทั้งเมืองที่พี่ชายขอข้าผ่านทางไป”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ใบหน้าของจี้จิ่นปรากฏรอยยิ้มเ็า อวิ๋นซูรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปบนร่างของเขา
“ชางหรงโหวได้รับคำสั่งให้มายังพื้นที่ภัยพิบัติ ตอนนั้นท่านพี่และคนอีกหลายสิบคนถูกน้ำล้อมอยู่บนสะพานขาดๆ แห่งหนึ่ง”
หรือว่าความเป็ศัตรูของเขากับชางหรงโหวจะเกี่ยวข้องกับพี่ชายของเขา? อวิ๋นซูขมวดคิ้ว
“สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต สะพานนั้นอาจจะสามารถทรุดตัวลงได้ทุกเมื่อ น้ำไหลมาอย่างรุนแรง ตอนนั้นชางหรงโหวตัดสินใจละทิ้งพี่ชายของข้า แล้วไปช่วยคนอีกหลายสิบคนอีกด้านหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ คนทั้งเจ็ดรวมถึงพี่ชายของข้าจึงพบกับความตาย หลังจากที่เหตุการณ์นั้นจบลง ชาวบ้านแซ่ซ้องชางหรงโหวว่าเป็วีรบุรุษ มองข้ามอีกหลายชีวิตที่ตายเพราะการตัดสินใจของเขา”
ที่แท้ เมื่อครู่เขาถามคำถามนั้นกับนางเพราะเื่นี้นี่เอง
“ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเคียดแค้นบิดาของข้าหรือ?”
“ไม่ ข้าไม่โกรธแค้นเขา ในเมื่อเขาไม่ได้มีความสามารถที่จะช่วยทุกคนได้ ข้าเพียงแต่เย้ยหยันในความไร้ความสามารถของเขา ที่ข้าตั้งตัวเป็ศัตรูกับเขา เพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีการและความคิดของชางหรงโหวเท่านั้น” เขาเองก็เคยได้ยินผู้รอดชีวิตกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อตอนนั้น จี้จิ่นเคยคิดว่าหากเปลี่ยนเป็ตนเอง ก็คงไร้หนทางที่จะช่วยทุกคนได้ เขาจำเป็ต้องใช้ความสามารถทั้งหมดของตน ช่วยได้มากเท่าไรก็ช่วยเท่านั้น แต่หลังจากนั้น ชางหรงโหวกลับเชิดหน้ายอมรับคำแซ่ซ้องของชาวประชา ไม่สะทกสะท้านกับเสียงร่ำร้องของผู้สูญเสียญาติมิตร ไม่มีความเสียใจเลยแม้แต่ครึ่งส่วน
ในตอนนั้น ตนเองไปยังเมืองแห่งหนึ่งกับมารดาชรา หลังจากที่น้ำหลากจบลงเหลือเพียงความราบเรียบ เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าในตอนนั้นชางหรงโหวยืนอยู่บนที่สูง ยอมรับการคุกเข่ากราบไหว้ของราษฎร ไม่มองคนที่กู่ร้องร่ำไห้เพราะสูญเสียญาติมิตรเลยแม้แต่น้อย
ยังจำได้ถึงรอยยิ้มอันประจบประแจงของเหล่าขุนนางใหญ่ ในตอนนั้นจี้จิ่นตัดสินใจว่าต้องมีสักวันหนึ่งที่ตนเองจะยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด แต่เพื่อพี่ชายของตน เพื่อพี่ชายที่ต่อสู้จนเฮือกสุดท้าย การสูญเสียพี่ชายของเขานับเป็การสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของพระราชสำนักแคว้นเฉิน
“ครั้งนี้เื่ที่ชางหรงโหวไปแก้ปัญหาโรคระบาดที่เจียงหนาน เป็เื่ที่ข้าทูลต่อฝ่าาเอง” สายตาของจี้จิ่นเปล่งประกาย “ข้าอยากจะดูว่าเขาจะตัดสินใจเฉกเช่นในอดีตหรือไม่ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเขาจะพาบุตรีของตนไปด้วย”
เป็เพราะนิสัยดั้งเดิมของเขาก็ใจกว้างเช่นนี้ หรือเป็เพราะเขาไม่สนใจชีวิตของบุตรีอนุภรรยาผู้นี้กันแน่ จี้จิ่นเองก็ยังไม่มั่นใจ
มือที่เดิมทีจับอยู่บนแผ่นไม้ของเรือผ่อนคลายลง “ขออภัย ให้เสี้ยนจู่ฟังอดีตที่ไม่น่าฟังมากมายขนาดนี้ ไม่รบกวนท่านแล้ว” เมื่อกล่าวประโยคนี้จบ บุรุษผู้มีสายตาเคร่งขรึมก็หันกายหายไปจากสายตาของอวิ๋นซู
อดีตที่ไม่น่าฟัง? แต่เขากลับจำได้ชัดเจนถึงเพียงนี้
จู่ๆ อวิ๋นซูก็รู้สึกว่า ที่เขาสามารถกลายเป็อัครมหาเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นเฉินได้ บางทีอาจต้องขอบคุณอดีตเหล่านี้ หากเขาสามารถปล่อยวางได้ง่ายๆ ตอนนี้ราชสำนักอาจขาดเสาหลักผู้มีความสามารถลงไปหนึ่งคน
ชั่วขณะนั้น อวิ๋นซูตระหนักได้ว่า มีเพียงการประสบกับอดีตอันโหดร้ายจึงจะสามารถกระทำเื่ใหญ่ให้สำเร็จได้ ตนเองลืมเื่นี้ไปได้อย่างไรกัน ในวันนี้นางคือหลิ่วอวิ๋นซูแห่งแคว้นเฉิน หากลืมเลือนความทุกข์ทรมานที่ได้รับในชีวิตที่แล้ว และอยู่อย่างสงบสุขเช่นปัจจุบัน ด้วยนิสัยของเซียวอี้เชิน จะช้าเร็วก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่เขาเหยียบย่างเข้ามาทำลายประตูแคว้นเฉิน ่ชิงทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่ไป
เมื่อถึงตอนนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางรักถนอม จะต้องเลือนหายไปอีกครั้ง
นางตัดสินใจที่จะปิดกั้นหัวใจก็เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียอีก นางไม่อยากที่จะลิ้มรสชาติของการถูกหักหลังอีกครั้ง ไม่อยากลิ้มรสความขมขื่นจากการผิดหวังในความรักอีก
“คุณหนูร้ายกาจจริงๆ ชิงอันดับที่เจ็ดมาได้ด้วยเ้าค่ะ!” ด้านหลังมีเสียงหัวเราะดังขึ้น
อู๋ฮู่ยอวิ๋นมองรางวัลในมือ แท่นฝนหมึกอันหนึ่ง แต่กลับดีใจไม่ออก เพียงแค่ลำดับที่เจ็ดเท่านั้น นี่ช่างห่างไกลกับความโอหังของนางมากนัก
อวิ๋นซูหันไปพบกับบุรุษอายุน้อยสองคนเดินมา คุณหนู? สายตากวาดมองไปยังรูเล็กๆ บริเวณติ่งหูของอู๋ฮุ่ยอวิ๋น พลันกระจ่างแจ้งในใจ
สองคนนั้นถึงจะพบว่าบนแผ่นไม้ของเรือยังมีผู้อื่นอยู่ พลันสบตากันอย่างอึดอัด
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นลอบตำหนิสาวใช้ว่าไม่มีตา อีกฝ่ายแลบลิ้นอย่างขออภัย
“ฮ่าๆๆ ...ลมเย็นดีจริงๆ! ฤกษ์ดีทิวทัศน์ดี เหล้าดีกลอนดี เหตุใดจึงไม่มีสาวงามเล่า?” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกด้านหนึ่ง อู๋ฮุ่ยอวิ๋นขมวดคิ้ว คนผู้นั้นเดินโซซัดโซเซเข้ามายังทิศทางของนาง
เป็พวกคนเ่าั้ บัณฑิตที่ในยามปกติส่วนใส่ชุดหรูหรางดงาม หลังจากดื่มจนเมามายก็กลายเป็สวมใส่ชุดเดรัจฉาน พวกเขาชอบที่จะมายังสถานที่งดงามเช่นนี้ แต่กลับไม่กระทำเื่ราวดีงาม
“พวกเราไปเถิด” สายตาของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเต็มไปด้วยความรังเกียจ จูงสาวใช้คนนั้น้าจะเดินจากไป ไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามหลายคนกลับเห็นพวกนาง
“เอ๋ เหตุใดพวกเ้าเห็นพวกข้าแล้วรีบไปเล่า? เสียมารยาทเช่นนี้ มิทราบหรือว่าพวกข้าคือใคร?”
บนร่างกายของคนเ่าั้เต็มไปด้วยความเมามาย อู๋ฮุ่ยอวิ๋นหน้าร้อน คิดเพียงจะรีบไปจากสถานที่แห่งนี้
แต่ว่าการก้าวเดินของพวกนางจะเร็วกว่าหลายคนนั้นได้อย่างไร หนึ่งในนั้นเดินก้าวยาวๆ ไล่ตามมา ถึงกับคว้าแขนของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเอาไว้ “ข้าพูดกับเ้า ไม่ได้ยินหรืออย่างไร?”
ใบหน้าเล็กๆ ที่เจือไปด้วยความอับอายปรากฏอยู่ตรงหน้า บุรุษหลายคนอาศัยความเมามายทำให้ความกล้าหาญเพิ่มขึ้น “ฮ่าๆ ใบหน้าช่างเล็กจ้อยเหมือนเหล่าแม่นางอย่างไรอย่างนั้น...” กล่าวจบก็ถือโอกาสที่อู๋ฮุ่ยอวิ๋นยังไม่ทันได้ตอบสนองยื่นมือออกไปหยิกครั้งหนึ่ง
“โอ้ นุ่มนิ่มยิ่งนัก!”
“เ้า! ปล่อยนะ!” อู๋ฮุ่ยอวิ๋นไหนเลยจะเคยได้รับความอับอายเช่นนี้ ้าจะปลีกตัวออกไป แต่สู้แรงของบุรุษเ่าั้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ความเ็ปแผ่ออกมาจากแขนทำให้นางยากจะอดทน
