หลิ่วอวิ๋นชิงตามหลังเฟิ่งหลิงไปเงียบๆ แก้มของนางเห่อร้อนอย่างไม่สามารถระงับได้ สายตาหยุดอยู่บนแผ่นหลังอันน่าหลงใหลของบุรุษตรงหน้าตามอำเภอใจ ราวกับในอากาศมีกลิ่นหอมที่ทำให้ผู้คนใจเต้นพัดผ่านมา
นางโดนมอมเมาโดยไม่รู้ตัว ความกังวลทั้งหมดในสมองค่อยๆ กระจายหายไป เหลือเพียงใบหน้างดงามดุจภาพวาดของเขา
เส้นทางเบื้องหน้าเริ่มปรากฏชัด เฟิ่งหลิงค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง “แม่นาง เดินตามเส้นทางนี้ตรงไปก็สามารถไปถึงวัดเทียนฝูได้แล้ว”
น้ำเสียงของเขาไพเราะดุจสายน้ำไหล ในที่สุดหลิ่วอวิ๋นชิงก็ได้สติกลับมาจากความฝัน
“อา?”
นางหลบตา โชคดีที่เฟิ่งหลิงไม่ได้หันมามองจึงไม่เห็นความเศร้าโศกของนาง มาถึงเร็วเพียงนี้เชียวหรือ? ่เวลาอันงดงามเหตุใดจึงได้สั้นถึงเพียงนี้ ในใจเต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย นางอยากจะใช้เวลากับบุรุษที่ดูราวกับเทพ์ผู้นี้ให้มากขึ้น
ในสมองของหลิ่วอวิ๋นชิงพลันนึกขึ้นได้ “อา คุณชายเ้าค่ะ นี่...นี่จะดีไปได้อย่างไร?” ดูเหมือนนางกำลังลังเล เฟิ่งหลิงจึงหันกลับมามองสตรีที่ทำท่าทางเหมือนไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“ถุงเงินของผู้น้อยทำตกไว้ที่สถานที่เมื่อครู่นี้ แต่ว่า...ไม่ทราบว่าจะกลับไปอย่างไร?” เมื่อเป็เช่นนี้ เขาก็คงทำได้เพียงพานางกลับไปที่เดิม และนางจะถือโอกาสถามชื่อของคุณชายผู้นี้!
“...” เฟิ่งหลิงไม่ทราบว่านางกล่าวจริงหรือเท็จ วันนี้เขาเข้าไปในป่าก็เพื่อตรวจสอบการตายอันแปลกประหลาดของสัตว์ดุร้ายเ่าั้ ป่าแห่งนี้ดูไปแล้วก็ไม่ได้ปลอดภัยเท่าที่ควร เมื่อคิดว่านางเป็บุตรีอนุภรรยาแห่งจวนชางหรงโหว จึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงอวิ๋นซู พริบตานั้นจึงพยักหน้าเบาๆ สาวเท้าไปยังเส้นทางที่เดินมาเมื่อครู่
หลิ่วอวิ๋นชิงรู้สึกยินดีอยู่ในใจ คุณชายท่านนี้อบอุ่นถึงเพียงนี้ ไม่ใช่แสดงให้เห็นว่าความประทับใจที่เขามีต่อตนเองไม่เลวนักหรอกหรือ?
นางเดินตามไปอย่างดีใจ มองชายอาภรณ์ที่ปลิวไสวของเฟิ่งหลิง “ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่าอะไรหรือเ้าคะ? หลังจากกลับไป ผู้น้อยจะต้องบอกท่านพ่อให้คนส่งของขวัญไปขอบคุณแน่นอนเ้าค่ะ”
“เื่เล็กน้อยไม่สำคัญ ไม่จำเป็ต้องใส่ใจ” เสียงของเขาเรียบเฉย น้ำเสียงเช่นนี้ราวกับไม่อยากให้นางทราบชื่อของเขา
หลิ่วอวิ๋นชิงยังคงไม่ยอมแพ้ “วันนี้ได้พบกันที่นี่นับเป็วาสนา หากคุณชายไม่รังเกียจ สามารถเป็สหายกับผู้น้อยได้หรือไม่ หลายวันนี้ในวัดเทียนฝู จะมากจะน้อยคงมีโอกาสได้พบกัน”
เดิมทีคำพูดเหล่านี้เมื่อออกมาจากปากของสตรีก็แสดงให้เห็นถึงความเลินเล่อเท่านั้น อย่างไรเสียนางก็ไม่สนใจสิ่งใดให้มากความ ในเมื่อ์ทำให้นางได้มาพบกับบุรุษเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ
“ขอบคุณน้ำใจของแม่นาง แต่ผู้น้อยกำลังจะไปจากที่นี่พอดี”
คำตอบของเขาเต็มไปด้วยการปฏิเสธอย่างเห็นได้ชัดถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะฟังไม่ออก หลิ่วอวิ๋นชิงกัดริมฝีปากล่างเบาๆ หรือเขาคิดว่านางดูจงใจเกินไป จึงเกิดความรู้สึกต่อต้านในใจ? เมื่อคิดเช่นนี้นางจึงเงียบลง
เมื่อกลับมาถึงสถานที่ที่นางหลงทางเมื่อครู่ หลิ่วอวิ๋นชิงก็เดินไปใต้ต้นไม้ข้างๆ ย่อกายลงหันหลังให้เฟิ่งหลิง ทำท่าราวกับเก็บอะไรบางอย่างได้จากพื้น จากนั้นจึงยิ้มแล้วหันไป “ทำตกอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วยเ้าค่ะ ลำบากคุณชายแล้ว”
ปรากฏรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มบนใบหน้าของนาง เฟิ่งหลิงพยักหน้าเบาๆ หันกายเดินไปข้างหน้าก้าวใหญ่
ทันใดนั้นหลิ่วอวิ๋นชิงก็ส่งเสียงเรียก “คุณชาย! จู่ๆ ผู้น้อยก็จำได้ว่าด้านนี้มีทางลัดอยู่เ้าค่ะ!” นางชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ไม่รอให้เฟิ่งหลิงกล่าวอะไร ก็สาวเท้าเดินไป “ลำบากคุณชายแล้วเ้าค่ะ!”
ความหมายนี้ก็คือ ้าให้เฟิ่งหลิงคุ้มครองนางกลับ อีกทั้งหันหลังทิ้งไว้ให้เขา ไม่ให้เขามีโอกาสปฏิเสธใดๆ
ช่วยคนก็ควรจะช่วยให้ถึงที่สุด เฟิ่งหลิงไม่ได้คิดสิ่งอื่นใด เดินตามไปเงียบๆ
หลิ่วอวิ๋นชิงลอบยิ้มในใจ เส้นทางนี้นางไม่รู้จัก ทางที่ดีที่สุดก็คือให้คนสองคนหลงทางด้วยกัน หากเป็เช่นนี้เวลาที่จะใกล้ชิดกันไม่ใช่ว่าจะยาวขึ้นอีกหรือ?
เฟิ่งหลิงไม่ได้สังเกตเห็นถึงความคิดในใจของอีกฝ่าย เพียงแต่สายตากวาดมองไปยังทิวทัศน์รอบด้าน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าในอากาศมีบรรยากาศแปลกๆ
ในตอนที่หลิ่วอวิ๋นชิงกำลังใคร่ครวญว่าควรจะใช้หัวข้อใดมาดึงดูดความสนใจของอีกฝ่ายนั้น ์กลับไม่เป็ใจ เบื้องหน้ามีเสียงดังแว่วขึ้นมา
ทั้งสองเบนสายตามองไป มีพระอยู่หลายรูปยืนอยู่บริเวณไม่ไกล เ้าอาวาสยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดูเหมือนจะสังเกตเห็นถึงสายตาทางด้านนี้ เ้าอาวาสจึงหันกลับมามอง เมื่อเห็นเฟิ่งหลิงก็รู้สึกประหลาดใจ
บุรุษรูปงามส่งสายตาบอกใบ้ให้เ้าอาวาสโดยพลัน ข้างกายยังคงมีคุณหนูของจวนชางหรงโหวอยู่ด้วย ไม่ควรจะแสดงออกอย่างสนิทสนมมากเกินไป
“ประสกทั้งสองท่าน...” เ้าอาวาสเข้าใจความหมายของเฟิ่งหลิง แสร้งทำเป็ไม่รู้จักเขา
“เกิดเื่อะไรขึ้นหรือขอรับ?” สายตาของเฟิ่งหลิงตกอยู่บนร่างของบุรุษสองคนที่พวกเขาล้อมเอาไว้ พวกเขาใช้หนังเสือดาวมาทำเป็ผ้าคลุมไหล่ หมวกที่ทำจากขนสุนัขจิ้งจอกตกอยู่ด้านข้าง ใบหน้านั้นปรากฏสีม่วงช้ำที่ทำให้ผู้คนหวาดผวา มุมปากยังมีเืสีดำอยู่เล็กน้อย
“กรี๊ด!” หลิ่วอวิ๋นชิงเห็นแล้วก็ใจนหันหน้าหนีแล้วปิดตาของตนเองเอาไว้
เ้าอาวาสเดินไปด้านข้างหลายก้าว เฟิ่งหลิงพลันเดินตามไป “คุณชาย วันนี้มีนายพรานด้านล่างูเาขึ้นมาหลายคน กล่าวว่าเมื่อวานพวกเขาขึ้นมาล่าสัตว์ทีู่เา ไม่คิดว่าตอนลงไปจะมีคนหายไปสองคน จึงขอให้พวกเราช่วยตามหา วันนี้จึงได้มาพบกับสภาพนี้”
ด้านข้างนายพรานสองคนมีกระดูกกองหนึ่งที่กินเสร็จแล้วและกองไฟวางกองอยู่ เฟิ่งหลิงย่อกายลง มีพระรูปหนึ่งกำลังคิดจะยื่นมือไปจับ แต่กลับถูกเขาห้ามเอาไว้ “อย่าแตะ อาจจะมีพิษ!”
เขาคิดถึงบุรุษเมื่อคืนขึ้นมาโดยพลัน เมื่อดูลักษณะของคนทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับตายเพราะถูกพิษเป็อย่างมาก
“ท่านเ้าอาวาสขอรับ ทางด้านนั้น...” พระรูปหนึ่งวิ่งออกมาจากในมุมอย่างกระวนกระวาย ทุกคนรีบเข้าไปใกล้ในทันที
หลังพุ่มไม้บริเวณไม่ไกล มีหมาป่าสีเทาตัวหนึ่งล้มอยู่ในสภาพแขนขาแข็งทื่อ ลิ้นที่ห้อยออกมามีรอยสีดำปรากฏอยู่
“ตายเพราะพิษ” ดูท่าแล้ว หมาป่าตัวนี้จะกินซากสัตว์ที่นายพรานสองคนนั้นกินเหลือ พิษจึงกำเริบหลังจากที่ไปได้ไม่ไกล
เ้าอาวาสถอนหายใจเบาๆ “ดูท่าทางคงต้องแจ้งให้ประสกหลายท่านที่ตีนเขาทราบ”
หลิ่วอวิ๋นชิงยืนอยู่ไกลๆ ไม่ง่ายเลยที่จะสลัดภาพความหวาดกลัวในสมองออกไปได้ กำลังคิดที่จะหาบุรุษหล่อเหลาผู้นั้นท่ามกลางหมู่คน รอบด้านเหลือเพียงพระที่เหลือเอาไว้เพื่อเก็บกวาดเท่านั้น นางรีบเดินไปหาเ้าอาวาสด้วยความกระวนกระวายใจ “ไต้ซือ คุณชายคนเมื่อครู่นี้เล่าเ้าคะ?”
“คุณชายท่านนั้นกล่าวว่า ตอนนี้สีกาปลอดภัยแล้ว เขาจึงกลับไปก่อน” และยังนำหมาป่าที่ถูกพิษตายไปด้วย
“เช่นนั้นเ้าอาวาสทราบหรือไม่ว่า คุณชายท่านนั้นคือผู้ใด?”
เ้าอาวาสยิ้มหน่อยๆ “ที่นี่กว้างใหญ่ ขออภัยที่อาตมาไม่ทราบจริงๆ”
“คุณชายหล่อเหลาถึงเพียงนั้นควรจะดูผ่านตาก็จำได้ไม่ลืมไม่ใช่หรือ? ท่าน...” หลิ่วอวิ๋นชิงพลันโทสะปะทุถึงสมอง เหตุใดจึงให้คุณชายผู้นั้นจากไปเช่นนี้ได้! เ้าอาวาสชราผู้นี้วันๆ รู้จักแต่กินเจสวดมนต์หรือ?! “ฮึ ให้คนคุ้มครองข้ากลับ!”
สถานที่เช่นนี้ นางไม่อยากจะอยู่ให้นานขึ้นแม้เพียงเค่อ1เดียว!
ภายในเรือน หลิ่วอวิ๋นฮว๋ากำลังมองหลิ่วอวิ๋นชิงที่ถูกพระส่งกลับมา ใบหน้าที่ดูย่ำแย่ราวกำลังจะบอกว่าเกิดอะไรขึ้น
“ทำไม ก่อความผิดมาหรือ?”
“ท่านพี่ ข้าทำที่ไหนกัน! เพียงแต่บนเขามีนายพรานตายไปสองคน ช่างโชคร้ายจริงๆ!” หลิ่วอวิ๋นชิงขมวดคิ้ว จากนั้นจึงหันกายเดินเข้าไปในห้อง
“มีนายพรานตาย?”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ดูท่าทางเหมือนกับถูกพิษตาย เฮ้อ ข้าไม่อยากคิดถึงมันแล้ว!” เมื่อกล่าวถึงเื่นี้ หลิ่วอวิ๋นชิงพลันรู้สึกมวนท้อง นางไม่ได้สังเกตเห็นถึงสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าเลย
“ใช่แล้วท่านพี่ มีเื่หนึ่ง...” ราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ ใบหน้าของนางแดงเรื่อด้วยความเขินอาย
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ ดูท่าคงจะมีเื่ที่้าให้ตนเองช่วย “อะไรหรือ?”
“เมื่อครู่ ข้าพบบุรุษผู้หนึ่งที่ดูราวกับเทพเซียน เพียงแต่ไม่ทราบว่าเขาคือผู้ใด ไม่ทราบว่าท่านพี่สามารถส่งคนไปตรวจสอบได้หรือไม่ ข้า...”
“ฮึ แค้นใหญ่ยังไม่ได้ชำระ เ้ายังมีใจมาคิดถึงเื่พวกนี้อีก!”
ถึงแม้ว่าหลิ่วอวิ๋นชิงจะทราบว่า การที่ตนเองเอ่ยออกไปจะเป็การไม่สงวนท่าทีของสตรี แต่จะอย่างไรนางก็ไม่สามารถทำให้ตนเองลืมบุรุษผู้นั้นได้เลย “ท่านพี่จะได้ตำแหน่งพระชายารัชทายาทแน่แล้ว น้องสาวเพียงคิดใคร่ครวญถึงเื่สำคัญชั่วชีวิตของตนเองเท่านั้น นี่เป็โอกาสที่ฟ้าประทานมาให้น้อง ภายภาคหน้าอาจจะหาไม่เจออีกแล้ว...”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับได้รับความอยุติธรรม เดินไปนั่งด้านข้างด้วยอาการหดหู่ หันหลังให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋า
เมื่อเห็นท่าทางไร้อนาคตเช่นนี้ หากไม่ใช่ว่านางยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ตนเองจะไม่สนใจนางเด็ดขาด! หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสูดหายใจลึก “เอาล่ะ ในเมื่อเ้ามีใจต่อคุณชายผู้นั้น พี่สาวอย่างข้าก็จะช่วยเหลือเ้า เป็แม่สื่อให้คู่บุพเพ”
“จริงหรือ?” หลิ่วอวิ๋นชิงสายตาสว่างวาบ
“เพียงแต่ หากคุณชายผู้นั้นไร้ใจ ข้าย่อมไม่อาจทำให้ขายหน้าจวนชางหรงโหวได้”
“เป็ไปไม่ได้! เขายอมคุ้มครองข้ากลับมา ก็แสดงให้เห็นว่าเขามีใจต่อข้าแล้ว!” หลิ่วอวิ๋นชิงอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น เมื่อคิดว่าวันหน้าอาจจะได้พบเขาอีกครั้ง แต่งให้เขาโดยใช้ฐานะบุตรีอนุภรรยาแห่งจวนชางหรงโหว นางก็รู้สึกว่าพอใจแล้วในชาตินี้
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเก็บท่าทางดีใจบนใบหน้าของนางเอาไว้ในสายตา ในใจก็รู้สึกเหยียดหยามอย่างหาที่เปรียบมิได้ พาคนกลับมาส่งก็แสดงว่ามีใจแล้วหรือ? ช่างโง่เขลาจริงๆ! คนเช่นนี้ไม่มีวันประสบความสำเร็จได้ ต่อให้ตนเองใช้ประโยชน์จากนางจนหมด ก็จะไม่ยอมเปลืองสมองเพื่อนางเด็ดขาด
“คิดว่าเ้าคงจะกระหายน้ำแล้วกระมัง? ดื่มน้ำแล้วพักผ่อนสักครู่เถิด” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าดันถ้วยชาใบหนึ่งไปที่มือของหลิ่วอวิ๋นชิงอย่างใส่ใจ ท่าทางอบอุ่นเช่นนั้นราวกับเป็พี่สาวที่มีความเมตตากำลังใส่ใจนางอยู่ ทำให้หลิ่วอวิ๋นชิงรู้สึกหวั่นไหวในใจ
ดูท่าแล้วท่านพี่เปลี่ยนไปไม่น้อยเลย รู้จักดูแลเอาใจใส่ตนเองด้วย
นางรับถ้วยชานั้นมายกขึ้นดื่ม “ใช่แล้วท่านพี่ ได้ยินเ้าอาวาสกล่าวว่าในป่ามีสัตว์จำนวนหนึ่งตายไปอย่างแปลกประหลาด ดูเหมือนว่ารอบๆ วัดเทียนฝูแห่งนี้จะไม่ค่อยปลอดภัยนัก หากว่าท่านพี่ไม่มีเื่อะไรก็อย่าได้ออกไปเดินด้านนอกตามใจเลยเ้าค่ะ”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าก้มหน้าลง ในดวงตามีระลอกคลื่นวาบผ่าน มองไปยังสตรีข้างโต๊ะที่ดูราวกับว่ากำลังคิดถึงอะไรบางอย่างและหัวเราะขึ้นมา มุมปากยกเป็วงโค้ง ปรากฏเป็รอยยิ้มบางๆ ที่ทำให้ผู้คนดูไม่ออก
อีกด้านหนึ่ง
“คุณชาย ที่นี่ไม่อาจอยู่นานได้”
ภายในกระท่อมแห่งหนึ่ง บุรุษในชุดดำสองคนเงยหน้าขึ้นมองไปยังบุรุษหล่อเหลาเป็เอกตรงหน้าด้วยสายตาเคร่งขรึม บนพื้นข้างๆ มีซากหมาป่าที่ถูกพิษตายตัวนั้นวางนอนอยู่
บุรุษผู้นั้นไม่ได้ตอบพวกเขา เพียงแต่มองไปยังสถานที่ห่างไกลอย่างเงียบงัน
“คุณชาย! ในเมื่อพวกเขาได้ปรากฏตัวที่แคว้นเฉินแล้ว พวกเราก็ไม่สามารถทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ที่นี่ได้!”
เฟิ่งหลิงคิดถึงสิ่งของที่บุรุษชุดดำส่งให้ถึงในมือของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า ในใจรู้สึกไม่สงบ “ไม่ ข้าจะอยู่ จะคอยดูจุดประสงค์ที่พวกมันมาที่แคว้นเฉิน”
“คุณชาย นายท่านเคยกล่าวไว้ว่า ความปลอดภัยของคุณชายต้องมาเป็อันดับหนึ่ง”
อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้นั้นกลับปรากฏรอยยิ้มลึกล้ำขึ้น “พวกเขายังไม่รู้การมีอยู่ของข้ามิใช่หรือ?”
“...”
**********************
1 เค่อ หมายถึง 15 นาที
