“แดนภูตผี? ตระกูลเสวียนหลีมิใช่หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งแดนมารหรือ? ไฉนต้องไปแดนภูตผี?” ม่านตาของลวี่เหลียงหดลงอย่างฉับพลัน กล่าวด้วยความสงสัยในทันที “ผู้าุโบรรพชน เหตุใดท่านถึงอยู่ในแดนเสมือนเทพแห่งนี้?”
“ใช่แล้ว เ้าก็นับว่าเป็เด็กของตระกูลเสวียนหลี มาถึงที่นี่ได้จากการชี้นำในความเลือนราง ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดนี้ ต้องเริ่มั้แ่กำเนิดโลกแห่งความโกลาหล…” ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำของเฟยอู่ ลวี่เหลียงได้ตกอยู่ในโลกาแล้ว…
“นับั้แ่กำเนิดโลกแห่งความโกลาหล กำเนิดสิ่งมีชีวิต ผ่านการวิวัฒนาการมาร้อยล้านปี จนแบ่งออกเป็หกเผ่าใหญ่คือ เทพ มนุษย์ มาร อสูร ผีและิญญา ตอนนั้น ยังไม่มีการแบ่งออกเป็สามแดน สิ่งมีชีวิตทั้งหมดรวมอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่แห่งนี้”
“ในที่นี้ เผ่าเทพที่มีความสามารถแข็งแกร่งที่สุดจะไม่คลุกคลีกับเผ่าอื่นๆ บรรดายอดฝีมือจะใช้วิชาลับแบ่งพื้นที่ที่มีลมปราณเข้มข้นที่สุด สมบัติ์มากที่สุดเป็พื้นที่อิสระ และวางค่ายกลผนึกเขตแดนไว้ เพื่อเป็สถานที่อาศัยของเผ่าเทพ ตั้งชื่อว่าแดน์ จากนั้น แดน์ก็ประกาศว่า เผ่าอื่นอีกห้าเผ่า หากมีความสามารถมาถึงแดน์ได้ ก็ลองฝ่าค่ายผนึกเขตแดนดู ผู้ที่ทำลายค่ายได้ จะเลื่อนขึ้นสู่แดนสรรค์ เป็หนึ่งในสมาชิกของพวกเขา”
“ยกตัวอย่างจากเผ่ามนุษย์และเผ่ามาร เผ่ามนุษย์ฝึกเซียน เริ่มต้นจากขั้นหลอมปราณ เป็ขั้นสร้างฐาน ขั้นยาทองคำ ขั้นผันแปร ขั้นคืนสู่ว่างเปล่า จากนั้นข้ามผ่านทัณฑ์์เล็ก ผู้บำเพ็ญเพียรสำเร็จจะเลื่อนขั้นเป็เซียนนภา จากนั้นเป็เซียนทมิฬ เซียนอรหันต์ทองคำ จนกระทั่งบรรลุขั้นเซียนอรหันต์ทองคำ่สมบูรณ์ ก็จะฝ่าค่ายผนึกแดน์ได้ เมื่อข้ามผ่านทัณฑ์์ใหญ่ ผู้บำเพ็ญเพียรสำเร็จจะเลื่อนสู่แดน์ แรกเริ่มเป็ปราชญ์เต๋า จากนั้นเป็ปราชญ์ฟ้า และปราชญ์สูงส่ง”
“การบำเพ็ญของเผ่ามาร เริ่มต้นจากมนุษย์มาร เป็ปฐมมาร ิญญามาร ขุนพลมาร แม่ทัพมาร จากนั้นก็ข้ามผ่านทัณฑ์์มารปีศาจ ผู้บำเพ็ญสำเร็จจะเลื่อนขั้นเป็มารเซียน จากนั้นเป็มารเทพ มารบรรพชน กระทั่งมารบรรพชนบรรลุถึงจุดสูงสุด ก็จะข้ามผ่านทัณฑ์์ใหญ่ได้ ผู้บำเพ็ญสำเร็จจะเลื่อนสู่แดน์ แรกเริ่มเป็มารฟ้านอกแดน จากนั้นเป็ผู้นำมารนอกแดน ปราชญ์มารนอกแดน”
“ส่วนระดับที่สูงกว่านี้ คนรุ่นข้าก็ไม่อาจทราบได้”
“หลังจากเผ่าเทพแยกตัวไปแล้ว เผ่ามนุษย์ที่เดิมทีอายุขัยสั้นที่สุด ร่างกายอ่อนแอที่สุดก็ปะทุขึ้น พวกเขาใช้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรและความสามารถในการสืบพันธุ์ ให้กำเนิดมากมายนับไม่ถ้วนราวกับตัวเสนียดก็มิปาน กลายเป็เผ่าที่มีขุมกำลังมากที่สุดในบรรดาห้าเผ่าที่เหลือ และทำการต่อสู้กับเผ่าอื่นอย่างต่อเนื่อง”
“จากนั้น เผ่าิญญาที่ไม่ชอบการต่อสู้ ได้ให้ยอดฝีมือบุกเบิกพื้นที่อีกหนึ่งแห่งขึ้นก่อนเผ่าอื่นๆ วางค่ายกลผนึกเขตแดนไว้ ตั้งชื่อว่าแดนิญญา ตัดขาดจากเขตโลกภายนอก ตามมาด้วยเผ่าภูตผี เนื่องจากจำนวนคนในเผ่าน้อยที่สุด ความสามารถก็ไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด ยอดฝีมือในเผ่าจึงบุกเบิกพื้นที่ขึ้นแห่งหนึ่งเป็เขตแดนซึ่งห่างไกลความขัดแย้ง ขณะที่ทั้งสองเผ่าแยกตัวออกไป ผู้ที่ติดตามพวกเขายังมีส่วนน้อยที่เป็เผ่ามนุษย์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเขา เผ่ามนุษย์เหล่านี้อนาคตได้กลายเป็บุคคลสำคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างแดนิญญากับแดนภูตผี พวกเราเรียกกันว่า ‘นักข้ามแดน’”
“เมื่อแผ่นดินผืนนี้เหลือเพียงมนุษย์ มาร และอสูร าใหญ่ครั้งใหญ่ในที่สุดก็อุบัติขึ้น การต่อสู้นี้กินเวลานับสิบล้านปี ผลลัพธ์ของาครั้งใหญ่คือ สิ่งมีชีวิตล้มตายนับไม่ถ้วน ลมปราณฟ้าดินปั่นป่วน เขตแดนแบ่งออกเป็หลายส่วน สุดท้ายได้ส่งผลกระทบถึงเผ่าเทพ”
“จากนั้น ยอดฝีมือเผ่าเทพได้ลงมายังโลก รวบรวมยอดฝีมือทั้งสามเผ่าเริ่มต้นเจรจากัน ท้ายที่สุดก็แบ่งแผ่นดินผืนใหญ่ออกเป็สามเขตแดน แต่ละเผ่าดูแลหนึ่งเขตแดน ซึ่งประกอบด้วยแดนมนุษย์ แดนมาร แดนอสูรนั่นเอง”
“ระหว่างเขตแดนใหญ่แต่ละแห่ง ล้วนมียอดฝีมือเผ่าเทพวางค่ายผนึกเขตแดนด้วยตนเอง เพียงแต่ว่า ทุกๆ ห้าล้านปีพลังผนึกของเขตแดนใหญ่ ต้องใช้ยอดฝีมือจากสามแดนมาทำให้มันมั่นคงอีกครั้ง วิธีทำให้ค่ายกลมั่นคงคือค่ายกลชุดหนึ่งที่ยอดฝีมือแดน์ทิ้งไว้ให้ ซึ่งสองเผ่าจำเป็ต้องร่วมแรงกันจึงจะทำได้สำเร็จ”
“ต่อมายอดฝีมือทั้งสามแดนได้ตั้งกฎไว้ว่า ทุกครั้งเมื่อถึงคราวที่ต้องทำค่ายกลให้มั่นคง ทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องส่งยอดฝีมือในเผ่าสองคนรวมทั้งศิษย์ชั้นยอดอีกร้อยคน มุ่งหน้ามายังชายแดนของผนึก เพื่อทำค่ายกลให้มั่นคง ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเผ่าที่เหลือก็ต้องส่งยอดฝีมือสองคนมาดูแล เผื่อไว้ใช้ในยาม้า”
“บรรพชนของตระกูลเรา เสวียนหลีเจิ้นเป็ผู้ก่อตั้งตระกูลเสวียนหลีขึ้นครั้งแรกในแดนมาร ด้วยความบังเอิญ ท่านบรรพชนได้รับหนึ่งในสมบัติต้องห้ามที่มีมาั้แ่ครั้งกำเนิดโลกแห่งความโกลาหล ‘กระบี่เทพจี้เมี่ย’ และเรียนรู้วิชาลับ ‘ห้ากายาสับสน’ ฝึกฝนวิชาลับนี้จนสำเร็จ สามารถหลอมร่างแยกที่ไม่ด้อยไปกว่าร่างเดิมได้ห้าร่าง ท่านบรรพชนอาศัยสิ่งนี้ กวัดแกว่งกระบี่จี้เมี่ย ต่อสู้ในแดนมาร ใช้ความสามารถอันยอดเยี่ยมก่อตั้งโลกของตระกูลเสวียนหลีเรา ั้แ่นั้นมา ตระกูลเราได้กลายเป็ตระกูลที่ยิ่งใหญ่เป็อันดับหนึ่งในแดนมาร”
“ต่อมา ท่านบรรพชนเหินทะยานขึ้นแดน์ ก่อนไปได้ทิ้งคำสอนไว้ จี้เมี่ยเป็อาวุธเทพคุ้มครองตระกูล ต้องเป็ผู้ที่เรียนรู้ ‘ห้ากายาสับสน’ และหลอมร่างแยกได้อย่างน้อยสามร่าง จึงจะเป็ผู้ที่ใช้งานจี้เมี่ยได้ คนผู้นี้จะกลายเป็ ‘ผู้พิทักษ์’ ที่เป็รองเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้น”
“หลายสิบล้านปีต่อมา จนกระทั่งถึงยุคสมัยของพวกข้า ในตระกูลมีเพียงข้าคนเดียวที่เรียนรู้ ‘ห้ากายาสับสน’ จนหลอมร่างแยกได้สามร่าง ดังนั้นข้าเสวียนหลีเฟยอู่ คือ ‘ผู้พิทักษ์’ ของตระกูล”
“ตอนนั้น แดนมารไม่ได้มีแค่ตระกูลเราที่ยิ่งใหญ่ ตระกูลอั้นเย่กับตระกูลหั่วเซียวได้เติบโตเข้มแข็งจนกลายเป็แถวหน้าในแดนมาร พวกเราทั้งสามตระกูลเรียกรวมว่า ‘สามตระกูลใหญ่แห่งแดนมาร’”
“ข้าเป็ผู้พิทักษ์แห่งตระกูลเสวียนหลี พลังต่อสู้เป็อันดับหนึ่งในแดนมาร พี่ชายข้าเสวียนหลีเทียนเลี่ยอยู่ในระดับขั้นมารบรรพชน เป็ผู้นำตระกูลในตอนนั้น ผู้ที่สู่ขอข้ากับพี่ชายก็ทยอยมาไม่ขาดสาย หนึ่งในนั้นคือตระกูลอั้นเย่ที่ใหญ่เป็อันดับสอง ผู้ที่มาเกี่ยวดองกับข้าคือบุตรของผู้นำตระกูลอั้นเย่ อั้นเย่เทียนหลง มีความสามารถระดับขั้นขุนพลมาร”
“ข้าในตอนนั้น บรรลุถึงจุดสูงสุดของขั้นแม่ทัพมารแล้ว อีกเพียงก้าวเดียวก็จะข้ามผ่านทัณฑ์์มารปีศาจ บวกกับข้ารู้ว่าอั้นเย่เทียนหลงผู้นี้จิตใจยากคาดเดา ไฉนข้าต้องยอมลดเกียรติแต่งงานด้วย? แต่ข้าก็รู้ถึงความสามารถของตระกูลอั้นเย่ดี ไม่อยากให้พี่ใหญ่ลำบากใจ ข้าจึงนำคนที่ไว้ใจได้ในสังกัดจากไปอย่างเงียบๆ อ้างว่าเป็การออกไปหาประสบการณ์เพื่อข้ามผ่านทัณฑ์์ สุดท้าย เื่ที่ตระกูลอั้นเย่มาเกี่ยวดองกับข้าก็เงียบไป”
“ข้ายังพาจี้เมี่ยร่วมทางไปด้วย พี่ใหญ่เกรงว่าข้าจะเสียเปรียบในแดนมนุษย์ จำเป็ต้องให้ข้านำติดตัวไป เดิมที เสี่ยวเฮยเป็สัตว์เทพที่ทำสัญญากับข้า ข้าก็อยากพาไปด้วย แต่ทุกๆ สิบล้านปี เสี่ยวเฮยจะเข้าสู่รอยแยกแห่งมิติเพื่อหลับใหลร้อยปี ยามนี้ เป็เวลาที่เสี่ยวเฮยต้องหลับใหลร้อยปีพอดี ข้าจึงไม่ได้รบกวนมัน นอกจากนี้ข้าก็ยังมีร่างแยกทั้งสามอยู่ด้วย”
“หลังจากที่ข้าออกจากตระกูล มาถึงเขตแดนระหว่างมนุษย์กับมาร เตรียมตัวท่องแดนมนุษย์ ค่ายผนึกเขตแดนในตอนนั้นไม่ได้แยกทั้งสองเขตแดนออกจากกันอย่างสมบูรณ์ มีเพียงผู้ที่อยู่ขั้นเซียนนภาและมารเซียนขึ้นไปที่ไม่อาจไปมาตามใจชอบได้ อย่างข้าที่ยังไม่ข้ามผ่านทัณฑ์์จึงออกไปได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกัน ทั้งสามแดนได้กำหนดกฎควบคุมการก่อาขึ้น ดังนั้นแม้คนของทั้งสองเผ่าไปมาหาสู่กัน ขอเพียงทำตามกฎก็ไม่มีปัญหา”
“หลังจากนั้น ข้ามาถึงแดนมนุษย์ที่เป็เพื่อนบ้านกับแดนมาร...อาณาจักรชางหลัน หลังจากทัศนาจรหนึ่งรอบ ข้าเลือกยอดเขาสูงที่มีปราณมารแห่งหนึ่งเป็ที่พำนัก ยอดเขาแห่งนี้มีชื่อว่าเขาจื่อหลิง”
“ขณะที่ข้าบุกเบิกที่พำนักได้ไม่นาน จู่ๆ ก็มีเผ่ามนุษย์กลุ่มหนึ่งมาถึงตีนเขา พวกเขาะโสั่งให้เราออกไปทันที เพราะที่แห่งนี้คือพื้นที่ขอบเขตของสำนักพวกเขา ข้าหาสถานที่ที่มีปราณมารจนพบอย่างยากลำบาก จะจากไปแบบนี้ได้อย่างไร อีกอย่างข้าไม่เห็นคนกลุ่มนี้อยู่ในสายตาสักนิด”
“เมื่อประมือกัน เป็ไปตามคาด ตระกูลข้ามีกายมารวัชระคอยคุ้มครอง พวกเขาทำอะไรพวกเราไม่ได้ เพียงแต่ ตัวแปรหนึ่งเดียวคือบุรุษชุดเขียว คนผู้นี้มีตบะขั้นคืนสู่ว่างเปล่า่ปลาย ยังไม่บรรลุถึง่สมบูรณ์ แต่วิชากระบี่ของคนผู้นี้ร้ายกาจทีเดียว ทั้งยังแฝงพลังแห่งกฎเกณฑ์ เป็ที่รู้กันว่าวิถีแห่งกระบี่ระดับต้นคือปราณกระบี่ จากนั้นคือเจตจำนงกระบี่ สุดท้ายคือพลังแห่งเขตแดน บรรลุถึงขั้นนี้ได้นับว่าเป็เซียนกระบี่แล้ว แต่พลังแห่งกฎเกณฑ์ นั่นเป็พลังของโลกแห่งความโกลาหล เล่ากันว่ามีเพียงยอดฝีมือที่ข้ามผ่านทัณฑ์์เท่านั้นจึงจะบรรลุได้ บุรุษชุดเขียวผู้นี้แม้แต่่คืนสู่ว่างเปล่าก็ยังไม่สมบูรณ์ กลับบรรลุพลังแห่งกฎเกณฑ์ ที่น่าหวั่นเกรงยิ่งกว่าคือ พลังแห่งกฎเกณฑ์มิตินั้นบรรลุได้ยากที่สุดในโลก! เขาเป็จอมปีศาจในหมู่มนุษย์อย่างแท้จริง!”
“เขาเข้ามามีส่วนร่วมด้วย พวกเราทั้งสองฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ อาศัยความสามารถและกายมารของข้า ยังพอเอาชนะเขาได้บ้าง ต่อมา มนุษย์กลุ่มนี้ก็ไม่กลับมาอีก ที่น่าสนใจคือ ผ่านไปไม่กี่วันบุรุษชุดเขียวผู้นั้นก็มาร้องะโท้าทาย กล่าวชัดถ้อยชัดคำว่าจะโค่นข้าด้วยกระบี่”
“ข้าในตอนนั้นยังเยาว์นัก ทนไม่ไหวจึงลงมือสั่งสอนเขา แม้ว่าทุกครั้งเราสองคนจะทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ก็ตาม แต่ข้าก็เหนือกว่าเขาอยู่หนึ่งส่วนเสมอ”
“หลังจากนั้น ข้าก็ไม่ใส่ใจต่อการยั่วยุของเขา กระทั่งวันหนึ่ง เขาบอกว่า ถ้าข้าเอาชนะเขาได้ เขาจะมอบสมบัติมารชั้นสูงที่เขาสะสมหนึ่งชิ้นให้ ข้าใจเต้นรัวเพราะเหตุนี้ แดนมนุษย์ขาดแคลนปราณมาร ถ้ามีสมบัติมารชั้นสูงคอยช่วยเหลือ จะเป็ประโยชน์ต่อข้าที่อยู่ในขั้นแม่ทัพมารสูงสุด โอกาสที่จะข้ามผ่านทัณฑ์์ในอนาคตก็สูงขึ้น ข้าจึงรับคำท้า”
“รอจนออกไปเจอเขา ข้าต้องแปลกใจที่พบว่า คนผู้นี้บรรลุถึงขั้นคืนสู่ว่างเปล่า่สมบูรณ์แล้ว จากการประมือกัน ข้าเริ่มตกเป็รอง ข้าจำต้องเรียกหนึ่งร่างแยกมาช่วยเหลือ ผลคือเขาสู้ไม่ได้ ตอนที่เขารู้ว่านั่นเป็ร่างแยกของข้า เขากลับเลื่อมใสจากใจจริง โยนสมบัติมารชิ้นหนึ่งให้ข้าแล้วจากไป”
“ข้าบอกเขาว่า ข้ายังมีร่างแยกแบบนี้อีกสามร่าง เดิมทีข้าคิดว่าเขาจะไม่มาอีกต่อไป ผ่านไปครึ่งเดือน เขากลับมาอีกครั้ง คราวนี้เขาสามารถต้านการโจมตีร่วมกันของข้ากับร่างแยกได้ ขณะที่ข้าจำเป็ต้องเรียกร่างแยกที่สองออกมา ข้าต้องตกตะลึงกับความเร็วในการบำเพ็ญดุจปีศาจของเขา แน่นอนว่า เขาพ่ายแพ้อีกครา หลังจากครั้งนั้น ข้าก็รู้ชื่อและฐานะของเขา เขาคือศิษย์พี่ใหญ่สำนักอี๋สุ่ย สำนักอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรชางหลัน นั่นคือ จางเมิ่งเต้า ฉายาว่า สังหารมาร”
“เป็เช่นนี้ซ้ำๆ ทุกครึ่งเดือนเขาจะมาหนึ่งครั้ง จนกระทั่งครั้งสุดท้าย เขาทำให้ข้าต้องใช้ร่างแยกทั้งสาม ที่เป็ครั้งสุดท้าย นั่นเป็เพราะ วันที่ตระกูลเสวียนหลีของข้าต้องแตกสลายได้มาถึงแล้ว”
“วันนั้นข้ากำลังบำเพ็ญเพียรที่ยอดเขาจื่อหลิง จู่ๆ พี่ใหญ่ก็ปรากฏตัวต่อหน้าข้า จากนั้นข้าถึงรู้ว่า เขามาเพื่อเสริมความมั่นคงของค่ายผนึกเขตแดนระหว่างมนุษย์กับมาร”
“ข้าแปลกใจมาก ห่างจากคราวก่อนไม่ถึงห้าล้านปี เหตุใดยังต้องเสริมอีกครั้ง พี่ใหญ่บอกว่า เขาได้รับการแจ้งจากยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ค่ายผนึกเขตแดนจำเป็ต้องเสริมความมั่นคงทันที ดังนั้นจึงพายอดฝีมือในเผ่าบางส่วนร่วมทางมา ขณะเดียวกันก็ได้รับแจ้งว่ายังมีตระกูลอั้นเย่ ที่นำโดยผู้นำตระกูลเอง ถ้าค่ายผนึกเขตแดนเป็ปกติ ยอดฝีมือระดับพี่ใหญ่ไม่มีทางมาถึงแดนมนุษย์ได้ ในเมื่อข้ามมาได้นั่นแสดงว่าค่ายจำเป็ต้องเสริมความมั่นคงจริงๆ พวกเราจึงไม่เคยสงสัยมาก่อน”
“ตระกูลอั้นเย่รู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ จึงอยากให้ข้าไปด้วย ข้าไม่ได้ไตร่ตรองอย่างละเอียด ก็พาร่างแยกกับจี้เมี่ย รวมทั้งคนในสังกัดร่วมทางไปด้วย”
“สถานที่รวมตัวของเราคือแคว้นหวงหลิงภายในอาณาจักรชางหลันที่อยู่ติดกับค่ายใหญ่ ที่มั่นหลักของสำนักอี๋สุ่ย ขณะเดียวกันก็พบยอดฝีมือเผ่ามนุษย์สองคน เ้าสำนักอี๋สุ่ยและประมุขพรรคเทพโลหิตที่มีอิทธิพลในแดนมนุษย์”
“ตระกูลข้ากับตระกูลอั้นเย่แยกย้ายกันเข้าไปในสำนักอี๋สุ่ย หลังจากที่เราเข้าสู่หอหมื่นกระบี่ซึ่งเป็ที่พักที่กำหนดได้ไม่นาน ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญวิ่งถลาเข้ามาสองคน หนึ่งในนั้นคือจางเมิ่งเต้า”
“หลังจากที่เขาเข้ามาก็รีบร้อนบอกว่าเราติดกับแล้ว ตระกูลอั้นเย่ร่วมมือกับสำนักอี๋สุ่ยและพรรคเทพโลหิต ตั้งค่ายพิชิตมารอยู่ด้านนอกเพื่อควบคุมเผ่ามารโดยเฉพาะ ตอนนี้กำลังรวบรวมนักรบเดนตายจำนวนหนึ่ง พร้อมโจมตีเข้ามาทุกเมื่อ”
“เนื่องจากหอหมื่นกระบี่เป็สถานที่สำคัญของสำนักอี๋สุ่ยซึ่งตัดขาดจิติญญากับภายนอก พี่ใหญ่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับคำพูดของเขา จนกระทั่งจางเมิ่งเต้าหิ้วศิษย์พรรคเทพโลหิตจากด้านนอกกลับมาหนึ่งคน ใช้วิชาลับสืบค้นจิติญญากับมัน พวกเราถึงได้ตื่นจากฝัน แต่ทว่าตอนนี้ จะล่าถอยก็ไม่ทันการเสียแล้ว”
“คนที่ข้ากับพี่ใหญ่พามาคราวนี้ล้วนเป็ยอดฝีมือในตระกูล ถ้าหากพินาศย่อยยับ ตระกูลเสวียนหลีก็ยากที่จะเลี่ยงภัยพิบัติฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ แต่คนที่จางเมิ่งเต้าพามาคนนั้น กลับนำความหวังมาให้พวกเรา เขาเป็เผ่ามนุษย์ที่ไม่มีความโดดเด่นอะไร แต่เขามาจากสถานที่พิเศษแห่งหนึ่ง มีแซ่ที่เป็เอกลักษณ์ว่า ‘เฟิง’ ใช่แล้ว เขาคือนักข้ามแดนแห่งแคว้นหวงเฉวียนในแดนภูตผี คนของสกุลเฟิง ผู้นำสกุลเฟิงคนต่อไป เฟิงเทา”
“เนื่องจากเวลาคับขัน เราได้ตกลงกันว่า ข้าในฐานะผู้พิทักษ์เป็คนคอยรั้งท้าย พี่ใหญ่กับยอดฝีมือในตระกูลถูกเฟิงเทาและจางเมิ่งเต้าพาตัวไปยังแดนภูตผี ในเวลานี้ตระกูลอั้นเย่ที่ใหญ่เป็อันดับสองในแดนมารกับตระกูลเทียนหลัวที่ทะเยอทะยานอยากเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่มาตลอด ได้เปิดฉากโจมตีที่มั่นของตระกูลเราอย่างบ้าคลั่ง”
“ขณะที่พวกพี่ใหญ่กำลังทยอยล่าถอย ด้านนอกก็เริ่มโจมตี นั่นเป็นักรบเดนตายของสำนักอี๋สุ่ยและพรรคเทพโลหิต ทั้งยังมีเซียนนภาอีกสองคน! แม้ไม่รู้เหตุผลที่พวกเขาทำแบบนี้ แต่เรียกได้ว่าลงทุนลงแรงมหาศาล!”
“บางทีชื่อเสียงข้าอาจขจรขจายเกินไป พวกเขาไม่รอช้า รวมทั้งเซียนนภาสองคนในบรรดานักรบเดนตายต่างตรงเข้ามาโจมตีใส่ข้า! เนื่องจากค่ายพิชิตมารเริ่มทำงานแล้ว ความสามารถของข้าจึงอยู่ขั้นขุนพลมารเท่านั้น จำเป็ต้องใช้ร่างแยกเงื้อกระบี่จี้เมี่ยโถมเข้าต่อสู้ แต่สิ่งที่ข้าไม่คาดคิดคือ เซียนนภาสองคนนั้น คนหนึ่งใช้วิชาลับะเิตัวเองให้ตายพร้อมกับข้า อีกคนเดิมพันด้วยชีวิต ใช้ของวิเศษในตำนานเผ่ามนุษย์กับข้า ตราประทับมารทมิฬ!”
“ด้วยความพยายามของสองเซียนนภา จิตมารในร่างเดิมของข้าถูกลงตราประทับมารทมิฬ ชั่วพริบตานั้น พลังต่อสู้ของข้าลดฮวบลง อาศัยเพียงร่างแยกทั้งสามคอยประคับประคองอย่างยากลำบาก แม้มีอานุภาพของกระบี่จี้เมี่ยก็ไม่อาจต้านทานได้ ไม่นานนัก ข้ากับร่างแยกอีกสองร่างรวมทั้งคนในสังกัดล้วนดับสูญหมดสิ้น หลังจากร่างแยกที่ถือจี้เมี่ยสังหารนักรบเดนตายนับไม่ถ้วน ก็ถูกพลังจี้เมี่ยกัดกินจนสลายไป ข้าจำเป็ต้องเผาผลาญจิตมารเพื่อยับยั้งตราประทับมารทมิฬไว้ชั่วคราว ควบคุมจี้เมี่ยด้วยพลังของตัวเอง แม้ข้าจะสังหารนักรบเดนตายที่เหลือคนสุดท้ายได้ แต่ทว่าข้าก็ไม่มีความหวังที่จะได้รับชัยชนะ ศิษย์ชั้นยอดของสองสำนักที่อยู่ด้านนอก เริ่มตะลุยเข้ามาแล้ว โชคดีที่พี่ใหญ่กับยอดฝีมือในตระกูลล่าถอยได้สำเร็จ ข้าจากไปได้อย่างหมดห่วง แต่ชั่วขณะที่ข้าคิดยอมแพ้นั้น จางเมิ่งเต้าก็กลับมา!”
