“เสด็จแม่โปรดทรงอย่าเข้าใจผิด ลูกเพียงคิดว่าคุณหนูหกผู้นี้พิเศษนัก แม้ว่านางจะเติบโตมาจากชนบท ทว่ากลับมีความสามารถมาก อืม...วิชาแพทย์ของนางไม่เลวเลย เื่ต่างๆ ก็จัดการได้เหมาะสม”
แม้รัชทายาทจะกล่าวว่าไม่ให้ตนเข้าใจผิด ทว่าฮองเฮาจะฟังความรู้สึกดีๆ ที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขาไม่ออกได้อย่างไร เป็บุตรีอนุภรรยา? ต่อให้มีวิชาแพทย์ดีแล้วอย่างไร พระชายาของรัชทายาทจำต้องเป็ผู้สูงศักดิ์ที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถและคุณธรรม สิ่งที่ครอบครัวราชวงศ์เช่นพวกเขา้ามิใช่หมอหลวง น่าเสียดาย หากนางเป็บุตรีภรรยาเอกก็คงดี
อย่างไรก็ตาม หาได้ยากนักที่รัชทายาทของตนจะเกิดความรู้สึกดีเช่นนี้กับสตรีนางหนึ่ง ดูแล้วนางคงต้องขอพบหน้าคุณหนูหกของชางหรงโหวผู้นี้ดูสักครั้ง
...
วันพระราชพิธีเฉลิมฉลอง รถม้าอันหรูหราจอดรออยู่หน้าจวนโหว หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสวมชุดฮว๋าฝูสีชมพู ช่วยขับเน้นใบหน้างดงามราวดอกท้อของนาง เมื่อคืนท่านแม่กำชับให้นางทิ้งเื่ราวในหลายวันมานี้ออกไปจากหัวเสียให้หมด และจดจ่อกับงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองในวันนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจะต้องสร้างความประทับใจลึกซึ้งให้แก่รัชทายาทและฮองเฮาให้จงได้
นอกจากนี้ ต้องทำให้คุณหนูคนอื่นๆ ทราบว่านาง หลิ่วอวิ๋นฮว๋า เป็ตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับตำแหน่งพระชายาของรัชทายาท วันนี้ต้องแสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่ร่ำเรียนมาหลายปีออกมาให้หมด การเปิดตัวที่ดีเป็พื้นฐานของความสำเร็จ อย่าให้เื่ของหลิ่วอวิ๋นซูมีผลกระทบต่อการแสดงความสามารถของนางอย่างเด็ดขาด
ชางหรงโหวแต่งกายสมฐานะ กำลังกำชับอะไรบางอย่างกับพ่อบ้านชรา หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสูดหายใจลึกๆ ครั้งหนึ่งแล้วจึงเดินเข้าไป “ท่านพ่อ”
ท่วงท่าของนางถูกต้องงดงาม ชางหรงโหวหันมามองอย่างใส่ใจ จากนั้นจึงแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ “ดี”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารู้สึกยินดี ท่านพ่อที่เคร่งขรึมของนางปรากฏแววตาชื่นชม นี่ช่วยทำให้นางมีความมั่นใจมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าชางหรงโหวกลับกล่าวขึ้นอีกประโยคหนึ่ง “รอน้องหกของเ้ามาก็ออกเดินทางได้”
“...” อะไรนะ? คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร หรือว่า...
จริงดังคาด ตอนที่เห็นอวิ๋นซูเดินออกมาจากด้านใน หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารู้สึกว่าเืในกายของตนเย็นเยียบ นังสารเลวนี่จะไปร่วมงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองด้วยกันกับนางหรือ? นี่...นี่จะให้นางยอมรับได้อย่างไร?!
ไม่รอให้นางคัดค้าน ชางหรงโหวก็พยักหน้าให้อวิ๋นซูแล้ว ด้านนอกมีรถม้าจอดรออยู่สามคัน ให้คุณหนูทั้งสองแยกกันไป ราวกับ้าบอกทุกคนว่าจวนชางหรงโหวของพวกเขาปฏิบัติต่อบุตรีอนุภรรยาอย่างไม่แบ่งแยก
“คุณหนูรองเ้าคะ รีบขึ้นรถม้าเถิด!” สาวใช้ข้างๆ เร่งรัดนาง หลิ่วอวิ๋นฮว๋ากำมือที่อยู่ในแขนเสื้อแน่น หากนี่เป็ความคิดของท่านพ่อ แล้วตนเองแสดงออกว่าไม่พอใจแม้เพียงนิด จะต้องทำให้ท่านพ่อมีโทสะเป็แน่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น นังสารเลวนั่นใช้วิธีชั่วร้ายอะไรกัน?!
ขบวนของจวนโหวมุ่งหน้าไปสู่ทิศทางของพระราชวังแคว้นเฉินอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร บุคคลภายในรถม้าทั้งสามต่างก็มีความคิดเป็ของตนเอง
...
พระราชวังแห่งแคว้นเฉินเต็มไปด้วยความคึกคัก เหล่าขุนนางทยอยกันเข้าสู่ประตูวังไม่ขาดสาย
แสงสีทองส่องกระทบลงบนหลังคากระเบื้อง สะท้อนประกายแวววาวเป็สีสันต่างๆ ราวกับอัญมณี ชั่วประเดี๋ยวเดียวท้องฟ้าพลันแปรเปลี่ยนเป็สดใส เหล่าดอกไม้ใบหญ้าที่เรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบภายใต้ท้องฟ้าสีครามก็ดูพร่างพรายเป็พิเศษ
ในมือเหล่าข้าราชบริพารถือขนมและเหล้าชั้นยอดเดินขวักไขว่ท่ามกลางผู้คนไม่หยุดหย่อน นี่อาจมิใช่งานพระราชพิธีเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทว่ากลับเป็งานที่ทำให้ผู้คนตึงเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์
เหล่าสตรีสูงศักดิ์ของเหล่าขุนนางคนสำคัญถูกจัดเตรียมให้อยู่ในสวนดอกไม้หลวง พวกนางต่างแต่งกายงดงาม แสร้งทำเป็ไม่ทราบว่าเป้าหมายที่ตนมาในวันนี้ก็เพราะ้าสร้างความประทับใจให้รัชทายาท เนื่องจากอีกไม่นานจะถึงวันคัดเลือกพระชายาของรัชทายาท ผู้ใดจะคว้าตำแหน่งนั้นไว้ได้ก็ต้องดูฝีมือในวันนี้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ แต่ละคนจึงแสดงจุดเด่นของตนออกมาอย่างสุดความสามารถ ท่าทางงดงามหลากหลาย
เพียงไม่นาน สวนดอกไม้หลวงที่เดิมทีเต็มไปด้วยความคึกคักแห่งนี้พลันเงียบลงทันทีหลังจากที่อวิ๋นซูเดินเข้ามา
เมื่อครู่พวกนางได้ยินบุตรีภรรยาเอกของชางหรงโหวพูดว่า นางเป็บุตรีอนุภรรยาที่ใช้วิธีการบางอย่างทำให้มาร่วมงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองได้ ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย บุตรีอนุภรรยาที่ไร้ความสำคัญคนหนึ่ง้าเทียบชั้นกับบุตรีภรรยาเอกหรือ?
พริบตาเดียว สายตาของทุกคนปรากฏแววเหยียดหยามออกมา
อวิ๋นซูทำเพียงถอนหายใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง ดวงตาอันงดงามกวาดมองไปยังใบหน้าของทุกคนอย่างเรียบเฉย ในใจค่อยๆ เกิดอารมณ์เย้ยหยันขึ้น ทิวทัศน์งดงามละลานตาเช่นนี้ ชาติที่แล้วนางเจอมามากเกินพอ ล้วนแต่เป็พวกมักใหญ่ใฝ่สูงทั้งนั้น ความทรงจำล่องลอยไปสู่วันวาน เวลาผันผ่านสถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไป ในเบื้องลึกของหัวใจของอวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มอย่างขมขื่น...
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูกลับไม่สนใจสถานการณ์ที่เป็อยู่โดยรอบแม้แต่น้อย ชุดสีฟ้าเหลือบเงินทำให้ผิวขาวราวหิมะของนางยิ่งขาวกระจ่าง ความเรียบเฉยบนใบหน้าประดุจดั่งดอกกล้วยไม้หายาก ทำให้ผู้คนละสายตาไม่ได้
สตรีมิแย้มยิ้ม กลับงามพริ้งดั่งบุปผา แม้นมวลผกายังมิอาจเอาชัย
ยกมือขึ้นปัดกลีบดอกไม้ที่ลอยล่องมากับสายลมเป็บางครั้ง ต่อให้นางไม่พูดไม่จา ทว่ากลับงามเพริศพริ้งมากล้นด้วยเสน่ห์ราวกับเซียนตก์ก็มิปาน
ยามนี้ ภาพอันงดงามตกอยู่ในสายตาของทุกคน พลันบังเกิดแววตาเสียดแทง ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้มีเสียงแห่งความไม่พอใจแว่วมา “ดูสิ นั่นคือคุณหนูหกแห่งจวนชางหรงโหว ได้ยินมาว่าเพิ่งจะถูกรับกลับเมืองหลวงเมื่อไม่นานมานี้”
“จริงหรือ? มิน่าเล่าถึงได้ดูไม่เหมือนลูกหลานสกุลใหญ่”
“ใช่ไหมเล่า ได้ยินว่าตอนที่จวนชางหรงโหวไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ถูกโจรล้อมที่กลางเขา ดูเหมือนจะเป็คุณหนูหกผู้นี้ที่ใช้ยาพิษฆ่าหัวหน้าโจรได้ โเี้นัก สตรีจากครอบครัวชั้นสูงทำเื่เช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกัน”
“ดังนั้นข้าจึงเกลียดลูกอนุพวกนี้เป็ที่สุด แต่ละคนล้วนจิตใจชั่วร้าย!”
...
และอื่นๆ อีกมากมาย...
ถึงแม้ว่าพวกนางจะวิจารณ์เหยียดหยามนางเช่นนี้ ทว่าในความคิดของอวิ๋นซู คำพูดซุบซิบเหล่านี้ก็เป็เพียงแค่คำพูดระบายความโกรธเท่านั้น
อวิ๋นซูมองไปยังทิศทางหนึ่งอย่างสงบนิ่ง จะอย่างไรนางก็มาแล้ว ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมเป็สิ่งที่อยู่ในความคาดหมาย ไม่มีอะไรต้องตื่นตระหนกใ
อย่างไรก็ตาม ไม่ทันรอให้นางหาตำแหน่งที่เหมาะสมในงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองพบ บนใบหน้าของเหล่าคุณหนูที่เดิมทียังพูดจาเสียดสีก็ต้องค่อยๆ กลายเป็ตกตะลึงแล้วแย้มยิ้มอย่างเขินอาย จากนั้นจึงรีบจัดเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับอันหรูหรามีค่าบนร่างของตนให้เรียบร้อย พยายามสงบใจที่กระสับกระส่าย มองไปยังทิศทางหนึ่งอย่างแฝงไปด้วยความรู้สึก
ที่แท้ยามนี้มีบุรุษจำนวนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในสวนดอกไม้หลวง
ผู้เดินนำหน้าคือรัชทายาท พวกเขากำลังมองมายังทิศทางนี้อยู่พอดี รัชทายาทเห็นอวิ๋นซูแต่ไกล ดวงตาสีดำราวหมึกหรี่ลงเล็กน้อย แล้วจึงพยักหน้าทักทายนาง
ท่าทางของอวิ๋นซูเรียบเฉย ต่อให้มองอารมณ์ใดๆ ไม่ออก แต่อย่างไรก็ยังคงก็มีอาการบอกใบ้
ทว่าเฟิ่งฉีกลับเป็คนแรกที่ทะยานร่างไปตรงหน้าอวิ๋นซู เขามีใบหน้างดงามพลันดึงดูดความสนใจจากคุณหนูไม่น้อย น่าสงสารอวิ๋นซูที่ต้องกลายเป็เป้าความอิจฉาของทุกคนอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น มีคนถูกภาพเหตุการณ์นี้ทำให้โกรธจนแก้มแดง ซึ่งล้วนเป็เหล่าตรีในห้องหอที่ทนต่อการยั่วเย้าในครั้งนี้ไม่ไหว
“คุณหนูหกมาด้วยหรือ?” เฟิ่งฉีเห็นอวิ๋นซูอยู่คนเดียวจึงกลัวว่านางจะว่างเกินไป ไม่ได้คิดเลยว่าการกระทำของตน จะนำพาคำวิพากษ์วิจารณ์มาสู่ตัวนางมากยิ่งขึ้น สำหรับสตรีที่พี่สามหยุดคิดถึงไม่ได้ผู้นี้ เขารู้สึกถูกใจขึ้นทุกวัน
“อืม สวัสดีเ้าค่ะคุณชายสี่เฟิ่ง!” อวิ๋นซูรักษาระยะห่างจากเขาอย่างแเี เห็นได้ถึงท่าทางอันห่างเหินมากด้วยมารยาทอย่างชัดเจน ทุกสายตากำลังเพ่งมองมา นางไม่อยากให้ตนเองถูกจับจ้องมากไปกว่านี้
หลิ่วอวิ๋นเฟิงเห็นคุณชายสี่เฟิ่งวิ่งไปหน้าน้องหกของตน เห็นสีหน้านางไม่ดีนัก กลัวว่าจะทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จึงรีบตามไป
ทว่าการปรากฏตัวของหลิ่วอวิ๋นเฟิงทำให้เหล่าคุณหนูสูงศักดิ์รู้สึกเบิกบานใจขึ้นมาอีกครั้ง นั่นคือบุตรชายภรรยาเอกแห่งจวนชางหรงโหว เื่ฐานะสูงส่งคงไม่ต้องพูดถึง ได้ยินมาว่าเขาเป็ผู้นำองครักษ์ไปล้อมปราบโจรูเาที่โเี้ด้วยตนเอง วันนี้ได้มาเห็นตัวจริง ช่างหล่อเหลาองอาจยิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้ภายในสวนดอกไม้หลวงจึงเกิดความฮือฮาขึ้นอีกครั้ง สีหน้าท่าทางของคุณหนูสูงศักดิ์แต่ละคนล้วนแปลกประหลาด จัดเสื้อผ้าการแต่งกายของตนอย่างละเอียดลออมากยิ่งขึ้น ด้วยหวังว่าเหล่าบุรุษอันโดดเด่นจะพาสายตาของเขามาประทับอยู่บนร่างของตน แม้ว่าคนสำคัญในวันนี้จะเป็รัชทายาท แต่คุณชายหลายท่านตรงหน้านี้ล้วนเป็ัในหมู่คน! พระชายาขององค์รัชทายาทมีได้เพียงหนึ่ง ดังนั้นการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ถือเป็เื่จำเป็
“อวิ๋นซู ชุดของเ้าวันนี้ใส่ให้พี่สามดูโดยเฉพาะใช่หรือไม่? เยี่ยมไปเลย เ้าถึงกับรู้ว่าพี่สามชอบสีฟ้าเหลือบเงิน” ปากของเฟิ่งฉีราวกับหยาดน้ำผึ้ง หากผู้อื่นทำเฉกเช่นที่เขาทำ นับว่ามากเกินไปอยู่บ้าง
“...” คุณชายสี่เฟิ่งผู้นี้ กำลังหาเื่ให้นางใช่หรือไม่? เหตุใดจึงไปเรียนรู้มาจากคุณหนูเจ็ดเล่า มือของอวิ๋นซูที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่น รอยยิ้มบนใบหน้าเต็มไปด้วยมารยาท ทั้งๆ ที่นางเกรงใจอย่างเห็นได้ชัดขนาดนี้ คนผู้นี้กลับยิ่งกระตือรือร้นขึ้นมา
ใบหน้างดงามหล่อเหลาของเฟิ่งฉีเคลื่อนเข้ามาใกล้ มองใบหน้าขาวนวลของอวิ๋นซูอย่างดีอกดีใจพลางกระซิบด้วยท่าทางลึกลับ “น่าเสียดายที่พี่่สามของข้าไม่ได้มา แต่อย่างไรก็คงจะชอบมากนั่นแหละ! หรือว่าเ้าก็อยากพบพี่่สามของข้าเป็พิเศษ?”
แม้ว่าระหว่างพวกเขาจะไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง แต่สภาพเช่นนี้เมื่อตกอยู่ในสายตาของเหล่าคุณหนูจึงรู้สึกว่าคลุมเครืออยู่มาก
ใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นเฟิงเคร่งขรึมขึ้นโดยพลัน ยกมือขึ้นดึงใบหน้าหล่อเหลาที่แทบจะแนบติดนางให้ออกมา “คุณชายสี่เฟิ่ง! เสียมารยาทแล้ว!”
อวิ๋นซูกลับสงบเยือกเย็นตรงกันข้ามกับความเคร่งขรึมของหลิ่วอวิ๋นเฟิง นางผ่อนลมหายใจยาว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดภายในหัวจึงได้คิดถึงคำพูดของเฟิ่งหลิงก่อนหน้านี้ ที่กล่าวว่าพวกเขาจะได้พบกันเร็วๆ นี้ ที่แท้คุณชายสามก็ไม่ได้มา แต่ก็คงต้องเป็เช่นนั้น คุณชายสามที่ป่วยกระเสาะกระแสะอ่อนแอในสายตาผู้อื่น หากปรากฏตัวออกมาในสถานที่ที่วุ่นวายเช่นนี้ก็แปลกแล้ว
เฟิ่งฉีแกะมือที่จับหน้าเขาออกแล้วกล่าวว่า “เ้าทำอะไร? นี่...ข้ายังพูดไม่จบเลยนะ!”
หลิ่วอวิ๋นเฟิงหันไปดึงเขาเดินออกไปนอกสวนดอกไม้หลวงอย่างแยบยล เฟิ่งฉีแสร้งทำให้เป็ดีดดิ้นสองสามครั้งแล้วจึงโบกมือให้อวิ๋นซูที่ไม่ได้ตอบโต้เขาเลย ะโว่า “อวิ๋นซู พี่สามของข้าชอบสีฟ้าเหลือบเงินที่สุด! จริงๆ นะ!”
ในใจของอวิ๋นซูเอือมระอาคนผู้นี้เป็อย่างยิ่ง...
ตอนนี้เอง นางข้าหลวงใหญ่ในตำหนักของฮองเฮาเดินมาตรงหน้าอวิ๋นซูแล้วกล่าวถาม “ไม่ทราบว่าคุณหนูคือคุณหนูหกแห่งจวนางหรงโหวใช่หรือไม่เ้าคะ?”
ทว่าตอนนี้สวนดอกไม้หลวงเพิ่งถูกเฟิ่งฉีก่อกวนไป อวิ๋นซูจึงยิ่งตกเป็เป้าของผู้คนมากขึ้นไปอีก นางยืนขึ้นอย่างเฉยเมย “ผู้น้อยเองเ้าค่ะ” ข้าหลวงใหญ่พานางจากไปท่ามกลางสายตาผู้คน
นอกสวนดอกไม้หลวง เฟิ่งฉีที่ยังไม่ยินยอมจากไปเห็นอวิ๋นซูเดินตามนางข้าหลวงไปจึงสงบลง สะกิดหลิ่วอวิ๋นเฟิงที่กำลังลากตนอยู่ “คนเมื่อครู่นี้เป็นางข้าหลวงในตำหนักฮองเฮาหรือ?”
สายตาของหลิ่วอวิ๋นเฟิงมองไปยังทิศทางของน้องหกของตนด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “ดูเหมือนจะใช่”
ทั้งสองอยู่ในสายตาของรัชทายาทที่ยืนอยู่ด้านข้างมาตลอด ไม่ทราบว่าฮองเฮาเรียกตัวอวิ๋นซูไปตอนนี้เพราะอะไรกันแน่
มุมปากของรัชทายาทยกยิ้มอย่างไม่ชัดเจนนัก จนกระทั่งเงาร่างในชุดสีฟ้าเหลือบเงินนั้นหายไปในระเบียงวัง จึงเก็บสายตากลับ เมื่อหันกลับมาปรากฏเพียงความเบื่อหน่ายอย่างเลือนราง
ข้างหูเต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าสตรี บุรุษกลุ่มนี้สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ไม่รั้งอยู่อีก
