อวิ๋นซูที่อยู่ไกลออกไปราวกับจะสังเกตได้ถึงไอสังหาร เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง พบเพียงแผ่นหลังของบุรุษร่างกำยำผู้หนึ่ง อย่างไรก็ตาม นางสังเกตได้ถึงดิ้นเงินอันสะดุดตาบนผมหางม้าของคนผู้นั้น นางจำได้ในทันที ที่แคว้นอี้มีแม่ทัพผู้หนึ่งที่ใช้ดิ้นเงินมัดรวบบนเปียผมของเขา สิ่งนี้ทำให้นางจดจำได้อย่างลึกล้ำ
แม่ทัพที่มาจากแคว้นอี้? อวิ๋นซูขมวดคิ้วน้อยๆ
“มีอะไรหรือ?”
จี้จิ่นสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของนาง จนกระทั่งเขามองไป แต่กลับไม่พบเงาคนใดๆ
“ไม่มีอะไร สองวันนี้จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเสียหน่อย”
คำพูดของนางทำให้จี้จิ่นระมัดระวังมากขึ้นเป็พิเศษ
ตกดึก
เสียงหวีดหวิวที่ดังมาในสายลมทำให้ผู้คนรู้สึกสั่นสะท้าน ภายในค่ายทหารอันมืดสลัว ดวงตากระจ่างใสทั้งสองเบิกกว้างอยู่เช่นนั้น มองเงาสะท้อนของต้นกกที่สั่นไหวเบาๆ นอกกระโจม
อย่างไรก็ตาม เงาร่างกำยำร่างหนึ่งทำให้ดวงตาของนางสว่างวาบ
“ท่านหมออวิ๋น?”
เสียงนี้...
“มาแล้ว” นางรีบยืนขึ้นคลุมเสื้อนอกเอาไว้ พบว่าครูฝึกผู้นั้นกำลังยืนอยู่ด้านนอก “ท่านแม่ทัพมีเื่อะไรจะสั่งหรือขอรับ?”
“มีทหารนายหนึ่งไม่สบาย ไปกับข้าหน่อยเถิด” เขากล่าวจบก็หันกายเดินไปด้านหน้า
สายตาของนางอดไม่ได้ที่จะมองไปยังกระโจมของจี้จิ่น ในใจรู้สึกเป็กังวล
“เหตุใดจึงไม่เดิน?” เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ตามมา ครูฝึกจึงหันกลับมา ในน้ำเสียงมีความไม่พอใจปนอยู่
“มาแล้วขอรับ” นางจงใจเพิ่มเสียงตนเองให้ดังขึ้น
ในยามกลางวันตนเองได้กล่าวเตือนเขาไปแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะสังเกตเห็นหรือไม่ ในระหว่างที่กำลังหันกายไป อวิ๋นซูเห็นเงาในกระโจมของจี้จิ่น เขากำลังบอกตนว่าเขาตื่นแล้ว
ยามค่ำคืนลมหนาวเสียดแทงกระดูก ครูฝึกกำกระบี่บริเวณเอวของตน พาอวิ๋นซูไปยังพื้นหญ้านอกสนามฝึก
“ท่านแม่ทัพขอรับ ทหารผู้นั้นอยู่ที่ใดหรือ?”
บุรุษเบื้องหน้าค่อยๆ หันกลับมา ดึงกระบี่ยาวเล่มนั้นออกจากฝัก เกิดประกายสีเงินภายใต้แสงจันทร์ “ท่านหมอ สองวันนี้ลำบากท่านแล้ว”
อวิ๋นซูมองท่าทางที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นของเขา มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็วงโค้ง
ครูฝึกผู้นั้นเริ่มเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตามมีเพียงแสงประกายสีเงินวูบหนึ่ง เขามองท่านหมอผู้นั้นกุมแขนของตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เ้า...” กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ความเ็ปหนึ่งแพร่กระจาย ก่อนจะล้มลงไปที่พื้นด้วยลมหายใจที่ขาดห้วง
บริเวณลำคอปรากฏเข็มเงินเล่มหนึ่งปักอยู่ ตัวเข็มแทงทะลุเข้าไปในลำคอ เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเืเล็กน้อยเท่านั้น
ฆ่าคนปิดปาก นี่เป็เื่ที่นางคาดเดาได้ตั้งนานแล้ว
“ที่เ้ายิงออกมาจากข้อมือเมื่อครู่นี้คืออะไร?” ในตอนนี้เอง เสียงของจี้จิ่นดังขึ้นจากข้างหลัง เส้นผมของบุรุษรูปงามยุ่งเหยิงอยู่บ้าง มีอาการหอบหายใจเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาวิ่งมาตลอดทาง
เพียงไม่นานหลังจากที่อวิ๋นซูถูกพาตัวไปก็มีทหารพุ่งเข้ามาในกระโจมของเขา แต่เพราะมีคำเตือนของอวิ๋นซูเมื่อตอนกลางวันอยู่แล้ว เขาจึงทิ้งสัญญาณลับเอาไว้ให้องครักษ์เงาของตนเองที่ด้านนอก ให้พวกเขามาซ่อนตัวอยู่ในกระโจมของตน ดังนั้นเพียงไม่นานจึงสามารถจัดการทหารเ่าั้ลงได้
เมื่อคิดว่าอวิ๋นซูมีอันตราย เขาก็ตามออกมาโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด ไม่คิดว่าจะได้เห็นฉากเมื่อสักครู่นี้ เพียงแค่ขยับนิ้วมือเล็กน้อยก็สามารถโจมตีเอาชีวิตคนได้
อวิ๋นซูไม่มองความประหลาดใจของเขา ทำเพียงจัดแขนเสื้อของตน “ที่นี่มิอาจรั้งอยู่ได้นาน” ในเมื่อตนเองถูกฆ่าปิดปากแล้ว เช่นนั้นก็ต้องทำเป็ออกไปจากที่นี่
นางเดินไปข้างกายของครูฝึกผู้นั้น ก้มตัวลงดึงป้ายคำสั่งบริเวณเอวของเขาออกมาแล้วเก็บเข้าไปในแขนเสื้อ
องครักษ์เงาของจี้จิ่นตามมาถึงภายหลัง “เก็บกวาดที่นี่ให้เรียบร้อย”
อีกด้านหนึ่ง
จวนของนายอำเภอแห่งเมืองคาน บุรุษผู้ฉลาดหลักแหลมกำลังเขียนจดหมายฉบับหนึ่งอยู่ในห้องหนังสือของตนอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงผูกเข้ากับขาของนกพิราบตัวที่เกาะอยู่ตรงหน้าต่าง
ในค่ำคืนอันเงียบสงบ ท้องฟ้าค่อนข้างขมุกขมัว เงาร่างเล็กๆ สีขาวนั้นหายไปท่ามกลางฟากฟ้าในเวลาเพียงไม่นาน
สองวันมานี้ไม่รู้ว่าอัครมหาเสนาบดีไปอยู่ที่ใด มิใช่ว่าหาหลักฐานไม่พบจึงจากไปแล้วกระมัง? นายอำเภอคิดใคร่ครวญ จะอย่างไรอัครมหาเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในแคว้นเฉินก็ยังเยาว์วัยเกินไป เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองนำทหารสองหมื่นไปซ่อนไว้ที่ไหน
รอให้เื่ราวจบลงอย่างราบรื่น ตนเองก็จะได้รับการเลื่อนขั้น อนาคตรุ่งเรืองไร้ขีดจำกัด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ บนใบหน้าของนายอำเภอก็ปรากฏรอยยิ้ม
เสียงกุกกักดังขึ้น
“ใคร?!”
นายอำเภอหันไปด้วยความใ ทว่าทั่วทั้งห้องหนังสือมีเพียงตนผู้เดียว เมื่อครู่นี้เขาได้ยินเสียงชัดๆ เหตุใดจึงไม่พบผู้อื่น
ทันใดนั้น ที่คอพลันัักับความเย็นเยียบ นายอำเภอไม่กล้าขยับอีก
สายตาของเขาเคลื่อนมองไปยังบุคคลที่ยืนพิงหน้าต่างด้วยอาการแข็งทื่อ “เ้าคือผู้ใด กล้าบุกเข้ามาในจวนในอำเภอยามดึกเช่นนี้!”
“พวกเราไม่ได้บุกเข้ามา พวกเราเข้ามาอย่างเปิดเผย”
เสียงนี้?!
กระบี่ยาวในมือขององครักษ์เงาพาดอยู่บนลำคอของนายอำเภอเช่นนั้น เสียงประตูถูกเปิดออก จี้จิ่นและอวิ๋นซูที่อยู่ในชุดธรรมดาเดินเข้ามาจากด้านนอก มองเขาด้วยสายตาเ็า
“ใต้เท้า!”
ในยามนี้ องครักษ์เงาผู้หนึ่งเดินติดตามอยู่เื้ัของพวกเขา ในมือจับนกพิราบสื่อสารเอาไว้
นายอำเภอพลันเบิกตากว้าง ถึงกับ...
อวิ๋นซูเปิดจดหมายฉบับนั้นออก จี้จิ่นส่งสายตาให้องครักษ์เงา นายอำเภอผู้นั้นจึงถูกพาตัวมายังเบื้องหน้าของตน
“ดึกดื่นถึงเพียงนี้ เ้า้าปล่อยนกส่งข่าวไปให้ผู้ใดหรือ?”
“...เป็ เป็สหายเก่าแก่คนหนึ่งของผู้น้อยขอรับ หลายวันมานี้ผู้น้อยนอนหลับไม่สนิท คิดถึงจดหมายที่ถูกส่งมาจากสหายเก่าเมื่อไม่นานมานี้ จึงได้ลุกขึ้นมาเขียนจดหมายตอบกลับ ท่านอัครมหาเสนาบดีโปรดอย่าเข้าใจผิดขอรับ”
อวิ๋นซูอ่านจดหมายในมือ เป็เช่นนั้นจริงๆ ด้านในเป็เพียงการทักทายปราศรัยง่ายๆ ไม่กี่ประโยค คิดไม่ถึงว่านางกลับเดินไปยังโต๊ะหนังสือที่อยู่ด้านข้าง หยิบพู่กัน้าขึ้นมาแล้ววางลงไปบนกระดาษ
“อืม วิธีตอบกลับจดหมายของใต้เท้า ช่างทำให้พวกเราเปิดหูเปิดตาเสียจริง”
อวิ๋นซูยกยิ้มบางๆ กางจดหมายในมือออกเบื้องหน้าจี้จิ่น
คำพูดถามไถ่สารทุกข์สุกดิบง่ายๆ หลายประโยคถูกอวิ๋นซูวงออกมาหลายคำ เมื่อนำมาเชื่อมต่อกันแล้วรวมได้เป็คำว่าภารกิจเสร็จสิ้นตามคำสั่งของจักรพรรดิ
“ไม่ทราบว่าฝ่าาทรงมีรับสั่งให้ใต้เท้าไปทำเื่อันใดหรือ? เป็เื่เกี่ยวกับทหารชั้นยอดสองหมื่นนายที่ถูกซ่อนอยู่ในูเา หรือเป็เื่เสบียงอาหารที่ถูกใต้เท้าแอบหักออกไป?”
แผ่นหลังของนายอำเภอพลันปรากฏเหงื่อเย็นซึมออกมา “นี่...ผู้น้อยไม่เข้าใจความหมาย”
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จะยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด ต่อให้จดหมายฉบับนั้นถูกค้นพบแล้วจะเป็อย่างไรได้ เขาจะกล่าวว่าเป็เพียงความบังเอิญเท่านั้น
“เห็นเช่นนี้แล้ว ยังไม่เข้าใจความหมายอีกหรือ?” อวิ๋นซูหยิบป้ายคำสั่งออกมาจากแขนเสื้อ แกว่งไปมาเบื้องหน้าสายตาของนายอำเภอ ด้านหลังของแผ่นป้ายคำสั่งสลักคำว่าอี้ไว้อย่างชัดเจน
เสียงปังดังขึ้น จี้จิ่นตบลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง “ช่างใจกล้ายิ่งนัก เป็ขุนนางแห่งราชสำนักแคว้นเฉิน แต่กลับก้มหัวให้แคว้นอี้ ขโมยทหารแคว้นเฉินของพวกเรา เ้าควรจะได้รับโทษอย่างไรดี?!”
คิดไม่ถึงว่าจะถูกพวกเขาค้นพบจริงๆ ทันใดนั้นนายอำเภอจ้องมองไปยังอวิ๋นซูด้วยสายตาโเี้ แล้วจึงหัวเราะออกมาอย่างแปลกประหลาด
“ฮ่าๆๆ...”
เขายืดออกของตนเองขึ้น “ไม่ทราบว่าใต้เท้าอัครมหาเสนาบดีค้นพบได้อย่างไร?”
ท่าทางเขา้ารู้คำตอบให้กระจ่างชัด
“เื่นี้เ้าก็ไปคิดเอาเองเถิด”
อะไรนะ?! ดวงตาของในอำเภอมืดครึ้มลง มองไปยังสายตาเ็าของจี้จิ่น ช่างเถิด ชนะเป็เ้าแพ้เป็โจร ตนเองแพ้ก็คือแพ้
ทันใดนั้นสายตาของเขาพลันเปลี่ยนไป อวิ๋นซูรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างในทันที “จับเขาเอาไว้!” คิดไม่ถึงว่าเขาจะใช้มือทั้งสองจับกุมดาบที่พาดอยู่บนลำคอของเขาแล้วออกแรงกด ร่างทั้งร่างพลันล้มลงสู่พื้น บริเวณลำคอมีรอยเืลึกๆ รอยหนึ่ง
เมื่อเห็นนายอำเภอที่ขาดใจตายด้วยดวงตาเบิกตากว้างอย่างดุร้ายเช่นนั้น จี้จิ่นก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจลึก
ถึงกับฆ่าตัวตายเชียวหรือ?! ยังคิดจะนำตัวเขาไปขังเพื่อทรมานไต่สวนเสียหน่อย!
อย่างไรก็ตาม ราวกับว่าอวิ๋นซูจะเข้าใจกระจ่างว่าเหตุใดเขาจึงต้องทำเช่นนี้ เซียวอี้เชินในตอนนี้เป็จักรพรรดิที่โเี้เ็า เขาไม่้าคนที่ไร้ประโยชน์ หากให้เขารู้ว่านายอำเภอผู้นี้ทำลายแผนการของเขา ต่อให้นายอำเภอผู้นี้มีชีวิตรอดกลับไป สุดท้ายต้องพบจุดจบที่เลวร้ายเป็แน่
กล่าวได้ว่าหากจะต้องตายอย่างทรมานภายใต้น้ำมือของเซียวอี้เชิน สู้ตายอยู่ที่นี่จะดีกว่า อย่างน้อยก็เ็ปเพียงชั่วครู่
“เบาะแสขาดไปอีกแล้ว”
จี้จิ่นรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เดิมทีคิดจะนำนายอำเภอผู้นี้กลับไปรายงานผลเสียหน่อย
“ก็ไม่เสมอไป อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าอำนาจของแคว้นอี้ได้ซึมลึกเข้ามาถึงภายในราชสำนักแคว้นเฉินแล้ว”
คำพูดของอวิ๋นซูทำให้จี้จิ่นสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง เขารับรู้ได้ถึงความรุนแรงของเื่ราวได้โดยพลัน เขตแดนของเมืองคานไม่ใช่เพียงแค่เมืองเล็กๆ การที่สามารถมาเป็นายอำเภอที่นี่ได้ก็แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้ค่อนข้างได้รับความสำคัญ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็คนของแคว้นอี้ไปได้
แคว้นอี้ซื้อตัวพวกเขาได้อย่างไรกันแน่? การคัดเลือกข้าราชการในแคว้นเฉินนับว่าเข้มงวดเป็อย่างยิ่ง จะต้องเป็ประชาชนของแคว้นและเื้ัขาวสะอาด หรือจะกล่าวว่าเนิ่นนานก่อนหน้านี้ เซียวอี้เชินได้วางหมากเอาไว้ในเขตแดนของแคว้นเฉิน เพียงแค่รอเวลาให้สุกงอมเท่านั้น?
“ใต้เท้าคิดจะทำอย่างไร?” อวิ๋นซูคิดจะฟังความเห็นของจี้จิ่น
“อย่างไรก็ต้องนำทหารเหล่านี้กลับมาให้ได้ แต่ตอนนี้ทำได้เพียงแค่รายงานขึ้นไปตามความเป็จริงเท่านั้น” เขา้าให้จักรพรรดิทราบว่าแคว้นอี้ไม่ได้มีเจตนาผูกมิตร พวกเขาเริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้ว
อย่างไรก็ตามอวิ๋นซูกลับเข้าใจกระจ่างถึงความแข็งแกร่งของแคว้นอี้ ต่อให้จักรพรรดิแห่งแคว้นเฉินทราบ เขาก็ทำได้เพียงโกรธเคืองอยู่ในใจ
ไม่มีใครที่เป็คนโง่ ความสงบสุขเช่นนี้เป็เพียงแค่สิ่งชั่วคราวเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ปรากฏคู่แข่งที่แข็งแกร่งเช่นนี้ขึ้น ไม่มีผู้ใดจะเป็อันดับหนึ่งได้ไปตลอด มีเพียงการต่อสู้ตลอดกาลเท่านั้น
“เสี้ยนจู่ พรุ่งนี้พวกเราก็ออกเดินทางกลับเมืองเถิด”
หลายวันต่อมา
ภายในห้องทรงพระอักษร เบื้องพระพักตร์ของจักรพรรดิแคว้นเฉินมีบุรุษสองคนยืนอยู่ คือจี้จิ่นที่กลับเมืองมารายงาน และชางหรงโหว
ครั้งนี้หย่งจี๋เสี้ยนจู่และอัครมหาเสนาบดีเดินทางไปด้วยกัน ก่อนหน้านี้ที่จักรพรรดิเฉินเห็นด้วยก็เป็เพราะคำพูดของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ ตอนนี้องค์หญิงซีเยว่แห่งแคว้นอี้เข้ามาในพระราชวังของแคว้นเฉินในฐานะพระชายาในอนาคตของรัชทายาท หากปล่อยให้นางได้ยินข่าวลือไร้สาระพวกนั้น ไม่แน่ว่าจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้น จึงให้เสี้ยนจู่และท่านอัครมหาเสนาบดีออกไปจากเมืองหลวงด้วยกันเพื่อสยบข่าวลือในระยะนี้ และให้เวลารัชทายาทได้พักหายใจ
ในพระทัยของจักรพรรดิเฉินเข้าใจกระจ่าง ทรงทราบถึงเจตนาอวิ๋นซูอย่างชัดเจน จึงให้ชางหรงโหวเข้าวังมารายงานแทนอวิ๋นซู
“เื่นี้ ขุนนางที่รักทั้งสองมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”
จี้จิ่นและชางหรงโหวสบตากัน เป็ครั้งแรกที่ในดวงตาอันเป็ศัตรูของทั้งสองเปล่งประกายเช่นเดียวกัน
ภายในเรือนไผ่
อวิ๋นซูมองไปยังท้องฟ้าอันขมุกขมัวด้านนอก มือถือจดหมายฉบับหนึ่ง ในใจเจือไปด้วยความลังเลอยู่หลายส่วน
ใน่ที่นางไม่อยู่ ไม่รู้ว่าตงฟางซวี่คิดได้กระจ่างชัดแล้วหรือไม่? ตอนนี้ในแคว้นเฉินมีคลื่นใต้น้ำ หากคิดจะรักษาวันเวลาอันสงบสุขเหล่านี้ไว้ เขาจะต้องทำใจให้สงบและจดจ่ออยู่กับการรับมือแผนร้ายของแคว้นอี้
ไม่มีเวลารอให้เขาเติบโตแล้ว ในเมื่อมีฐานะเป็รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินก็จะต้องมีสติให้มากพอ ภารกิจสำคัญเช่นนี้ มีเพียงเขาที่จะรับผิดชอบได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวิ๋นซูก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น “ชุนเซียง”
“เ้าค่ะ คุณหนู...”
