ท้องฟ้าทิศตะวันออกและตะวันตกสว่างไสว เมืองหลวงแห่งแคว้นเฉินเข้าสู่วันสำคัญอันยิ่งใหญ่
วันนี้เป็วันคัดเลือกพระชายารัชทายาท เป็วันที่ทำให้คนทั้งเมืองหลวงต้องระส่ำระสาย
ภายในวัง เหล่าข้าราชบริพารวุ่นตัวเป็เกลียว ทว่ายังคงจัดการได้อย่างเป็ระเบียบ โคมไฟสีทองทยอยยกขึ้นแขวนในพระราชวัง ภายใต้แสงสุริยันยามเช้า พริบตาเดียวก็เหลืองอร่ามไปทั้งสี่ทิศ ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
บนถนนเปล่งประกายสีทอง คุณหนูงดงามแต่ละตระกูลได้ก้าวขึ้นรถม้าของครอบครัวท่ามกลางแสงยามเช้า ท่วงท่าในการเยื้องย่าง อาภรณ์หลากสีงดงาม แต่ละนางดุจดั่งนางเซียน
บ้างก็งดงามดั่งบุปผา บ้างก็งามสง่าดุจแสงอาทิตย์ บ้างก็งดงามดุจหยก...
ไม่มีผู้ใดที่ไม่งามเลิศ ไม่มีผู้ใดที่ไม่มีเอกลักษณ์โดดเด่น
บนถนนคึกคักเป็อย่างมาก เหล่าราษฎรพูดคุยกันท่ามกลางไฟอันคึกคักถึงคุณหนูตระกูลต่างๆ ว่าผู้ใดจะได้รับเกียรตินี้และได้เป็พระชายารัชทายาท
ในหมู่คุณหนูเ่าั้ คนที่มีสิทธิ์ได้รับเลือกมากที่สุดก็คือบุตรีภรรยาเอกคนที่สามแห่งจวนชางหย่วนโหว อู๋ฮุ่ยอวิ๋น
ลือกันว่าอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเป็สตรีผู้มีความสามารถคนหนึ่ง ศิลปะทั้งสี่แขนงล้วนเป็เลิศทุกด้าน สามารถร้องเพลงได้อย่างไพเราะ คนจำนวนมากคิดว่าตําแหน่งพระชายารัชทายาทจะต้องเป็ของนางอย่างแน่นอน
ในตอนนี้เอง รถม้าของจวนชางหย่วนโหวค่อยๆ เคลื่อนมา เป็รถม้าที่แกะสลักอย่างประณีตงดงาม กระทั่งมีผีเสื้อหลากสีแขวนเอาไว้หลายตัว ตัวรถม้ายังมีลายเมฆมงคลที่ทำจากทอง งดงามล้ำค่าเป็อย่างยิ่ง
ในรถม้า อู๋ฮุ่ยอวิ๋นสวมอาภรณ์สำหรับพิธีชั้นสูงสีม่วงอมเทาปักด้วยดิ้นทอง บริเวณเท้าสวมรองเท้าปักลายเมฆเลี่ยมหยกคู่หนึ่ง บนศีรษะปักปิ่นสีทองที่แกว่งไกวไปตามแรงของรถม้า การประทินผิวอันประณีตส่งเสริมให้นางดูสูงศักดิ์งดงาม
เพียงแต่ดูราวกับว่านางจะไม่ค่อยพอใจนัก มักจะยกมือขึ้นมาปัดจอนผมเบาๆ คิ้วงามดุจหลิวบางครั้งก็ขมวดเป็ปม บางครั้งก็ผ่อนคลายอย่างสบายอารมณ์ หางตาเจือไปด้วยความเคร่งเครียด ตลอดจนอดไม่ได้ที่จะเคลื่อนไหวขยับกาย
สาวใช้ข้างกายทนไม่ไหวจึงกล่าวออกมาเสียงเบา “คุณหนูเ้าคะ ท่านอย่าได้ใส่ใจเลย ดูสิเ้าคะ ถนนที่พวกเราผ่านมานี้ ทุกคนล้วนคิดว่าท่านเป็ตัวเลือกที่เป็ไปได้มากที่สุดสำหรับการคัดเลือกพระชายารัชทายาทเ้าค่ะ! ในความเห็นของบ่าว ท่านจะต้องเป็ผู้ที่งดงามที่สุดในวันนี้อย่างแน่นอน”
ริมฝีปากของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นยกยิ้มบางๆ ดวงตางดงามมองไปยังคนข้างกายอย่างเรียบเฉย ในสายตามีความมั่นใจในตนเองอยู่
รอจนกระทั่งพวกนางไปถึง บนถนนก็มีรถมาจำนวนมากจอดอยู่แล้ว
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นลงจากรถอย่างเชื่องช้าท่ามกลางการประคองของสาวใช้ เมื่อเบนสายตาขึ้นพบรถม้าของจวนชางติ้งโหวอยู่เบื้องหน้าไกลๆ คิ้วงดงามพลันขมวดเป็ปม
ข้างรถม้า คุณหนูเฟิ่งหลิงสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูอมม่วง มวยผมทรงสมปรารถนา แม้ว่าอายุจะน้อย แต่กลับโดดเด่นไม่ธรรมดา ทำให้สายตาของผู้อื่นต้องเปล่งประกาย รวมกับความสัมพันธ์ระหว่างนางและองค์หญิงหย่งหนิง หากแข่งขันกันจริงๆ คิดว่าจะต้องเป็คู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจอย่างแน่นอน
ในตอนนี้เอง เฟิ่งหลิงมองไปทั้งสี่ทิศ ท่าทางมีชีวิตชีวา ข้างกายมีบุรุษผู้โดดเด่นทั้งสามคนยืนอยู่
“พี่สี่ ท่านคิดว่าพี่ซูจะมาหรือไม่?” เฟิ่งหลิงเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เฟิ่งฉีไม่ได้กล่าว แต่ท่าทางลึกล้ำอยู่หลายส่วน เมื่อย้อนนึกไปถึงท่าทางที่เปลี่ยนไปกะทันหันของพี่สามของตนที่มีต่อคุณหนูหก จึงอดไม่ได้ที่ความรู้สึกไม่พอใจจะปะทุขึ้น เมื่อเงยหน้ามองพี่ใหญ่และพี่รองข้างกาย ความกระวนกระวายในใจก็ยิ่งลึกล้ำ
ยุ่งยากเสียจริง!
ตำหนักบูรพาพลุกพล่านเป็พิเศษ ตำหนักใหญ่หลังนี้มีการเตรียมพร้อมและการคุ้มกันอย่างเข้มงวด ให้ความรู้สึกเหน็บหนาวเป็พิเศษ
บนชั้นลอย บุรุษในชุดฮว๋าฝูผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างสง่างาม
ลมพัดมาเป็ครั้งเป็คราว พัดชายชุดให้ปลิวไสว ดวงหน้างดงามเงียบขรึมค่อยๆ เงยขึ้นทอดมองไปไกล
ทิศทางนั้น เมฆบางม้วนตัว ทว่ากลับไม่แตกกระจาย...
ริมฝีปากเหยียดออกในพริบตา ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเ็า ทำให้ผู้คนอยากจะถอยห่างออกไปนับพันลี้
ในฐานะที่เป็รัชทายาทย่อมมีเื่มากมายที่ไม่สามารถทำตามใจได้ กระทั่งสตรีที่ตนเองชอบก็ยังไม่อาจแตะต้อง เส้นทางเบื้องหน้ายิ่งถูกจัดเตรียมไว้ดีแล้ว ไม่มีทางให้ตนเองได้เลือก ราวกับมีพันธนาการมากมายอยู่บนร่าง ทำให้เขาพลันหายใจไม่ออก
เสียงฝีเท้ากระวนกระวายดังขึ้น มีขันทีผู้หนึ่งค้อมกายก้าวเข้ามา “ฝ่าา ได้เวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อย่างไรก็ตาม บุรุษงดงามที่ยืนอยู่ข้างรั้วแกะสลักกลับไม่มีปฏิกิริยาเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้ชายเสื้อถูกลมพัดปลิวไสวไปมา
ขันทีไม่กล้าเข้าไป ใบหน้าลำบากใจยิ่งขึ้น “ฝ่าา ฮองเฮาคงจะส่งคนมาเร่งรัดแล้ว...”
บุรุษผู้นั้นยังคงยืนอยู่ ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ
เนิ่นนานผ่านไป ตงฟางซวี่จึงหันกายมา ดวงตางดงามดั่งดวงดาราราวกับมีไฟลุกโชน “ไปเถอะ!”
ขันทีก้มหน้าตอบ “พ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นจึงรีบนำทางไป
บนถนนภายในวัง รถม้าของจวนชางหรงโหวมาถึงพระราชวังเป็คันสุดท้าย
ในยามที่อวิ๋นซูก้าวลงมา รอบข้างเต็มไปด้วยความเงียบงัน เมื่อมองไปพบว่ารถม้าแต่ละคันล้วนว่างเปล่า บรรยากาศเย็นะเืเฉกเช่นอารมณ์ของนางในยามนี้
ค่อยๆ เดินไปบนเส้นทางที่ปูด้วยหินอันเย็นเยียบ ในสมองของอวิ๋นซูคิดถึงคำพูดของตงฟางซวี่ ตลอดจนดวงตาอันจริงจังที่เขามองมา
จิตใจของนางพลันสั่นไหว
อวิ๋นซูรู้ว่าตนเองอาจจะทำร้ายเขาแล้ว แต่ในใจของนาง ตงฟางซวี่เป็เพียงสหายร่วมอุดมการณ์เท่านั้น เขาเองก็ไม่ควรจะถูกความรู้สึกระหว่างบุรุษและสตรีทำให้จิตใจว้าวุ่น เขาจำเป็ต้องทราบว่าแคว้นเฉินในวันนี้ยืนอยู่บนตำแหน่งใด และยิ่งต้องเข้าใจกระจ่างถึงอันตรายในยามนี้
ส่วนตําแหน่งพระชายารัชทายาท ไม่อาจเป็นางได้โดยเด็ดขาด
สิ่งที่เขา้าก็คือตัวเลือกที่มีพื้นเพยิ่งใหญ่ที่มีความสามารถหนุนหลัง สามารถช่วยเหลือเขาได้ และสามารถร่วมหัวเราะมองใต้หล้าไปด้วยกันกับเขา เพียงแต่คนผู้นั้นจะต้องไม่ใช่ตนเองโดยเด็ดขาด
เมื่อกำลังจะเข้าประตูวัง ชุนเซียงที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะมองไปยังเ้านายของตนอย่างระมัดระวัง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าคุณหนูเปลี่ยนไป
หรือจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างนางกับรัชทายาท?
ชุนเซียงคาดเดาไม่ออก อย่างไรก็ตามวันนี้เป็วันคัดเลือกพระชายารัชทายาท ในใจของนางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดหวัง
ก่อนหน้านี้ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกนางไปเป็การส่วนตัว ้าให้นางสังเกตปฏิกิริยาของคุณหนูตลอดจนรัชทายาทในงานคัดเลือกพระชายา นี่ไม่ใช่แสดงให้เห็นว่าฮูหยินผู้เฒ่า้าให้คุณหนู...
ยิ่งไปกว่านั้นชุนเซียงเองก็รู้สึกว่ารัชทายาทอาจจะมีใจให้คุณหนู เพียงแต่นางมองความคิดของคุณหนูของตนไม่ออก ตกลงคุณหนู้าตำแหน่งนี้หรือไม่?
ชุนเซียงรู้สึกว่าตนเองไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่กำลังใคร่ครวญอยู่นั้น ทั้งสองก็เข้ามาสู่สวนบุปผาหลวงของพระราชวงศ์แล้ว
เสียงดนตรีคลอเคลียดังเข้าหู ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับอยู่ในแดน์
ภายในสวนบุปผามีร้อยบุปผาประชัน ม่วงคราม เขียวฟ้า ชมพูแดง หลากหลายสีสัน งดงามบาดตา
ผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายแต่งกายงดงาม พูดคุยหัวเราะด้วยท่วงท่ากิริยาดูคล้ายมิตั้งใจ แต่ความจริงกลับเสริมเติมแต่ง กระทั่งรอยยิ้มบนใบหน้า ตลอดจนท่วงท่าอันงดงามไร้การเสแสร้ง ยิ่งส่งเสริมให้งดงามราวบุปผา
ชุนเซียงหันไปมองการแต่งกายของอวิ๋นซูในวันนี้ ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่สงบ คุณหนูเองก็ต้องงามสง่ามากกว่าเ็าแล้วกระมัง?
อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนนึกอย่างละเอียด ชุนเซียงยิ่งรู้สึกว่านี่เป็สิ่งที่มีเหตุผล ในเมื่อภรรยาเอกอย่างเหลยซื่อจากไปไม่นาน คุณหนูไม่ควรจะสวมใส่ชุดที่สดใสจนเกินไป เฮ้อ...เพียงแต่น่าเสียดายที่วันนี้เป็วันสำคัญ หากคุณหนูของตนแต่งกายขึ้นมาจะต้องชนะคุณหนูเหล่านี้เป็ร้อยเป็พันเท่าอย่างแน่นอน
“พี่ซู...” เสียงหัวเราะอันสดใสดังแว่วมา เงาร่างเล็กๆ ของเฟิ่งหลิงวิ่งเข้ามาราวกับโผทะยาน
“ยังคิดว่าวันนี้พี่ซูจะไม่มาเสียแล้ว!” เฟิ่งหลิงออดอ้อน อวิ๋นซูหัวเราะเบาๆ มองไปด้านหลังของนางอย่างมิตั้งใจ
นางตกตะลึง ตอนนี้จึงเพิ่งพบว่าตนเองกำลังมองหาเงาของคุณชายสามเฟิ่งหลิงโดยไม่รู้ตัว
เมื่อคิดถึงบุรุษผู้นั้น อวิ๋นซูพลันขมวดคิ้ว ดวงตาเ็าของเขาในยามนั้นปรากฏขึ้นในหัว ทำให้มือของอวิ๋นซูที่จับกุมมือของเฟิ่งหลิงคลายออก
เฟิ่งหลิงเงยหน้าอย่างสงสัย “พี่ซู?”
ในตอนนี้ อู๋ฮุ่ยอวิ๋นที่ถูกทุกคนห้อมล้อมค่อยๆ เข้ามา บนศีรษะประดับไปด้วยปิ่นงดงาม ส่งเสียงระรื่นหู
สายตาของนางตกอยู่บนใบหน้าของอวิ๋นซู จากนั้นจึงหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ระยะนี้สบายดีหรือไม่เ้าคะ?”
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้น ย่อมมิพลาดประกายแห่งความเป็ศัตรูชั่วพริบตาหนึ่งในดวงตาของนาง อย่างไรก็ตาม นางกลับไม่ได้กล่าวอะไร ทำเพียงแย้มยิ้มกลับไป บริเวณคิ้วมีกลิ่นของดอกกล้วยไม้กระจายอยู่บางๆ
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นยังคงยิ้มบางๆ เพียงแต่มือในแขนเสื้อจิกลงเบาๆ
“หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ได้ข่าวว่าเหลยซื่อสิ้นแล้ว ท่านคงต้องไว้ทุกข์...”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน...”
“หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ต้องรักษาสุขภาพร่างกายไว้ อย่าได้เสียใจจนเกินไป!”
คุณหนูข้างกายของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นพากันพูดขึ้นคนละประโยคเพื่อ่ชิงความสบายใจ ในคำพูดล้วนดูดีมีความรู้
อย่างไรก็ตาม พวกนางกลับกำลังกล่าวเตือนอวิ๋นซูว่ามารดาเพิ่งจะจากไป นางไม่ยอมไว้ทุกข์อย่างกตัญญู กลับมาแย่งชิงตำแหน่งของพระชายารัชทายาท ควรจะเงียบสงบลงบ้าง
อวิ๋นซูยิ้มบาง ยังคงไม่กล่าวอะไร
เดิมทีวันนี้อวิ๋นซูไม่ได้วางแผนว่าจะมาเข้าร่วม เพียงแต่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวว่าเป็การเชื้อเชิญจากฮองเฮา ยิ่งไปกว่านั้นนางยังมีตำแหน่งเสี้ยนจู่อยู่บนตัว ดังนั้นต่อให้เข้าร่วมก็ไม่ตกเป็ขี้ปากของชาวบ้าน
แต่สิ่งที่อวิ๋นซูสนใจก็คือ ตนเองปฏิเสธรัชทายาทไปแล้ว หากทั้งสองได้พบหน้ากันอีกเกรงว่าจะกระอักกระอ่วนไม่น้อย
นางรู้สึกว่าวิธีการที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือการไม่พบหน้ารัชทายาทชั่วคราว รอให้อารมณ์สงบลงก่อน ตนเองจึงค่อยๆ ชี้นำเขา และให้เขาปล่อยวางเื่นี้ มองเื่ของแว่นแคว้นเป็สำคัญ
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า สุดท้ายนางก็ไม่อาจหลบเลี่ยง
เฟิ่งหลิงไม่ชอบใบหน้ายิ้มอันเสแสร้งของคุณหนูเหล่านี้ยิ่งนัก ปรายตามองไปยังท่าทางของอวิ๋นซู จากนั้นจึงดึงมือของนาง “พี่ซู พวกเราไปเถิด ที่นี่อากาศไม่ดีเลย ทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดนัก”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของคุณหนูทุกคนเปลี่ยนไป ยังไม่ทันได้กล่าวคำใดก็เห็นว่าคนทั้งสองเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง พริบตานั้นจึงพากันกัดฟันอดกลั้นความโกรธเอาไว้เต็มหน้า
จากนั้นจึงพากันวิจารณ์อย่างอุกอาจขึ้นมา
“คุณหนูเจ็ดเฟิ่งผู้นี้ จะหยิ่งทะนงเกินไปแล้ว ไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาเลย!”
“ใช่แล้ว ตามความเห็นของข้า เป็พี่อู๋ที่เหมาะสมกับตําแหน่งพระชายารัชทายาทที่สุด!”
“ข้าเองก็คิดเช่นนี้ คุณหนูหกจวนชางหรงโหวนั่นไม่มีลักษณะของความเป็มารดาเลยแม้แต่น้อย!”
“หึ ดูท่าทางนั้นของนางเถิด ไม่คิดเลยว่าวันนี้เป็วันอะไร อาภรณ์เช่นนั้นก็ยังกล้าใส่เข้าวังมาอีก ไม่เห็นพระราชพิธีของราชวงศ์อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย”
“ก็ใช่น่ะสิ ท่าทางของนางเมื่อเทียบกับพี่อู๋แล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหว!!”
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นในตอนนี้ค่อยๆ เก็บสายตากลับมา บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มถ่อมตัว “น้องสาวทั้งหลายอย่าได้พูดจาขบขันเลย ไปกันเถิด พวกเราก็ควรจะเข้าไปได้แล้ว อย่าให้เวลายืดเยื้ออีกต่อไป”
ในตอนนี้ทุกคนต่างจัดเสื้อผ้าอาภรณ์กันให้เรียบร้อย ปรากฏรอยยิ้มงดงามอ่อนโยนไร้พิษภัยบนใบหน้า
พิธีคัดเลือกพระชายาจัดที่นอกตำหนักฮวาหรงซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถรับรองผู้คนได้จำนวนมาก มีเวทีเป็ใจกลาง ที่นั่งจัดเรียงเป็แถวเรียงหนึ่งตามปกติ ด้านข้างของแต่ละตำแหน่งที่นั่งมีกระถางดอกไม้อันงดงามเรียงราย บนโต๊ะหน้าที่นั่งเต็มไปด้วยขนมเลิศรส ตลอดจนสุราชั้นเลิศอันหอมกรุ่น
ฉากที่ยิ่งใหญ่อลังการถึงเพียงนี้ ไม่แพ้วันพระราชพิธีเฉลิมฉลองของแคว้นเลย เห็นได้ว่าราชวงศ์ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพระชายารัชทายาทในครั้งนี้มาก และสามารถกล่าวได้ว่าให้ความสำคัญกับตัวเลือกพระชายารัชทายาทในครั้งนี้เพียงใด
ท่ามกลางเสียงดนตรีที่บรรเลงอย่างต่อเนื่อง ทุกคนค่อยๆ เข้าประจำที่
ในตอนนี้เอง ผู้มีสายตาเฉียบแหลมสังเกตเห็นว่าใต้ที่นั่งประธานยังมีที่นั่งอีกตำแหน่งหนึ่ง ที่นั่งเคลือบเงาดูไม่เหมือนที่นั่งอื่นๆ และไม่ได้เป็ของพระราชวงศ์ท่านใด เมื่อเบนสายตาขึ้นมองบริเวณตำแหน่งที่ว่างไปนั้น งดงามตระการตายิ่ง
พริบตานั้น ทุกคนต่างพากันคาดเดา
