ณ ห้องฝากขัง
เซียวปิงถูกสวมโซ่เหล็กหนักๆ ไว้ที่ข้อเท้า ในนี้มีเตียงสองชั้นถึงสามเตียง มีที่ให้นอนได้ถึงหกที่ แต่ตอนนี้ ในนี้กลับมีเพียงเซียวปิงแค่คนเดียว นั่นทำให้เซียวปิงรู้สึกแปลกใจไม่น้อย คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะถูกขังเดี่ยว บางที อาจเป็เพราะเกรงอำนาจตระกูลเย่ จึงยังไม่กล้าลงมือกับเขาล่ะมั้ง
เซียวปิงเลิกคิดเื่นั้น...ั้แ่่ใกล้เที่ยงที่ตนถูกนำตัวมานี่ที่ จนถึงตอนนี้ ซึ่งก็ดึกมากแล้ว ยังไม่มีใครมาสอบสวนเขาเลย ดูจากการกระทำพวกนี้ เซียวปิงก็รู้ทันทีว่าพวกเขาเพียง้าป้ายสีตนเท่านั้น
เซียวปิงเป็คนฆ่าต้วนจื่อ? แน่นอนว่าใช่
หากฉางไหวอันจับตนเข้าตาราง เพราะมีหลักฐานที่แน่ชัดล่ะก็ เขาย่อมจะไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ แน่นอน นั่นเพียงแต่จะยืนยันว่า เขาเป็นายตำรวจที่มีความสามารถคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ ชัดเจนว่าพวกเขาเพียงแค่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว...พวกเขาเพียงร่วมมือกัน เพื่อจะเอาชีวิตตนเท่านั้น
ใครดีมาหนึ่งคืบ ฉันดีกลับหนึ่งศอก
ใครร้ายมาหนึ่งวา ฉันสวนกลับหนึ่งหมัด!
นี่เป็วิถีที่เซียวปิงยึดถือมาโดยตลอด...
ั้แ่วินาทีที่ฉางไหวอันล็อกกุญแจที่มือเขา ทุกสิ่งก็ได้กำหนดลงแล้ว...มันเป็ศัตรูของเขา
ขณะเดียวกันนั้น ฉางไหวอันกำลังต่อสายไปยังเซี่ยหลุน เพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
เซี่ยหลุนกัดฟันกรอด กรอกสายกลับมา “ผอ.ฉาง อย่าเพิ่งเอามันให้ถึงตาย ่ที่มันอยู่ในคุก...หาหนทางหักขามันข้างหนึ่ง จากนั้นค่อยตัดสินให้มันจำคุกสักห้าปีสิบปี ให้มันทุกทรมานอยู่ในนั้น...เื่นี้ก็ฝากด้วยแล้วกัน”
ฉางไหวอันถอนหายใจหนักๆ อย่างจงใจ “เื่นี้คงจะยากสักหน่อย”
เซี่ยหลุ่นเมื่อได้ฟังฉางไหวอัน ก็พูดน้ำเสียงไม่พอใจนัก “ผอ.ฉาง คุณรับเงินผมไปแล้วนะ รอเื่นี้สำเร็จ เงินอีกครึ่งที่เหลือ ผมจะโอนไปให้ครบทุกบาททุกสตางค์แน่ ถึงตอนนั้น ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร เงินนั่นก็พอให้คุณอยู่อย่างสุขสบายไปอีกหลายชาติเลย”
ฉางไหวอันระคนหัวเราะ “แม้จะรับเงินมาแล้ว แต่ตำแหน่ง ผอ.เนี่ย ถ้าเป็ไปได้ผมก็ยังอยากจะทำต่อ...ตอนนี้ที่เื่นี้มันยาก ก็เพราะความสนิทชิดเชื้อระหว่างเซียวปิงกับตระกูลเย่นี่แหละ ได้ยินว่ามันยังเป็แฟนกับคุณหนูรองตระกูลเย่ด้วย...วันนี้ตอนผมไปจับมัน เย่ซินหยี่ก็พูดขู่ผมเอาไว้อีก คุณก็รู้ว่าตระกูลเย่มีอำนาจมากแค่ไหนในเจียงเฉิง...ถ้าร้าวฉานกับตระกูลเย่ ต่อไปคงลำบาก...”
เห็นได้ชัดว่า เซี่ยหลุนเองก็แปลกใจไม่น้อย เขาพูดราวไม่อยากจะเชื่อ “คุณแน่ใจนะ? เซียวปิงกับตระกูลเย่จะมีความสัมพันธ์อะไรกันได้ยังไง?”
“ผมแน่ใจมาก ไม่งั้นคุณก็ลองไปสืบเอาเองสิ”
เซี่ยหลุนรู้ดี ฉางไหวอันไม่มีทางพูดเล่นๆ กับเื่แบบนี้แน่ เมื่อนึกถึงอำนาจที่ตระกูลเย่มี เซี่ยหลุนก็ได้แต่นิ่งเงียบไป เื่นี้มันเกินกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก...
ฉางไหวอันถอนหายใจ กล่าวว่า “ตอนที่ผมตอบตกลงรับงานคุณ ผมก็ไม่คิดว่าเื่มันจะลุกลามมากขนาดนี้ ผลตอบแทนที่คุณให้ผมมากอยู่ก็จริง แต่หากไปร้าวฉานกับตระกูลเย่ล่ะก็...”
เซี่ยหลุนรู้ดี ฉางไหวอันเพียง้าค่าตอบแทนที่มากขึ้น แต่เพื่อการแก้แค้นเซียวปิงให้สำเร็จ เขาก็ตอบรับความ้านั้นอย่างไม่ลังเล “ผอ.ฉาง หักขามันซะ แล้วฉันจะเพิ่มค่าตอบแทนให้อีกเท่าตัว”
ฉางไหวอันหัวใจเต้นแรง เขา้าผลประโยชน์ที่มากขึ้นก็จริง แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มากขนาดนี้ คิดไม่ถึงว่าเซี่ยหลุนจะแค้นเซียวปิงมากขนาดนี้ ความโลภในคนต้องมีขีดจำกัด ยิ่งตอนนี้ ค่าตอบแทนที่ได้ก็เยอะมากพอแล้ว ฉางไหวอันจึงตอบรับข้อตกลงนั้นอย่างไม่ลังเล “วางใจเถอะครับ ่นี้ในคุกนั่นมียอดฝีมืออีกคนอยู่พอดี ในถิ่นของผม ไม่ว่าไอ้เซียวปิงจะเก่งกล้ามาจากไหน มันก็หนีไม่พ้นอยู่ดี ถ้าผมไม่อนุญาต มันไม่มีทางออกมาในสภาพที่ยังมีลมหายใจแน่นอน”
เซี่ยหลุนหัวเราะเหี้ยม “งั้นผมจะรอฟังข่าวดีจากคุณ”
เซียวปิงทนได้กับการที่พวกเขาไม่มาสอบสวนตามกฏ แต่เขาทนไม่ได้ ที่พวกมันไม่เอาอาหารค่ำมาให้ เวรเอ๊ย...เคยเห็นคนเลวมาก็เยอะ แต่ยังไม่เคยเห็นใครเลวเท่ามันมาก่อน ไอ้ฉางไหวอันมันอยากให้ตูอดตายหรือไงวะ?
เซียวปิงทุบเคาะประตูด้วยความโกรธหลายที แต่กลับไม่มีใครสนใจ เขาจึงได้แต่กลับไปนอนมุดในผ้าห่มอย่างจนปัญญา จนถึงเวลาเที่ยงคืน ในที่สุดประตูก็ถูกเปิดออก ชายรูปร่างกำยำบึกบึนสี่คนเดินลอดประตูเข้ามาภายใน ด้านหลังพวกมันยังมีชายที่ดูแล้วทั้งซื่อทั้งบื้อทั้งเอ๋อ แล้วยังเหม่ออีกคนเดินตามมาด้วย
เซียวปิงมองข้ามชายที่หน้าตา ราวกับเพิ่งเดินออกมาจากไร่นาสุดซื่อบื้อนั่นไปทันที เขามองไปยังชายร่างบึกสี่คนที่เดินเข้ามา ท่าทางไม่เป็มิตรนั่น ดูท่า ที่ฉางไหวอันให้ตนอดข้าวอดน้ำก็เพื่อรอเวลานี้สินะ ไอ้เวรเอ๊ย คิดว่าปล่อยให้ฉันหิวแล้วจะรังแกกันได้ง่ายๆ หรืออย่างไร?
ชายบึกบึนหนึ่งในนั้นเตะไปที่เตียง จนเตียงทั้งเตียงสั่นเครือรุนแรง ราวกำลังจะแยกออกจากกันอย่างนั้นแหละ เ้าบ้านี่แรงเยอะไม่เบาเลย...เมื่อถีบไปเต็มเท้า มันก็ด่าตะคอกต่อ “เวรเอ๊ย...เอ็งยังนอนอยู่อีก ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
ชายร่างถึกอีกสามคนก็ล้อมรอบกันเข้ามา
“อ้อ เรียกฉันเหรอ?” เซียวปิงยันตัวขึ้นนั่งบนเตียง พลางมองชายทั้งสี่หน้าแบ๊ว “ดึกดื่นขนาดนี้ไม่หลับไม่นอนกัน มาเรียกฉันทำเพื่อ?”
“เรียกทำเพื่อ?” ชายทั้งสี่มองกันไปมา ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “แกโง่จริงหรือแกล้งโง่วะ? พวกมันปล่อยให้พวกเราเข้ามาดึกดื่นแบบนี้ แกคิดว่ามาทำไมล่ะ?”
“ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ” เซียวปิงลูบไปที่จมูกตัวเอง “ฉันเดาว่า...คงจะมาช่วยนวดไหล่ นวดเอว นวดขา เกาหลังให้ล่ะมั้ง”
“เวรเอ๊ย เอ็งฝันเหอะ! ที่พวกข้ามา ก็เพื่อเลาะกระดูกเอ็งต่างหาก!”
ชายผู้พูดพุ่งตรงเข้าหาเซียวปิงเป็คนแรก เซียวปิงเบี่ยงหลบ ก่อนจะตวัดขาขึ้น
ตุ้บ
มันล้มคว่ำลงบนเตียง เซียวปิงเคลื่อนไหวเร็วดุจแสง ตรงเข้าไปคว้าแขนทั้งสองข้างของมันเอาไว้ ก่อนจะจับหมุนไปด้านหลังอย่างแรง
แกรก แกรก
แขนทั้งสองราวจะผิดรูปผิดร่างกันไปหมด ความเ็ปที่มากมายส่งผลให้ชายร่างใหญ่ ถึงกับร่ำร้องเสียงดังด้วยความเ็ป
ชายอีกสามคนที่เหลือได้แต่ยืนอึ้งอ้าปากค้าง เมื่อเห็นดังนั้น พวกมันไม่อิดออด ร้องะโเสียงดังก่อนจะพุ่งเข้าหาเซียวปิงพร้อมกัน...
“อ๊าก!”
หนึ่งในนั้นโดนเซียวปิงเตะเข้าที่เอวอย่างแรง เขาอาศัยจังหวะที่มันงอตัวลง ตรงเข้าไปจับแขนมันหมุนไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ส่วนชายอีกสองคนก็โดนเขาขัดที่ขาจนล้มลงเช่นกัน จากนั้นก็ตรงเข้าจัดการด้วยวิธีเดียวกันกับคนก่อนหน้า
เพียงพริบตาเดียว ยังไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ แขนกำยำของชายทั้งสี่ก็หมดสภาพลง ความเ็ปเข้ารุกราน จนท่อนแขนทั้งแขนเคลื่อนไหวไม่ได้อีกต่อไป แขนที่ถูกหมุนจนไปอยู่ด้านหลังก็ราวจะไม่ใช่แขนตัวเองอีกแล้ว...
เซียวปิงะโลงจากเตียง จากนั้นก็จับชายล่ำคนแรกยกขึ้น ก่อนจะโยนมันลงพื้น แล้วจับชายคนที่สอง โยนทับร่างชายคนแรก ชายคนที่สามทับบนคนที่สอง และคนที่สี่ทับคนที่สาม ชายทั้งสี่ทับกันจนคล้ายพีระมิด ต่างก็ร้องแผดเสียงด้วยความเ็ปจนเสียงดังระงม ทั้งยังเอาแต่ร้องขอชีวิตไม่หยุด
เซียวปิงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาตบมือทั้งสองข้างไปมาราวกำลังปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ พลางระคนหัวเราะกล่าว “ฉางไหวอันนี่เก่งจริงๆ ให้พวกกระจอกอย่างพวกแกมาจัดการฉัน? เซี่ยหลุนไม่ได้บอกมันหรือไง ว่าฉันฝีมือระดับไหน?”
“ลูกพี่ครับ...แขนพวกเขาพิการแล้วใช่ไหม...คุณปล่อยพวกเราไปเถอะ พวกเราไม่รู้จักคนที่ชื่อเซี่ยหลุนอะไรนั่นเลย”
“ไม่รู้จักก็ไม่ประโยชน์หรอก” เซียวปิงหัวเราะ “ห้องนี้เล็กเกินไปหน่อย บนเตียงไม่มีที่ให้พวกแกได้นอนแล้ว นอนอยู่บนพื้นนั่นไปเถอะ”
ชายที่อยู่ล่างสุดสีหน้ากระอักกระอ่วนสุดใจ น้ำหนักของชายอีกสามคนเบื้องบนมีมากจนเขาแทบหายใจไม่ออก
เซียวปิงไม่แยแสพวกเขาอีกต่อไป เขาหมุนตัวกำลังจะกลับไปนอนต่อบนเตียง แต่ตาก็ดันสังเกตเห็นชายที่ทั้งบื้อทั้งซื่อทั้งเอ๋อทั้งเหม่อคนนั้น กำลังจ้องมายังตนอยู่ “มีเื่อะไรหรือเปล่า?” เขาถาม
ชายบื้อกลับพยักหน้ารับ “มีเื่”
“นายหิว?”
“ไม่หิว”
“อยากดื่มน้ำ?”
“ไม่อยาก”
“ตกหลุมรักฉัน?”
“...”
เซียวปิงถามงงงวย “งั้นนายมองฉันด้วยสายตาเลื่อมใสรักใคร่แบบนั้นทำไม?”
“ไม่ใช่...ไม่ใช่...”
“ไม่ใช่? ไม่ใช่นาย หรือไม่ใช่ฉัน? บอกไว้ก่อนนะ ฉันไม่มีรสนิยมแบบนั้น โดยเฉพาะกับคนซื่อบื้ออย่างนาย ถ้าไม่มีอะไรก็รีบขึ้นไปนอนบนเตียงเถอะ เวร...ฉันยังหิวอยู่เลย”
“คือว่า...นายชื่อเซียวปิง?”
เซียวปิงบัดนี้ถึงรู้สึกแปลกใจขึ้นมา “นายรู้จักฉัน?”
คิดไม่ถึงว่าตอนนี้ คนซื่อบื้อที่เซียวปิงพูดถึงจะเอ่ยคำที่เหนือความคาดหมายออกมา “พวกเขาบอกให้เราหักขานายข้างหนึ่ง เอางี้ไหม นายยื่นขาออกมาให้เราตีทีหนึ่งดีไหม?”
เซียวปิงบัดนี้จึงมองเ้าหนุ่มตรงหน้านี้ใหม่ เ้าเด็กนี่ดูเหมือนจะทึ่มเอามากๆ อายุก็น่าจะประมาณยี่สิบสองยี่สิบสาม เขาสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะ รองเท้าที่สวมอยู่ก็เป็รองเท้าผ้าแบบจีนเก่าๆ ที่ขาดจนเห็นนิ้วเท้า หน้าตาเขาดูมอมแมมไปหมด...แม้คนตรงหน้าอายุจะไม่น้อยแล้ว แต่กลับให้ความรู้สึกราวเป็แค่เด็กๆ ไม่รู้ประสีประสา คงเป็เพราะความทึ่มเอ๋อของเขาล่ะนะ...ใบหน้าเขาเป็ทรงกลม ดูๆ แล้วก็คล้ายพวกหนุ่มซื่อบื้อในหนังชาวไร่ชาวนาเหมือนกันนะเนี่ย โดยเฉพาะหน้าตาซื่อๆ ตลกๆ นั่น
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหนุ่มสุดทึ่มคนนี้จะพูดประโยคเช่นนี้ออกมา
หักขาฉันข้างหนึ่ง?
แม้จะได้ฟังดังนั้น แต่เซียวปิงก็ยังยากที่จะโกรธเขาได้ลงคออยู่ดี อาจเป็เพราะเ้าหนุ่มนี่หน้าตาดูซื่อบื้อเกินไป จนให้ความรู้สึกหนึ่งกับเขา...ความรู้สึกที่เหมือน...เด็กโง่คนหนึ่ง ที่รับทรายมาจากคนชั่ว แล้วก็เอาไปสาดใส่ใครอีกคนแบบโง่ๆ ตามคำสั่ง เ้าเด็กนี่เหมือนเด็กโง่ซื่อแบบนั้นเปี๊ยบเลย
ฉางไหวอันส่งเด็กซื่อบื้อแบบนี้มา เขาเป็ริดสีดวงในสมองหรือไง?
เซียวปิงถามแปลกใจ “นายชื่ออะไร?”
เ้าหนุ่มบื้อถามกลับเสียงยาน “ถ้าเราบอกชื่อนาย นายจะยอมให้เราหักขาข้างหนึ่งใช่ไหม?”
เซียวปิงทำหน้าไม่ถูก “ลองบอกมาก่อนสิ”
เขาอ้าปากจะพูดหลายครั้ง แต่ก็ราวจะรู้สึกอายจนพูดไม่ออก เขาเกาหัวตัวเอง พลางใบหน้าก็แดงไปหมด
เซียวปิงขำแห้งๆ ไอ้หนุ้มบื้อๆ แบบนี้ จะดูอย่างไรก็ไม่เหมือนกับคนที่กล้าหักแขนหักขาคนใช่ไหมล่ะ?
“ถึงเราจะไม่รู้เื่อะไรเลย...แต่เราก็รู้ว่าชื่อเราไม่น่าฟัง พูดแล้วนายห้ามหัวเราะเรานะ”
เซียวปิงมองท่าทางเขา กลั้นขำตอบ “ไม่เป็ไรหรอกน่า ฉันไม่หัวเราะแน่ รีบบอกมาเถอะ”
“งั้นเราจะพูดจริงๆ แล้วนะ”
“พูดเถอะ พูดเถอะ”
หนุ่มบื้อหัวเราะแหะๆ ออกมา ก่อนจะจับผมที่รุงรังยุ่งเหยิงของตัวเอง แล้วหัวเราะทึ่มพลางกล่าว “เราชื่อ*เอ้อร์ฮั่ว เอ้อร์มาจากคำว่าฮั่วจากเอ้อร์ฮั่ว ฮั่วมาจากคำว่าเอ้อร์จากเอ้อร์ฮั่ว...”
คนที่พูดประโยคแนะนำชื่อแบบนี้ได้ ฟังๆ ดูก็สมกับชื่อเอ้อร์ฮั่วดี
เซียวปิงได้ฟังก็ถึงกับชะงัก เขายืนอึ้ง นึกว่าตัวเองหูฝาด จึงถามอีกครั้ง “พูดใหม่อีกทีสิ นายชื่ออะไรนะ?”
“เราชื่อเอ้อร์ฮั่ว เอ้อร์มาจากคำว่าฮั่วจากเอ้อร์ฮั่ว ฮั่วมาจากคำว่าเอ้อร์จากเอ้อร์ฮั่ว...เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านเรียกเราว่าไอ้ไข่บื้อ เรารู้สึกว่ามันไม่เพราะ ต่อมา พวกเขาเลยตั้งชื่อใหม่ชื่อนี้ให้เรา” เอ้อร์ฮั่วหัวเราะเอ๋อ “ต่อมาก็ยังมีคนหัวเราะเราอยู่ แต่เราก็รู้สึกว่าชื่อนี้เพราะกว่าไอ้ไข่บื้อจริงๆ เรารู้สึกว่ามันเป็ชื่อที่ทันสมัยมากเลย”
เซียวปิงหากกลั้นหัวเราะอีกต่อไป มีหวังได้าเ็ภายในแน่ เขาจึงปล่อยเสียงขำก๊ากออกมา
เอ้อร์ฮั่วหน้าแดง เขาะโกล่าว “ตอนนี้ให้เราหักขานายได้หรือยัง?”
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------==================================================================================-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
*เอ้อร์ฮั่ว : เอ้อร์ เดิมแปลว่าสอง แต่สมัยนี้ มักใช้แทนความหมายอีกอย่างว่า เอ๋อ หรือบื้อ ทึ่ม ซุ่มซ่าม ฯลฯ ส่วนคำว่า ฮั่ว แปลว่าของหรือสินค้าค่ะ เมื่อรวมกัน จึงแปลเป็ความหมายประมาณว่า คนติ๊งต๊อง คนบื้อ ฯลฯ อะไรประมาณนี้ล่ะคะ ซึ่งมันค่อนข้างเป็ศัพท์วัยรุ่นหน่อยๆ
ความจริงแล้ว เอ้อร์ฮั่วเรียกแทนตัวเองเป็ภาษาถิ่นค่ะ ประมาณว่า ข้อย หรือเฮา อะไรประมาณนี้ค่ะ แต่เพราะเขาใช้ภาษาถิ่นแทนแค่สรรพนามแทนตัวเองเท่านั้น ผู้แปลเลยขอใช้คำว่า เรา แทนนะคะ ถ้าคุณผู้อ่าน้าให้ปรับปรุงประการใด ก็เขียนคอมเมนต์กันได้นะคะ ผู้แปลจะพยายามปรับปรุงให้เร็วที่สุดค่ะ ขอบคุณค่ะ
