“อินเสวี่ยไปชิงแมวกลับมาให้เปิ่นกงเดี๋ยวนี้!” อาจเป็เพราะสีหน้าท่าทางของเหยาโม่หว่านแลดูเกรี้ยวกราดจนเกินเหตุทำให้เย่จวินชิงอึ้งงันไปชั่วขณะ และในระหว่างนั้นเองก็รู้สึกว่ามีลมเย็นผ่านวูบมาจากด้านหลังเพียงชั่วพริบตาเขาก็ไม่อาจขยับเขยื้อนตัวได้ ส่วนเ้าปุกปุยก็กลับไปอยู่ในอ้อมแขนของเหยาโม่หว่านเรียบร้อย
“เ้ายังอยู่อีกหรือนี่?”เหยาโม่หว่านตกตะลึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปานสายฟ้าแลบ นางไม่เห็นกระทั่งว่าอินเสวี่ยปรากฏกายออกมาอย่างไรรู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่เ้าปุกปุยกลับมาอยู่ในอ้อมแขนของตนเองแล้ว
“ข้าน้อยแฝงอยู่ข้างกายนายหญิงตลอดเวลาทันทีที่ท่านเอ่ยปากถึงจะออกมาปรากฏตัวเ้าค่ะ” อินเสวี่ยหน้านิ่งไร้อารมณ์ความรู้สึกตอบกลับด้วยความนอบน้อม
“อินเสวี่ยเ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เหตุใดจึงต้องเรียกนางเป็นายด้วย” พอเห็นว่าคนที่ลงมือกับตนเองคือผู้ใดเย่จวินชิงก็ตื่นตระหนกอย่างรุนแรง เงียบ... ไม่มีคำตอบใดหลุดจากปาก อินเสวี่ยทำหูทวนลมเดินไปยืนอยู่ข้างกายเหยาโม่หว่านด้วยความเคารพ
แม้ว่ารู้สึกยากจะเชื่อแต่เหยาโม่หว่านกลับพึงพอใจของขวัญชิ้นนี้จากเยี่ยนหนานเซิงเป็อย่างยิ่ง
“คลายจุดให้เขาแล้วออกไปได้แล้ว” เหยาโม่หว่านเลิกคิ้วมองเย่จวินชิง กะพริบตาปริบๆ ก่อนยิ้มหวานหยาดเยิ้มจนตาหยีเป็วงโค้งเพียงชั่วพริบตาหลังจากนั้น ภายในห้องโถงก็เหลือเพียงเหยาโม่หว่านกับเย่จวินชิงเพียงสองคน
“เ้ากับหนานเซิงมีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่ทำไมเขาถึงยอมสละอินเสวี่ยให้แก่เ้า เสียของแท้ๆ” เย่จวินชิงรู้สึกเหมือนลอยคว้างอยู่ท่ามกลางพายุทุกอย่างล้มเหลวไม่เป็ท่า เดิมทีคิดว่าหัวใจของตนเองได้ตายไปแล้ว แต่ทุกคราที่เผชิญหน้ากับเหยาโม่หว่านหัวใจเขากลับตุบเต้นอย่างรุนแรงจนไม่อาจควบคุม เพียงแค่ริมฝีปากของนางเหยียดโค้งขึ้นเขาก็เืขึ้นหน้าโมโหจนแทบตายแล้ว
“หวางเยี่ยไม่รู้สึกว่าการได้ปกป้องคุ้มครองเปิ่นกงเป็เกียรติอันน่าภาคภูมิใจของอินเสวี่ยหรอกหรือก็เหมือนกับการที่ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับเปิ่นกงทุกมื้อนั่นแหละ นั่นคงเป็บุญวาสนาที่หวางเยี่ยสั่งสมมาหลายชาติแล้ว”เหยาโม่หว่านพูดไปก็ลูบเนื้อลูบตัวเ้าปุกปุยไป วาจาโอหังเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ ั์ตาฉายแววกระหยิ่มยิ้มย่อง
“คนอะไรหลงตัวเองชะมัดอย่างเ้าคงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงก้องยุทธภพของสกุลอินหรอกกระมัง ผู้ใดได้คนสกุลอินมาเป็องครักษ์เงานับได้ว่ามีบุญวาสนาสูงส่งเหนือสามัญสามารถอยู่อย่างไร้กังวลไปชั่วชีวิต จนกระทั่งตายด้วยโรคชรานั่นแหละ ทายาทสกุลอินรุ่นนี้มีเพียงสองคนคืออินสยงกับอินเสวี่ยอินสยงบัดนี้เป็องครักษ์เงาของฉู่โม่เป่ยรัชทายาทแห่งต้าสู่ ส่วนอินเสวี่ยอารักขาอยู่ข้างกายเยี่ยนหนานเซิงประมุขปราสาทเขาเฟิ่งอวี่”คำบอกเล่าของเย่จวินชิงทำให้เหยาโม่หว่านรู้สึกตระหนกจริงๆ นางไม่คิดว่าเยี่ยนหนานเซิงจะใจป้ำขนาดนี้แต่พอย้อนคิดดีๆ รอยยิ้มบนริมฝีปากก็ยิ่งเบ่งบานขึ้นอีกหลายส่วน จวินชิงมีศิษย์พี่แสนดีเช่นนี้นับเป็บุญวาสนาของเขาโดยแท้
“เป็เช่นนี้นี่เอง!เช่นนั้นรบกวนหวางเยี่ยช่วยดูทีเถิด ว่าเหนือศีรษะของโม่หว่านมีรัศมีเรืองรองแผ่คลุมอยู่หรือไม่มิเช่นนั้นแล้ว เหตุใดทุกคนถึงได้พากันชื่นชอบโม่หว่านขนาดนี้” เหยาโม่หว่านมองเย่จวินชิงด้วยสีหน้ายินดีปรีดาเอ่ยวาจาอย่างไร้เดียงสาเป็ธรรมชาติยิ่ง
“ใครว่า?เปิ่นหวางคนหนึ่งล่ะที่ไม่ชอบ!” จุดที่เย่จวินชิงนึกชิงชังเป็ที่สุดก็คือรอยยิ้มยั่วโมโหของสตรีที่อยู่ตรงหน้าแต่ตนเองกลับไม่อาจทำใจให้เกลียดนางได้
“เช่นนั้นหวางเยี่ยคงมิใช่มนุษย์แล้วล่ะ”เหยาโม่หว่านเก็บสีหน้ายั่วยวนกวนประสาทลง ก่อนอุ้มปุกปุยเดินอ้อมเย่จวินชิงออกไปจากตำหนักกวานจวี
“เ้าว่าอันใดนะ”เสียงของเย่จวินชิงแผดก้องในตำหนักอยู่เนิ่นนานไม่จางไป
ทิงเยว่เดินติดตามเหยาโม่หว่านอย่างระมัดระวัง
“พระสนมท่านยั่วโทสะซู่ชินหวางอีกแล้ว” หลังจากสู้รบตบมือกันมาสองสามครา ทิงเยว่เริ่มรู้สึกเห็นใจเย่จวินชิงขึ้นมาบ้างดีร้ายอย่างไรผู้อื่นก็เป็ถึงหวางเยี่ยผู้สูงศักดิ์ บัดนี้กลับถูกเ้านายของตนเองกลั่นแกล้งหนักข้อขึ้นทุกวัน
“โกรธได้ถือว่าเป็เื่ดี”เหยาโม่หว่านเม้มริมฝีปากอมยิ้มอย่างล้ำลึก ตอนนี้มีอินเสวี่ยแล้ว บางเื่ย่อมจัดการได้ง่ายขึ้น
“ฟังจากที่พระสนมกล่าวมาราวกับว่าเมื่อก่อนหวางเยี่ยไม่เคยบันดาลโทสะอย่างไรอย่างนั้น...” ทิงเยว่บ่นอุบอิบเหยาโม่หว่านได้ยินแต่กลับสงวนวาจา นึกพิจารณาไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ ดูเหมือนว่าเย่จวินชิงจะไม่เคยบันดาลโทสะต่อหน้านางมาก่อนจริงๆแม้ว่าสิ่งที่ร้องขอจะไม่สมควรยิ่ง เขาก็เพียงนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนตอบรับอย่างไม่ลังเลเหมือนเื่ที่เคหาสน์คลื่นวารีในคืนนั้น
“แล้วตอนนี้พวกเราจะไปไหนกันเพคะ?”ทิงเยว่วิ่งตามหลังอยู่สองสามก้าว เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“สวนหุนซา”เหยาโม่หว่านกระซิบบอก นิ้วมือยังคงลูบไล้ไปตามเส้นขนฟูฟ่องของเ้าปุกปุย ภายใต้แสงตะวันอบอุ่นขนสีขาวดุจหิมะที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเหยาโม่หว่าน กลับแปรเปลี่ยนเป็ความเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง
