ลวี่เหลียงพูดไม่ออก รู้สึกเลื่อมใสอาจารย์ที่ยังไม่ได้สอนสั่งอะไรท่านนี้เป็อย่างยิ่ง! ขณะเดียวกัน สายเืเสวียนหลีในกระดูกก็ทำให้ไฟโทสะในใจลุกโชน! สำนักอี๋สุ่ย! พรรคเทพโลหิต! ตระกูลอั้นเย่! ตระกูลเทียนหลัว! ไม่ว่าพวกเ้าจะมีความสามารถใด รอให้ข้าลวี่เหลียงบรรลุถึงขั้นสูงสุด แล้วนั่นคือวันที่สำนักพวกเ้าพังพินาศ!
“จากนั้น ข้าก็อยู่เฝ้าคอยภายในสุสานแห่งนี้มาตลอด เมิ่งเต้าเคยบอกว่า วิธีฟื้นฟูร่างกายอยู่ในแคว้นิหวงแห่งแดนภูตผี ขอเพียงเขาเอามาได้ แม้ข้าหลงเหลือซากิญญาเพียงหนึ่งสาย ก็เพียงพอให้เขาฟื้นฟูข้าเป็ดังเดิมได้” เสวียนหลีเฟยอู่เหม่อลอยไปชั่วครู่ แววตาพลันกลับมาเฉียบคมและสดใส “สำหรับเื่ราวมารดาของเ้านั้น เสี่ยวเฮยรู้ดีกว่าข้า ให้เขาเล่าต่อเถอะ”
เสี่ยวเฮยที่อยู่กับเสวียนหลีเฟยอู่อีกคน ยามนี้ได้มาถึงเบื้องหน้าลวี่เหลียงแล้ว “ความจริงที่ข้ารู้ก็แค่บางส่วน หวังว่าจะช่วยเ้าตามหาร่องรอยของมารดาได้”
“ดังเช่นที่เฟยอู่บอก เมื่อครั้งหายนะมาเยือน เป็่ที่ข้าหลับใหลพอดี หลังจากร้อยปีข้าตื่นขึ้น สิ่งแรกที่พบคือพันธะสัญญาชีวิตไร้ผลแล้ว ขณะที่ข้ารีบร้อนไปยังแดนมารถึงพบว่า ทุกอย่างยังคงเดิมแต่ผู้คนเปลี่ยนไป ตระกูลเสวียนหลีไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด แต่กลับแทนที่ด้วยสี่ตระกูลใหม่คือ ตระกูลอั้นเย่ ตระกูลเทียนหลัว ตระกูลหั่วเซียวและตระกูลมู่เสี่ยว”
“ข้าสอบถามต่อๆ กันมา ถึงรู้เื่ราวในตอนนั้น วันนั้นตระกูลอั้นเย่และตระกูลเทียนหลัวโจมตีตระกูลเสวียนหลี คนตระกูลเสวียนหลีส่วนใหญ่ถูกกำจัด ส่วนน้อยได้หลบหนีกระจัดกระจายอยู่ในเขตแดนต่างๆ ทว่าล้วนปิดบังชื่อแซ่และไม่รู้ร่องรอย”
“เพราะความสัมพันธ์ของสัญญาระหว่างข้ากับเฟยอู่ก่อนหน้านี้ แม้ข้าจะไม่รู้สึกถึงที่อยู่ของนาง แต่ข้าแน่ใจว่า ิญญาของนางยังคงอยู่ ข้าต้องตามหานาง แต่ก่อนอื่น ข้าต้องไปที่แห่งหนึ่งเพื่อหาพวกเดียวกัน”
“ข้าต้องหาพวกเดียวกัน มันคือสัตว์เทพแห่งความโกลาหลในแดนมนุษย์ อสูรลี้ลับ พร์ของเผ่าพันธุ์นี้คือหลบเลี่ยงเคราะห์ร้าย ล่วงรู้อดีตและทำนายอนาคตได้ มันต่างกับข้า มันไม่ชอบเป็เพื่อนกับสิ่งมีชีวิตอื่น อยู่อย่างสันโดษมาโดยตลอด ตอนนั้นพวกเราสิบสัตว์เทพแห่งความโกลาหลจุติพร้อมกันเป็ดั่งพี่น้อง ก่อนแยกย้ายเคยสัญญากันว่า ระหว่างกันและกันจะต้องช่วยเหลือกัน ข้าไปหามันครั้งนี้ก็เพื่อสอบถามร่องรอยของเฟยอู่ ”
“แต่มันซ่อนตัวได้มิดชิดอย่างยิ่ง แค่ตามหามันข้าเสียเวลาไปเกือบล้านปี! ในที่สุด ข้าตามหามันจนพบที่รอยแตกมิติประหลาดแห่งหนึ่งในแดนอสูร ส่วนมันก็ดูเหมือนจะรู้จุดประสงค์การมาของข้า ตอนนั้นมันกล่าวเพียงหนึ่งประโยคว่า ‘ในแดนมนุษย์ เ้าจะพบกับคนตระกูลเสวียนหลีที่เป็เ้านายคนที่สอง ไม่ไกลจากที่ที่เ้าพบนายคนแรก’”
“แดนมนุษย์กว้างใหญ่ไพศาล โชคดีที่ข้าเป็สัตว์เทพคุ้มครองตระกูลเสวียนหลี แม้หลบซ่อนได้มิดชิดกว่านี้ ข้าก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของสายเืเสวียนหลีได้รางๆ”
“ข้าข้ามผ่านหลายเขตแดน ในที่สุดหลายหมื่นปีต่อมา ข้าพบสายเืตระกูลเสวียนหลีบนแคว้นเล็กๆ แห่งหนึ่งในอาณาจักรอู่ฟางบนโลกมนุษย์ แคว้นแห่งนั้นเล็กเกินไป ข้าจำชื่อไม่ได้แล้ว แต่สถานที่ที่พบสายเืข้ากลับจำได้แม่นยำ ดูเหมือนจะชื่อว่าเมืองชิงหลัว”
“ที่นั่น ข้าได้พบสาวน้อยคนหนึ่ง แม้ภายนอกดูไม่ต่างจากมนุษย์ แต่ข้ามั่นใจว่านางคือหญิงสาวเผ่ามารตระกูลเสวียนหลี เป็ไปตามคาด พวกเราพบหน้ากัน ความหวาดกลัวในแววตานาง ทำให้ข้าต้องตัดสินใจบอกเล่าเื่ราวทั้งหมดที่ข้ารู้ให้นางโดยไม่ปิดบัง ในที่สุด นางก็ยอมรับกับข้าว่า นางคือหนึ่งในตระกูลเสวียนหลีที่หนีออกจากแดนมารในตอนนั้น หลานสาวของเสวียนหลีเทียนเลี่ย ‘เสวียนหลีเยว่’”
“ไม่นานนัก ข้ากลายเป็สัตว์เทพที่ทำสัญญาชีวิตกับนาง เสวียนหลีเยว่ในตอนนั้น เนื่องจากนางไม่มีปราณมารหล่อเลี้ยงเป็เวลานาน ความสามารถหยุดนิ่งที่ขั้นปฐมมาร และเนื่องจากพลังภายในชั้นสูงของตระกูลเสวียนหลี ‘เคล็ดชุบกายมารฟ้า’ ที่ร่ำเรียนมา จึงสามารถปกปิดปราณมาร ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ต่อมาพวกเราไปจากเมืองชิงหลัว เริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว”
“ใน่เวลานี้เอง ด้วยปราณมารแท้ของข้า ความสามารถของนางก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ผ่านไปอีกหลายหมื่นปี นางฝึกถึงขั้นขุนพลมาร่กลาง แต่ก็พบอุปสรรคที่ไม่อาจทะลวงได้ ต่อมาได้ยินว่าแคว้นซื่อสุ่ยในอาณาจักรอู่ฟางมีซากโบราณสถานมารเซียนแห่งหนึ่งปรากฏขึ้น ดึงดูดนักพรตทั่วทุกสารทิศต่างแย่งชิงเพื่อแสวงหาโอกาส เราสองคนรู้ดีว่านี่อาจเป็โอกาสทองในการทะลวง”
“ที่อยู่ของซากโบราณสถานมีชื่อว่าหุบเขาวายุ เป็ไปตามคาด มีผู้ฝึกเซียนนับไม่ถ้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ เนื่องจากความพิเศษของฐานะ เสี่ยวเยว่ไม่เคยคิดหาคนมารวมกลุ่มด้วย นางตะลุยเข้าไปด้วยตัวเอง การหลอกลวงของผู้ฝึกเซียน ปลาใหญ่กินปลาเล็กล้วนสะท้อนให้เห็นได้จากที่นี่ สิ่งที่เราเห็นมีแต่เื่ฆ่าคนแย่งชิงสมบัติกันเกือบทุกวัน ที่เราทำได้คือเพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงอันตราย”
“แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังเกิดปัญหาขึ้น วันหนึ่ง พวกเราค้นพบสมุนไพรทิพย์ต้นหนึ่ง เป็ผลหลอมชาดที่เพิ่มความแข็งแรงของร่างกายเผ่ามารได้ ในขณะที่พวกเรากำลังเก็บ จู่ๆก็มีผู้ฝึกเซียนชุดดำสามคนโผล่มา ดูเหมือนสิ่งที่พวกเขา้าจะไม่ใช่ผลหลอมชาด แต่้าให้เสวียนหลีเยว่เป็คู่ในการฝึกขั้นผันแปร่กลาง”
“เสี่ยวเยว่ไม่ยินยอม ผลคือเกิดการต่อสู้ตะลุมบอนกัน! ในบรรดาชายหนุ่มสามคน มีสองคนอยู่ขั้นยาทองคำ่สมบูรณ์ที่ยังพอรับมือได้ อีกคนอยู่ในขั้นผันแปร แม้แต่เสี่ยวเยว่ที่ใช้เขตแดนอสูรเงาก็ยังตกเป็รอง ในห้วงอันตรายนี้เอง ชายหนุ่มอีกคนที่สวมชุดคลุมยาวสีเทาที่อยู่ขั้นผันแปร่ต้นก็วิ่งโถมเข้าร่วมวงต่อสู้ ใช้แส้รัดศัตรูตัวฉกาจนั่นไว้”
“ความกดดันน้อยลง เสี่ยวเยว่ก็ควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่สังหารชายขั้นยาทองคำ่สมบูรณ์ไปหนึ่งคน ชายสองคนที่เหลือเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีก็รีบร้อนหลบหนีไป”
“จากนั้น ชายหนุ่มชุดเทาเสนอขอรวมกลุ่มกับเสี่ยวเยว่ ราวกับลิขิต์ในความมืดมิด เสี่ยวเยว่ที่ไม่เข้าใกล้มนุษย์ได้ตอบตกลง! นางบอกว่า นางมีความรู้สึกว่าเขาเป็คนดี”
“ความจริงเป็ไปตามที่เสี่ยวเยว่รู้สึก เขาเหมือนพี่ชายที่เอาใจใส่คนหนึ่ง คอยดูแลเสี่ยวเยว่ตลอดทาง อีกทั้งความสามารถของเขายังแข็งแกร่งมาก ต่อมาพวกเราเจอผู้ฝึกเซียนขั้นผันแปร่กลางอีกคน ก็ถูกเขาตีจนหนีเตลิดไป”
“เขากับเสี่ยวเยว่ท่องไปในซากโบราณสถานด้วยกันมาหนึ่งปี ตอนนั้นข้าพบว่า ดวงตาเสี่ยวเยว่ที่แต่เดิมเ็า ยามนี้เปี่ยมด้วยความรักแสนอบอุ่นเสียแล้ว ชายหนุ่มคนนี้ก็มีความรู้สึกดีๆ กับเสี่ยวเยว่เช่นกัน ข้าไม่อาจห้าม แต่ไม่ห้ามก็ไม่ได้ ข้าได้แต่ทอดถอนใจ เ้านายสองคนของข้า ไฉนถึงต้องเกี่ยวพันกับมนุษย์?”
“เสี่ยวเยว่รู้ว่า ชายหนุ่มที่มีของวิเศษแบบนี้ กลับท้าดวลข้ามขั้นได้ ไม่มีทางเป็คนธรรมดาสามัญแน่นอน ส่วนนางเองก็มีฐานะที่ไม่อาจให้ใครล่วงรู้ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจหยุดยั้งหัวใจของทั้งสองที่ใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองอาศัยอยู่ในหุบเขาเจ็ดปี ต่างคนต่างเรียกอีกฝ่ายว่า ‘พี่ใหญ่’ และ ‘น้องเล็ก’”
“เจ็ดปีมานี้ พวกเขาฟันฝ่าอุปสรรคความเป็ความตายมาหลายต่อหลายครั้ง แต่อาศัยความเชื่อมั่นและความรู้ใจเปลี่ยนสถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็ดีได้ ใน่เวลานี้ แม้เข้าใจความรู้สึกของกันและกันดี แต่เนื่องด้วยฐานะของทั้งคู่ จึงไม่มีใครยอมเอ่ยปากก่อน”
“วันหนึ่ง จู่ๆ ชายหนุ่มชุดเทาก็ได้รับยันต์ถ่ายทอดเสียงใบหนึ่ง พอฟังเนื้อหาข้างในจนจบ ก็เหม่อลอยทั้งคืน เสี่ยวเยว่รู้สึกว่าเขาผิดปกติไป แม้จะอดทนไม่ถามไถ่อะไร แต่ลางสังหรณ์ก็บอกนางว่า บางที วันที่ต้องแยกจากกันได้มาถึงแล้ว”
“วันต่อมา ในที่สุดชายหนุ่มชุดเทาก็สารภาพฐานะของเขาให้กับเสี่ยวเยว่ เขามีชื่อว่าลวี่ลี่เหริน เป็คนสกุลลวี่แห่งแคว้นซื่อสุ่ยในอาณาจักรอู่ฟาง เป็บุตรคนโตของผู้นำสกุลลวี่คนปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็ผู้นำสกุลลวี่คนต่อไป เสี่ยวเยว่ลังเลใจ เพราะนางไม่ได้โง่เขลาเหมือนตอนที่เพิ่งมาแดนมนุษย์อีกแล้ว ได้ออกท่องเที่ยวมาหลายหมื่นปี ทำให้นางเห็นชีวิตความเป็อยู่ของมนุษย์ อีกทั้งยังรู้ว่ามีอิทธิพลมากมายที่ไม่ควรไปยุแหย่ และสกุลลวี่แห่งซื่อสุ่ย ก็คือหนึ่งในอิทธิพลเ่าั้”
“แคว้นซื่อสุ่ยเป็แคว้นใหญ่อันดับสองของอาณาจักรอู่ฟางได้ไม่ใช่เพราะพื้นที่ แต่เป็เพราะความสามารถ ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดภายในแคว้นซื่อสุ่ยมีอยู่หนึ่งพรรคสามตระกูล พรรคเทพโลหิต ซึ่งเป็หนึ่งในศัตรูคู่อาฆาตของตระกูลเสวียนหลีนั่นเอง! ที่เหลืออีกสามตระกูลเรียงตามอันดับความสามารถคือตระกูลลวี่ ตระกูลอวี้และตระกูลฉี จำนวนและความสามารถของลูกศิษย์ในแต่ละตระกูลล้วนทัดเทียมกับสำนักใหญ่ๆ”
“หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง เสี่ยวเยว่เลือกที่จะถอย นางเปิดเผยทุกอย่างกับลวี่ลี่เหริน รวมทั้งชาติกำเนิดของตัวเองและการมีอยู่ของข้า ล้วนบอกเขาโดยไม่ปิดบังใดๆ เมื่อนางระบายจบ น้ำตาพลันพรั่งพรูออกมานองหน้า”
“ลวี่ลี่เหรินตั้งใจฟังเสี่ยวเยว่บอกเล่าเื่ราวด้วยความสงบเยือกเย็น พอเสี่ยวเยว่พูดจบ เขาโอบกอดเสี่ยวเยว่ไว้ กระซิบแ่เบาว่า ‘ความจริง ข้ารู้ฐานะของเ้าั้แ่ครั้งแรกที่ข้าช่วยเ้าแล้ว ท่านพ่อเคยบอกเื่ราวของตระกูลเสวียนหลีให้ข้าฟังมาก่อน แต่ข้าไม่อาจถอนตัวได้ ผู้นำสกุลลวี่ให้คนอื่นเป็เถอะ มีเ้า ข้าก็ไม่เสียใจแล้ว!’”
“จากนั้น พวกเขาไปจากซากโบราณสถานหุบเขาวายุ ค้นพบเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งและอาศัยอยู่ที่นั่น หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ลวี่ลี่เหรินก็จากไป เขาบอกว่าต้องกลับไปอธิบายเื่ราวให้กระจ่างและจะกลับมาแน่นอน ถึงขนาดสาบานด้วยชีวิต”
“หลังจากนั้นหนึ่งเดือน ลวี่ลี่เหรินกลับมาพร้อมสีหน้าเหมือนยกูเาออกจากอก เสี่ยวเยว่ก็วางใจได้เสียที ขณะเดียวกัน นางก็ทราบว่า เพราะลวี่ลี่เหรินฝ่าฝืนกฎของตระกูล จึงถูกลงโทษอย่างหนัก ถูกขับออกจากสกุลลวี่ ถึงขั้นทำลายตบะพื้นฐานทั้งหมด ตอนนี้เขาอยู่ขั้นสร้างฐาน่ต้นเท่านั้น ต่อไปอาจฝึกถึงขั้นยาทองคำไม่ได้อีกแล้ว”
“ตอนนั้น ทั้งสองคนได้อยู่กินกันเป็คู่ชีวิต พวกเขาเริ่มใช้ชีวิตสันโดษเหมือนคนทั่วไป พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบห้าปี เสี่ยวเยว่ให้กำเนิดเด็กชายคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าลวี่เหลียง คือเ้าในตอนนี้นั่นเอง”
“วันที่เ้าเพิ่งเกิดเป็่เวลาที่บ้านหลังนี้มีความสุขที่สุด ทว่าไม่นานนัก ปัญหาก็มาเยือน ปราณมารของเ้าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แรกเริ่มอาศัยความสามารถขั้นสร้างฐานของบิดาเ้า ยังพอฝืนสะกดไว้ได้ แต่หลังจากที่เ้าครบเดือน เขาก็สะกดไว้ไม่ไหว ที่แย่ที่สุดคือ ปราณมารที่เปี่ยมล้นออกมาของเ้าคือปราณมารเสวียนหลีบริสุทธิ์”
“ร้อยตระกูลในแดนมาร ลมปราณของจิตมารล้วนแตกต่างกัน กระทั่งค่อยๆ เติบโตขึ้น หลังจากได้ฝึกฝนเรียนรู้วิชาก็จะปกปิดลมปราณขุมนี้ได้ แต่เ้ายังเป็ทารกเพิ่งเกิด ไม่มีทางฝึกฝนวิชาได้”
“ตอนนั้น สมุนพรรคเทพโลหิตกระจายไปทั่วทุกที่ ปราณมารขุมนี้ของเ้ามีโอกาสชักนำเภทภัยมาสู่ครอบครัว! พวกเขาจึงเตรียมตัวไปจากที่นี่ ส่วนที่อยู่ใหม่ เสี่ยวเยว่ได้เลือกที่อยู่ที่นางเคยอาศัยมายาวนานตอนเข้าสู่แดนมนุษย์ครั้งแรก เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนขอบเขตอาณาจักรอู่ฟาง เมืองชิงหลัวนั่นเอง”
“ในขณะที่พวกเรากำลังจะออกเดินทาง จู่ๆ ยันต์ถ่ายทอดเสียงใบหนึ่งก็ลอยมา บิดาของเ้าฟังจบสีหน้าพลันถอดสี ที่แท้พรรคเทพโลหิตได้ส่งศิษย์ทั้งเจ็ดแห่งเทพโลหิตมาสังหารเสี่ยวเยว่แล้ว นั่นเป็ศิษย์ที่ร้ายกาจที่สุดที่ประมุขพรรคเทพโลหิตถ่ายทอดวิชาให้ด้วยตัวเอง ความสามารถของแต่ละคนล้วนบรรลุขั้นคืนสู่ว่างเปล่าขึ้นไป! อีกไม่ถึงหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็จะมาถึงแล้ว”
“หลังจากตบะของบิดาเ้าลดลง ความเร็วของร่างกายก็ไม่เหมือนเดิม บวกกับต้องพาเ้าไปด้วย ไม่มีทางเหาะเหินได้เร็วนัก ในยามวิกฤต เสี่ยวเยว่เริ่มใช้วิชาลับที่มีข้าเป็ตัวนำ ‘แดนเงาส่งต่อ’ อย่างไม่ลังเล วิชาลับนี้มีเพียงผู้ที่ทำสัญญาชีวิตกับข้าเท่านั้นที่ใช้ได้ ซึ่งจะประทับลงในจิติญญาขณะที่ทำสัญญากับข้า”
“วิชานี้ต้องถึงขั้นมารเซียนจึงจะใช้ได้ หากระดับผู้ทำสัญญาไม่ถึงขั้น ต้องแลกเปลี่ยนด้วยการเผาจิตมาร เสี่ยวเยว่ถึงขั้นขุนพลมารเท่านั้น เมื่อใช้วิชานี้ ิญญาก็แทบจะแตกสลายดับสูญ แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย”
“ข้าที่เป็ตัวนำ จะเข้าสู่มิติแห่งเงาก่อนหนึ่งก้าว เพื่อสะดวกในการนำพาคนอื่นๆ มายังสถานที่ที่กำหนด ดูจากข้อมูลที่เสี่ยวเยว่ถ่ายทอด จุดส่งต่อสุดท้ายคือเมืองชิงหลัว พริบตาที่ข้าเข้าสู่มิติส่งต่อ จู่ๆ ชายชุดดำหนวดเครารุงรังก็ปรากฏตัวขึ้นในบ้าน เป็เวลาเดียวกันกับที่ของวิเศษรูปร่างเหมือนถาดร่อนทรงกลมชิ้นหนึ่ง โจมตีกระแทกใส่ร่างของเสี่ยวเยว่!”
