“หืม?เ้าคิดเยี่ยงนี้จริงหรือ เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง” หลังจากได้ฟังคำตอบ เย่หงอี้ก็เงยศีรษะขึ้นมองประกายวูบวาบในแววตาชวนให้ผู้อื่นไม่อาจคาดเดาเจตนาในใจ
“นอกจากมาขอบพระทัยแล้วซู่หลวนยังมีอีกเื่ต้องกราบทูลฝ่าา” เหยาซู่หลวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอีก เื่สีหน้าแสดงถึงความหนักใจ
“นั่งลงก่อนแล้วค่อยพูด”เย่หงอี้หลุบสายตาลงอ่านรายงานกราบบังคมทูลต่อ โดยมิได้นำพาต่อสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเหยาซู่หลวน
“เมื่อสองวันก่อนหม่อมฉันทราบความมาจากปากของเหยาเฟย...ว่ายามที่หวงโฮ่วยังมีชีวิตอยู่เคยทิ้งของสำคัญมากไว้ให้แก่นางชิ้นหนึ่ง...” น้ำเสียงของเหยาซู่หลวนแ่เบาจนแทบเป็การกระซิบดวงตาจดจ้องจับสังเกตท่าทีของเย่หงอี้ แล้วก็เป็ไปตามคาดหมาย ทันทีที่ได้ยินคำว่าหวงโฮ่วพู่กันในมือหวงตี้หนุ่มพลันชะงักค้าง ทว่ายังคงไม่เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่ปราดเดียว พอเห็นเย่หงอี้ยังคงนิ่งงันเหยาซู่หลวนจึงเอ่ยวาจาต่อไป
“หม่อมฉันคะเนว่าหวงโฮ่วน่าจะรู้เท่าทันความคิดของฝ่าามาช้านาน จึงเตรียมทิ้งหลักฐานบางอย่างที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเอาไว้บัดนี้ซู่ชินหวางกับเหยาเฟยอยู่ร่วมกันในตำหนักกวานจวี ถ้าของสำคัญชิ้นนั้นเกิดตกไปอยู่ในมือเขาแล้วละก็...”
“หวงกุ้ยเฟยเองก็คิดว่าปรีชาญาณของเจิ้นยังห่างชั้นกับหวงโฮ่ว?”น้ำเสียงลุ่มลึกเย็นะเืราวกับเสียงเพรียกจากขุมนรกทำให้เหยาซู่หลวนหวาดกลัวจับจิตเพิ่งตระหนักว่าตนเองได้ไปแตะเกล็ดย้อนของัเข้าแล้ว
“ขอฝ่าาทรงอภัยโทษด้วยหม่อมฉันหาได้มีเจตนาหมายความเช่นนั้น อันกระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟ หม่อมฉันเพียงแค่วิตกว่าหากปล่อยให้เหยาเฟยได้ของสำคัญชิ้นนั้นไปผลที่ตามมาย่อมมิอาจคาดคะเน ฝ่าาทรงพระปรีชาสามารถ หม่อมฉันจะมีความคิดเป็อื่นได้อย่างไรกันเพคะ”เหยาซู่หลวนรีบกระโจนลงไปคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่ที่พื้น
“ผู้ที่รู้เื่นี้ทุกคนในวังหลวงต่างลงนรกกันไปหมดแล้วจะเหลือก็แต่เจิ้น... กับเ้านะ ชายารัก!” เย่หงอี้แค่นเสียงลอดไรฟัน ม่านตาสีน้ำตาลเข้มหรี่วูบแผ่กำจายความเ็าชวนให้หนาวสะท้าน
“ฝ่าาโปรดไว้ชีวิตด้วยเพคะหม่อมฉันแค่หวาดวิตกถึงความไม่แน่นอน...”
“เช่นนั้นก็อย่าปล่อยให้''ความไม่แน่นอน'' ที่ว่าเกิดขึ้นสิ!” เสียงพู่กันในมือของเย่หงอี้หักดังเป๊าะ ทิ้งคราบน้ำหมึกสีชาดเป็ทางยาวบนฎีกาก่อนสะบัดมือขว้างด้ามพู่กันซึ่งหักเป็สองท่อนมาตกลงที่เบื้องหน้าของเหยาซู่หลวน
“หม่อมฉันทราบแล้ว...หม่อมฉันขอระ... รับรองว่าจะฝังกลบเื่นี้ไว้ใต้ก้นบึ้งหัวใจตลอดกาล มะ... มะ...ไม่ใช่เพคะ หมะ... หม่อมฉันไม่เคยรู้เห็นอะไรทั้งสิ้น...” เหยาซู่หลวนเอ่ยปากสาบานนับครั้งไม่ถ้วนพลางโขกศีรษะอย่างสุดชีวิตราวกับไก่ก้มจิกข้าวสาร
“ออกไป!”เย่หงอี้แผดเสียงคำราม เหยาซู่หลวนรีบตะเกียกตะกายโซซัดโซเซออกไปจากห้องทรงพระอักษรหลังจากประตูปิดสนิท สองมือของเย่หงอี้ขยำสารกราบบังคมทูลในมือไว้แน่น ก่อนขว้างมันลงพื้นอย่างแรงบรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความกดดันในชั่วพริบตา
...
ในตำหนักกวานจวีเย่จวินชิงกำลังมองเหยาโม่หว่านที่เคี้ยวหมุบหมับ ส่งอาหารเข้าปากไม่หยุดด้วยแววตาเยาะหยัน
“ใครบางคนช่างไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองตัวหนักแค่ไหน” เย่จวินชิงรู้สึกหงุดหงิดขัดเคืองใจกับท่าทางร่าเริงเบิกบานของเหยาโม่หว่านในตอนนี้ซึ่งแตกต่างกับโฉมงามที่หน้าซีดขาวราวกับคนตายในอ้อมอกของตนเองเมื่อคืนอย่างลิบลับ
“โม่หว่านนึกว่าหวางเยี่ยชิงชังโม่หว่านมาั้แ่ต้นเสียอีกหากตายไปเสีย หวางเยี่ยอาจจะจุดพลุเฉลิมฉลองด้วยความยินดีด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้ดูท่าโม่หว่านคงใช้ความคิดของคนถ่อยประเมินจิตใจของสัตบุรุษเข้าแล้ว”เหยาโม่หว่านไม่นำพาต่อวาจากระทบกระเทียบเสียดสีที่ออกมาจากปากของเย่จวินชิง กลับเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยแววตาใสแจ๋วเหมือนหยาดน้ำบริสุทธิ์
“เกี่ยวกับจุดนี้เปิ่นหวางคงต้องอธิบายให้แจ่มชัดว่าสิ่งที่เหยาเฟยเข้าใจมาั้แ่ต้นนั้นถูกต้องแล้วถ้าเมื่อคืนเ้าไปสลบอยู่กลางป่าเขารกร้างที่มีหมาป่าดุร้าย เปิ่นหวางจะทิ้งเ้าไว้แล้วรีบเผ่นกลับมาเพียงลำพังอย่างแน่นอน” เย่จวินชิงสำทับหนักแน่น เหยาโม่หว่านมุมปากกระตุกคาดไม่ถึงว่าเย่จวินชิงจะมีด้านที่ปากคอเราะรายได้ขนาดนี้ วาจาของเขาชวนให้ผู้อื่นฟังแล้วเหงื่อตกจริง ๆ
“แค่กๆแสดงว่าเมื่อคืนข้าคงสร้างความลำบากใจให้หวางเยี่ยไม่น้อย เมื่อพิจารณาถึงจุดนี้ โม่หว่านสมควรถวายคำนับงามๆเพื่อแสดงความขอบคุณเสียแล้ว” กล่าวจบ ก็วางตะเกียบไม้ไผ่อย่างไม่ช้าไม่เร็ว ลุกขึ้นมาประสานมือค้อมกายถวายคำนับสามครั้งอย่างนอบน้อมประหนึ่งกำลังจุดธูปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
