เสาสลักอันงดงามประณีต รอบศาลาเต็มไปด้วยบุปผาหลากสีสัน โชยกลิ่นหอมบางๆ ลอยมาตามลม กระเบื้องสีเขียวสะท้อนแสงอาทิตย์เป็ประกาย ทำให้สวนบุปผาของตำหนักหงส์มีชีวิตชีวามากขึ้น ข้างศาลาคือทะเลสาบอันเงียบสงบ ลมเย็นๆ พัดมาทำให้เกิดคลื่นเป็ระลอก
บนโต๊ะมีขนมหลายชนิดวางเรียงราย กาน้ำชามีไอร้อนลอยขึ้นมา ต่อให้ไม่ก้มหน้าก็ยังได้กลิ่นหอมของชาที่ทำให้ผู้คนจิตใจสงบ
เดิมทีฮองเฮาไม่ได้คิดจะพบกับอวิ๋นซูที่นี่ แต่คนของตำหนักอวี้เฟยต่างก็ทราบกันหมดแล้วว่าคุณหนูหกอยู่ที่นี่ พระองค์จึงไม่จำเป็ต้องทำลึกลับอีก อีกทั้งอวิ๋นซูได้ช่วยให้พระองค์หลีกเลี่ยงความยุ่งยากไปได้ การรับรองจึงครบครันมากขึ้น
ฮองเฮาทรงพระสรวลทว่าไม่ได้ตรัสอะไร ทำเพียงทอดพระเนตรไปยังสตรีงดงามหยาดเยิ้มเบื้องพระพักตร์อย่างสงบ เดิมทีเตรียมคำพูดไว้มาก ทว่าหลังจากผ่านเื่เมื่อครู่มา พระองค์ก็ได้เปลี่ยนความคิด บางทีอาจเป็เฉกเช่นที่รัชทายาทกล่าว ช่างน่าเสียดายยิ่งนักหากปล่อยมือจากสตรีผู้นี้ไป
เดิมทีพระองค์ยังคงรู้สึกคาดหวังกับบุตรีภรรยาเอกของชางหรงโหวอยู่บ้าง ทว่าเมื่อดูจากวันงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองแล้ว นอกจากสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็ไม่ได้สร้างความประทับใจใดๆ ให้พระองค์เลย กลับกัน บุตรีอนุภรรยาเบื้องหน้านี้ เปรียบได้ดั่งสุราชั้นเลิศที่ทิ้งรสชาติติดอยู่ในลำคอไม่รู้ลืม จึงอดไม่ได้ที่จะคาดหวังมากขึ้นหลายส่วน ไม่รู้ว่านางยังมีความน่าอัศจรรย์ใจมากน้อยเพียงใดที่รอคอยพระองค์อยู่
ดวงเนตรของฮองเฮาสั่นไหว นี่พระองค์หวั่นไหวแล้วหรือ? ที่พระองค์ตัดสินใจเรียกนางมาพบในวันนี้ เป็เพราะ้าให้นางอยู่ห่างจากรัชทายาท จดจำฐานะของตนให้ดี ทว่าตอนนี้...ฮองเฮาทรงรู้สึกเสียดายยิ่งนัก บุตรีอนุภรรยาที่โดดเด่นเช่นนี้ มิสู้ทำตามความปรารถนาของรัชทายาทจะดีกว่าหรือไม่?
อวิ๋นซูสังเกตเห็นถึงความขัดแย้งในพระทัยของฮองเฮา เพียงแต่ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงคิดเื่อะไรอยู่
สายตาตกอยู่บนชุดหงส์บนพระวรกาย ท่ามกลางความเหม่อลอยของฮองเฮา นางราวกับได้เห็นตนเองเมื่อกาลก่อน เื่ราวยังคงเดิมทว่าตัวคนเปลี่ยนไป ตอนนี้นางอยู่ในพระราชวังแคว้นเฉินที่ห่างไกลจากแคว้นอี้ บุคคลที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็คือฮองเฮาแคว้นเฉิน
“คุณหนูหก งานพระราชสมภพของไทเฮาใกล้จะถึงแล้ว ไม่ทราบว่าคุณหนูหกจะเข้าร่วมหรือไม่?”
พระราชดำรัสอันไม่คาดคิดของฮองเฮาทำให้อวิ๋นซูชะงัก หากกล่าวตามเหตุผลแล้ว งานยิ่งใหญ่เช่นนี้บุตรีอนุภรรยาที่ไร้ความสำคัญคนหนึ่งมิอาจเข้าร่วมได้ ฮองเฮาทรงหมายความว่าอะไรกัน?
“ไทเฮาทรงโปรดสตรีที่ฉลาดมีไหวพริบ หากคุณหนูหกเตรียมตัวให้ดี เชื่อว่าจะทำให้ไทเฮาทรงรู้สึกสนใจได้ และทั้งเป็การเตรียมการเพื่ออนาคตด้วย” ฮองเฮาตรัส พระองค์สังเกตสีหน้าของอวิ๋นซูเป็พิเศษ ราวกับ้าเห็นอะไรบางอย่างจากสายตาของนาง
รัชทายาทมีใจต่อคุณหนูหก ไม่แน่ว่าในใจองคุณหนูหกเองก็อาจจะมีความคิดเช่นเดียวกัน ในพระทัยของฮองเฮา รัชทายาทของพระองค์โดดเด่นเหนือผู้อื่น สตรีใต้หล้าล้วนใฝ่ฝัน้าตำแหน่งพระชายาของรัชทายาท เกรงว่าคุณหนูหกที่มีความสามารถมากล้นคงจะไม่แตกต่างกระมัง? แม้ว่าในพระทัยพระองค์จะหวังให้อวิ๋นซูเป็ชายารอง แล้วค่อยคัดเลือกคุณหนูที่มีภูมิหลังดีๆ มาเป็พระชายาเพื่อช่วยรัชทายาทก็ตาม นี่เป็สิ่งที่ดีที่สุด
เพียงแต่เมื่อพระองค์ทรงเห็นใบหน้าอันเรียบเฉยของสตรีเบื้องหน้า ก็เริ่มรู้สึกไม่แน่พระทัย ราวกับมองความคิดของนางไม่ออก
อีกด้านหนึ่ง ภายในจวนแม่ทัพเวยหย่วน
“สอนให้ดี จะต้องทำให้คุณหนูขับร้องเพลงออกมาให้ได้สองเพลง!” ใบหน้าเข้มงวดของเหลยซื่อมองอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสามตรงหน้า ทว่าหลิ่วอวิ๋นฮว๋ากลับขมวดคิ้วแน่น
“ท่านแม่เ้าคะ นี่มันเวลาอะไรแล้ว ยังต้องให้อวิ๋นฮว๋าเรียนเพลงอันใดอีก!” ท่านพ่อและท่านย่าไม่มีท่าทีว่าจะให้พวกนางกลับจวนโดยสิ้นเชิง ทำให้นางรู้สึกร้อนใจ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่กล้าแม้กระทั่งก้าวออกจากจวนแม่ทัพด้วยกลัวว่าจะถูกผู้อื่นพบ ถึงตอนนั้นทั่วทั้งเมืองหลวงคงจะมีข่าวลือออกมาว่าฮูหยินจวนโหวและบุตรีภรรยาเอกถูกไล่กลับบ้านเดิม!
เมื่อคิดถึงว่ายามนี้นังสารเลวนั่นกำลังมีความสุขอยู่ที่จวนโหว โทสะในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็มิอาจระงับได้อีกต่อไป
“เ้าเรียนไปอย่างสงบก็พอ แม่มีแผนการแล้ว ผ่านไปอีกระยะหนึ่งก็จะเป็งานพระราชสมภพขององค์ไทเฮา บิดาของเ้าจะต้องให้พวกเรากลับจวนเร็วๆ นี้แน่!”
ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เหลยซื่อไม่ได้บอกหลิ่วอวิ๋นฮว๋า ด้วยกลัวว่าบุตรสาวของตนยังเยาว์เกินไป ไม่รู้ว่าอะไรหนักเบาจนอาจจะหลุดปากออกไป ความจริงไทเฮาและฮูหยินแม่ทัพเวยหย่วนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ยามนั้นฝ่าาที่ยังทรงเป็เพียงรัชทายาทเคยมาซ่อนตัวอยู่นอกวังกับองค์ไทเฮาระยะหนึ่งด้วยเื่ที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ซึ่ง่เวลานั้นมีแม่ทัพเวยหย่วนและฮูหยินคอยคุ้มกัน
กล่าวคือ หากไม่ใช่เพราะแม่ทัพเวยหย่วน ฝ่าาและรัชทายาทในวันนี้อาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่ร้ายมากกว่าดี
ดังนั้น ฮูหยินแม่ทัพเวยหย่วนจึงตัดสินใจพาพวกนางไปร่วมอวยพรในวันพระราชสมภพของไทเฮาด้วยกัน ตอนนั้นก็จะเป็โอกาสของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า
“ขะ เข้าเฝ้าไทเฮา?” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นขึ้นมา
เหลยซื่อเลิกคิ้ว ครั้งที่แล้วในงานพระราชพิธีเฉลิมฉลอง เพราะคุณหนูเจ็ดจวนชางติ้งโหวและนังสาวเลวนั่นจึงทำให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่ได้มีโอกาสขึ้นเวทีแสดงทำให้นางโมโหมาก ครั้งนี้สามารถแสดงบทเพลงให้ไทเฮาทอดพระเนตรได้โดยลำพัง นับเป็ความโชคดีของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าแล้ว!
“แต่ว่า...นังสารเลวนั่น...” ดูเหมือนว่าทุกครั้งจะถูกอวิ๋นซูทำให้เื่แย่ลง ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าจึงมีปมอยู่บ้าง
เหลยซื่อยกยิ้มเหยียดหยาม “ต่อให้นังสารเลวนั่นสามารถเข้าร่วมงานพระราชสมภพของไทเฮาได้ เ้าคิดว่าไทเฮาจะทรงเห็นนางหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้เห็น นังสารเลวนั่นก็ทำได้แค่รนหาที่ตาย”
สายตาของนางเปล่งประกายเหี้ยมโหด ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าพลันสั่นไหว “ท่านแม่เตรียมการอะไรไว้ใช่หรือไม่?”
“อย่าถามอะไรอีกเลย เรียนเพลงของเ้าให้ดีเถิด!” เหลยซื่อหันกายเดินออกไปจากห้องโดยทิ้งคำพูดนี้ไว้ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าผิดหวังเล็กน้อย
เหลยซื่อซ่อนกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ในแขนเสื้อ ใบหน้าเจือไปด้วยความมืดครึ้มอยู่หลายส่วน เมื่อคิดถึงใบหน้าเรียบเฉยของอวิ๋นซู มุมปากของนางพลันยกยิ้มเ็า
“เอ๋ นี่ไม่ใช่ฮูหยินท่านโหวหรอกหรือ?” ตอนนี้เอง เสียงหัวเราะดังขึ้นจากข้างๆ เหลยซื่อหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมอง พบว่าฮูหยินแม่ทัพเหลยและสตรีแต่งกายงดงามหลายคนกำลังนั่งอยู่ในศาลาไม่ไกล
เมื่อมองให้ชัดเจน เหลยซื่อพลันหน้าเปลี่ยนสี นั่นคือฮูหยินของชางหย่วนโหว และยังมีใบหน้าของผู้ที่นางไม่คุ้นเคยอยู่หลายคน
เหลยซื่อรีบจัดผมของตนให้เรียบร้อย เหตุใดจึงไม่ได้ยินว่าวันนี้ฮูหยินชางหย่วนโหวจะมา?
เดิมทีคิดจะยิ้มให้แล้วจากไป ไม่คิดว่าจะมีหลายคนลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาหานาง “ฮูหยินท่านโหวไม่ได้พบกันนาน เหตุใดไม่มาเป็แขกที่จวนชางหย่วนโหวของข้าบ้างเล่า?”
ดวงตางดงามของฮูหยินชางหย่วนโหวกวาดมองเหลยซื่อั้แ่หัวจรดเท้า ฮูหยินแม่ทัพเหลยพลันยิ้มออกมา “ท่านพี่คงไม่ทราบ ด้วยฮูหยินท่านโหวคิดถึงมารดา จึงกลับมาพักที่นี่หลายวัน พอดีกับที่ท่านแม่เองก็คิดถึงอวิ๋นฮว๋า ครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้ช่างเบิกบานใจยิ่งนัก หลายวันนี้ใบหน้าของท่านแม่มักจะแขวนไปด้วยรอยยิ้ม เห็นแล้วข้าก็ดีใจมาก!”
คำพูดของฮูหยินแม่ทัพเหลยฟังดูคล้ายกับเป็การกู้หน้าให้เหลยซื่อ แต่เหลยซื่อรู้ดีว่านางกำลังกล่าวเสียดสีตนอยู่
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ เมื่อครู่ข้าได้พบฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วน หน้าแดงดูมีชีวิตชีวา ที่แท้เป็เพราะบุตรีมาจึงได้ดีใจ ฮึๆ ช่างน่าอิจฉาจริง มารดาของข้าไม่ชอบให้ข้ากลับบ้านเดิม นางกังวลว่าผู้อื่นจะนินทาเอา เฮ้อ ช่างทำให้ข้าจิตใจหนาวเหน็บยิ่ง” ฮูหยินชางหย่วนโหวแสดงท่าทางน้อยอกน้อยใจ รอยยิ้มบนใบหน้าของเหลยซื่อดูแข็งค้างอยู่บ้าง
“ท่านพี่อย่าได้พูดเช่นนี้เลย ฮูหยินหลี่จะต้องเป็ห่วงท่านแน่นอน ผู้ใดบ้างที่ไม่ทราบว่าท่านเป็ดั่งไข่มุกล้ำค่าในมือท่านราชครู จนใจที่ท่านมีตำแหน่งสูง จึงต้องระมัดระวังทุกเื่เป็ธรรมดา” ฮูหยินแม่ทัพเหลยกล่าวประจบ ฮูหยินชางหย่วนโหวเป็บุตรีคนโตของภรรยาเอกราชครูเฉิง ฮูหยินหลี่มารดาของนางได้รับพระราชทานเป็ฮูหยินตราตั้งขั้นที่หนึ่ง ตำแหน่งสูงส่งอย่างไม่ต้องสงสัย นี่เป็สาเหตุที่เหลยซื่อไม่กล้าล่วงเกิน
ฮูหยินชางหย่วนโหวยิ้ม ทันใดนั้นนางคิดอะไรขึ้นได้ “ใช่แล้ว ครั้งที่แล้วท่านโหวบอกว่าเล่นหมากแพ้จึงต้องมอบของล้ำค่าให้ชางหรงโหวชิ้นหนึ่ง ไม่ทราบว่าฮูหยินท่านโหวจะกลับเมื่อใด ข้าจะได้นำของล้ำค่าชิ้นนั้นไปเยี่ยมเยียนถึงจวน ถึงตอนนั้นต้องรบกวนฮูหยินแล้ว”
เมื่อเหลยซื่อได้ฟัง บนหน้าผากพลันปรากฏเหงื่อนเย็นซึมออกมา “ใกล้จะถึงงานพระราชสมภพของไทเฮาแล้ว เกรงว่าท่านโหวทุกท่านคงจะยุ่ง มิสู้รอวันพระราชสมภพของไทเฮาผ่านไปก่อนค่อยเชิญฮูหยินมาเป็แขกที่จวนโหวดีหรือไม่เ้าคะ?” ตอนนั้นตนเองควรจะได้กลับจวนแล้ว
ฮูหยินชางหย่วนโหวได้ฟังก็คิดว่ามีเหตุผล “ได้ เช่นนั้นก็เอาตามนี้”
“ท่านพี่เ้าคะ ทางจวนเราได้รับปลาจิ๋นหลี่1 มาหลายตัว หากไม่รังเกียจไปร่วมชมด้วยกันกับข้าเถิด แล้วจิบชาทานขนมไปด้วย” ฮูหยินแม่ทัพเหลยพาฮูหยินชางหย่วนโหวเดินผ่านเหลยซื่อไป รอยยิ้มเหยียดหยามนั้นฝังลึกลงไปในใจของเหลยซื่อ
นางรู้ดีว่าตนทำให้สะใภ้เหล่านี้เย้ยหยัน! ดี ทีนี้ก็ขายหน้าไปถึงชางหย่วนโหวแล้ว!
เหลยซื่อขมวดคิ้ว มองไปยังสตรีหลายคนที่เดินจากไปไกล เมื่อเห็นฮูหยินชางหย่วนโหวที่ถูกห้อมล้อม เหลยซื่อรู้สึกว่าตนเองช่างอ้างว้างเหลือเกิน ก่อนหน้านี้ไม่นาน ไม่ว่าตนจะไปปรากฏตัวที่ใดก็ล้วนได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ มาวันนี้ฮูหยินขุนนางใหญ่เ่าั้กลับตัวติดอยู่กับฮูหยินชางหย่วนโหวเสียแล้ว
ใครใช้ให้มารดาของผู้อื่นเป็ฮูหยินตราตั้งขั้นที่หนึ่งกันเล่า! บิดาก็ยังเป็ราชครูที่มีบุญคุณกับฝ่าาและรัชทายาทอีกด้วย!
ไม่ได้ นางจะต้องคิดหาวิธีให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋านั่งบนตำแหน่งพระชายาของรัชทายาทให้ได้!
เหลยซื่อคิดกับตนเอง ไม่ได้สนใจสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองนางอย่างเ็าข้างหลังเลยแม้แต่น้อย
“ท่านแม่ทัพ นั่นไม่ใช่ฮูหยินชางหรงโหวหรอกหรือ?”
แม่ทัพเหลยเป็บุตรชายภรรยาเอกของแม่ทัพเวยหย่วน เป็น้องชายแท้ๆ ของเหลยซื่อ เพียงแต่แม่ทัพเหลยถูกส่งไปฝึกฝนในค่ายทหารั้แ่เล็ก จึงไม่ได้มีความสัมพันธ์พี่น้องที่ลึกซึ้งกับเหลยซื่อ รวมไปถึงก่อนหน้านี้เหลยเจิ้นบุตรชายอนุภรรยาถูกส่งกลับมาในสภาพย่ำแย่ แม่ทัพเหลยจึงยิ่งไม่พอใจเหลยซื่อเป็ทบทวี
แม่ทัพเหลยส่งเสียงตอบไปอย่างเ็า หันกายเดินไปยังระเบียงอีกด้านหนึ่ง เหลยซื่อถูกเสียงฝีเท้าด้านหลังดึงกลับมาจากความคิด เมื่อหันไปมองจึงได้พบกับเงาร่างอันแข็งแกร่ง
“ท่านแม่ทัพ!”
นางส่งเสียงเรียก แม่ทัพเหลยทำราวกับไม่ได้ยิน เหลยซื่อไม่มีทางเลือกจึงทำได้เพียงยกชายกระโปรงวิ่งตามไป “ท่านแม่ทัพ!”
“ท่านแม่ทัพ ฮูหยินท่านโหวกำลังเรียกท่านอยู่ขอรับ” พ่อบ้านข้างกายอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา ในที่สุดแม่ทัพเหลยก็หยุดเท้าลง รอจนกระทั่งเหลยซื่อมายืนเบื้องหน้าจึงกล่าวถามออกไปอย่างเฉยเมย “มีเื่อะไร?”
“ของที่ข้าส่งมาจากจวนโหวก่อนหน้านี้ได้รับแล้วหรือไม่?”
“ของ? ข้าก็จำไม่ค่อยได้ คงจะได้รับแล้วกระมัง” แม่ทัพเหลยทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้วเดินก้าวยาวๆ ผ่านเหลยซื่อไป ครู่หนึ่งนางจึงได้สติกลับมาในที่สุด อะไรกัน? ถึงกับมีท่าทางเช่นนี้กับพี่สาวแท้ๆ อย่างนางเชียวหรือ? นั่นเป็ของล้ำค่าที่นางเปลืองความคิดไปไม่น้อยกว่าจะได้มา หากไม่ใช่เพราะวันหน้าน้องชายคนนี้ยังควรค่าแก่การใช้ประโยชน์ นางคงตัดใจมอบให้ไม่ได้ ถึงตอนนี้ แต่ละคนล้วนไม่เห็นฮูหยินจวนโหวอย่างนางอยู่ในสายตาเลยสักนิด!
ความอัดอั้นตันใจทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการกระทำของนังสารเลวหลิ่วอวิ๋นซูทั้งสิ้น! เหลยซื่อกำมือที่อยู่ในแขนเสื้อแน่น ปรากฏสีหน้าไม่น่าดูออกมา
*********************
1 ปลาจิ๋นหลี่ คือปลาคาร์ป
