ตงฟางซวี่ในยามนี้เห็นบรรยากาศอันคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยบนร่างของอวิ๋นซู “เพราะเหตุใด เ้ากับเสด็จแม่จึงได้กล่าวเหมือนกัน”
เขาคิดว่านางจะเข้าใจเขาได้
อวิ๋นซูเข้าใจดี บางทีเื่นี้ เหตุผลต่างๆ ที่นางกล่าวไม่อาจทำให้เขาเข้าใจได้ เช่นนั้น...
“ขออภัยเพคะ น้ำใจของฝ่าาอวิ๋นซูรับรู้แล้ว เพียงแต่นอกเหนือไปจากนี้ อวิ๋นซูไม่อาจตอบรับฝ่าาได้ หากฝ่าายังยืนกรานเช่นนั้น อวิ๋นซูและฝ่าาคงไม่อาจเป็ได้กระทั่งสหาย”
“เพราะเหตุใด เ้า...เ้าเกลียดข้าหรือ?”
ตงฟางซวี่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอวิ๋นซูจะตอบปฏิเสธอย่างเด็ดขาดถึงเพียงนี้ ไม่ควรจะเป็เช่นนี้ เขาคิดว่าอย่างน้อยตนเองจะต้องมีฐานะในใจของนางบ้างเป็แน่
“ไม่ใช่เพคะ อวิ๋นซูทราบว่ารัชทายาทเป็ความสุขของประชาชนแคว้นเฉิน และเพราะเหตุนี้ อวิ๋นซูจึงทุ่มเทแรงใจช่วยเหลือฝ่าาด้วยเจตนาเช่นนี้เพียงอย่างเดียว อวิ๋นซูไม่อาจเหมาะสมกับฝ่าาได้ และตำแหน่งพระชายารัชทายาทไม่เหมาะสมกับอวิ๋นซู ขอฝ่าาโปรดคิดให้รอบคอบ เห็นแว่นแคว้นเป็สำคัญ”
เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเ็ปของบุรุษตรงหน้า อวิ๋นซูจึงมีท่าทางอ่อนลง
“ฝ่าาเพคะ อย่าได้ทำอวิ๋นซูผิดหวัง ฝ่าาจำเป็ต้องนำแคว้นเฉินเดินไปสู่เส้นทางอันรุ่งโรจน์ มิเช่นนั้นวันข้างหน้าแคว้นเฉินจะต้องล่มสลายภายใต้การเหยียบย่ำของผู้อื่น รอให้ถึงวันที่ฝ่าาคิดได้กระจ่างชัด อวิ๋นซูและฝ่าายังคงเป็สหายที่ดีต่อกันเพคะ”
อวิ๋นซูหันกายเดินจากไปโดยทิ้งประโยคนี้ไว้ ตงฟางซวี่รีบลุกขึ้น คว้าข้อมือของนางอย่างรวดเร็ว “อวิ๋นซู...”
อย่างไรก็ตาม ดวงตาที่เขาสบคู่นั้นมีความเ็าที่ไม่อาจลืมเลือนไปตลอดกาล
“อวิ๋นซูมีคำพูดจะกล่าวเพียงเท่านี้ ขอฝ่าาทรงรักษาพระวรกาย จนกว่าฝ่าาจะตระหนักได้ถึงความรับผิดชอบ อวิ๋นซูจะไม่มาพบฝ่าาอีก”
กลางฝ่ามือพลันเกิดความเ็ป ตงฟางซวี่ปล่อยมืออย่างตกตะลึง เพียงพริบตาเดียว เงาร่างนั้นก็หายไปจากประตูห้องที่เปิดกว้าง ฝ่ามือของเขาเริ่มปรากฏรอยสีม่วงจางๆ
ความหมายของนางก็คือ ระหว่างพวกเขาเป็ได้เพียงสหายหรือ? นี่มัน...เพราะเหตุใด?!
ริมแม่น้ำ
อวิ๋นซูยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอย่างสงบ จนกระทั่งเห็นบุรุษผู้นั้นออกมาจากเหลาอาหารและหายเข้าไปในฝูงชน จึงได้ถอนใจออกมา
น่าเสียดายจริงๆ หรือว่านางจะสูญเสียสหายร่วมอุดมการณ์ไปอีกผู้หนึ่ง?
นี่เป็สิ่งที่อวิ๋นซูไม่อยากเห็น จะอย่างไรรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินยังอ่อนเยาว์เกินไป ไม่สามารถเข้าใจชัดเจนระหว่างเื่ของแว่นแคว้นและเื่ส่วนตัวระหว่างชายหญิง ยิ่งไปกว่านั้น ความรักของจักรพรรดิเป็สิ่งที่เปราะบางที่สุด เมื่อผ่านประสบการณ์อันทุกข์ทรมานมาหนึ่งชาติภพแล้ว อวิ๋นซูยิ่งไม่เต็มใจจะเหยียบย่างเข้าไปในวังหลังแม้เพียงครึ่งก้าว ต่อให้อีกฝ่ายจะจริงใจเพียงใดก็ตาม นางไม่มีทางสลัดเงามืดของ่เวลาที่ถูกขังอยู่ในคุกเหล็กในพระราชวังแคว้นอี้ออกไปได้
และนี่ก็เป็ดั่งกำแพงหินที่สกัดกั้นระหว่างนางและตงฟางซวี่ที่แข็งแกร่งที่สุดจนไม่อาจทลายลงได้
ไม่ นางจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เมื่อกวาดสายตามองไป ตงฟางซวี่เป็องค์ชายที่มีอนาคตมากที่สุดในแคว้นเฉิน องค์ชายท่านอื่นล้วนไม่มีความสามารถและความสุขุมเช่นเขา เมื่อคิดดูอีกครั้ง การจะหาสหายร่วมอุดมการณ์คนใหม่เป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้แล้ว นางจำเป็ต้องทำให้เขามองสถานการณ์ปัจจุบันนี้ให้กระจ่างชัดให้ได้ในเร็ววัน มิเช่นนั้น จะช้าจะเร็วย่อมต้องมีสักวันที่แผ่นดินของแคว้นเฉินถูกเหยียบย่ำโดยเซียวอี้เชินที่มีจิตใจโเี้
อวิ๋นซูมองสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ของตนเองได้อย่างกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น
ปฏิเสธเขาไปแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าเป็การพันธนาการตนเองอย่างหนึ่ง หากนางไม่สามารถมองสถานการณ์ให้ชัดเจนได้ จะมีความสามารถไปสั่งสอนผู้อื่นได้อย่างไร
นางเก็บอารมณ์ไว้ในส่วนลึกของจิตใจ นี่เป็สิ่งสำคัญที่สุดในเส้นทางของการแก้แค้น อวิ๋นซูไม่มีทางลืมเลือนเลยว่า ภายใต้กำแพงพระราชวังแห่งนี้มีโครงกระดูกถูกฝังอยู่มากน้อยเพียงใด เมื่อถึงตอนนั้น หากนางไม่สามารถปกป้องคนที่นางใส่ใจได้ทั้งหมด เช่นนั้นทุกสิ่งทุกอย่างของตนในชาติภพนี้ก็จะถูกแย่งชิงไปอย่างสูญเปล่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในสมองของอวิ๋นซูก็อดไม่ได้ที่จะปรากฏภาพเงาร่างของคนผู้นั้น ถึงแม้จะไม่ทราบว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกับเขา แต่อวิ๋นซูกลับต้องประหลาดใจในความเชื่อมั่นที่ตนมีต่อเขา ในโลกนี้ยังมีคนเช่นนี้อยู่ คนที่สามารถรักษาสัญญาณลับทั้งๆ ที่ไม่เคยนัดแนะกันมาก่อนกับตนได้ นางกระทั่งคิดว่าเขาเว้นระยะห่างจากนางอย่างกะทันหันเช่นนี้ อาจเป็การคิดเพื่อนางก็เป็ได้
เริ่มต้นยามใดกันแน่ นางจึงได้สะสมความคิดเช่นนี้ มุมปากของอวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะปรากฏรอยยิ้มบางๆ ออกมา เป็เช่นนี้ก็ดี ให้โอกาสทำความเข้าใจสถานการณ์ซึ่งกันและกัน หากว่ามีชะตาต่อกัน รอจนกระทั่งทุกเื่จัดการจนเรียบร้อยดีแล้ว บางทีความรู้สึกนี้ก็จะมีที่ให้กลับไปพึ่งพิง
ภายในตำหนักของรัชทายาท
บนร่างของบุรุษที่กลับมาผู้นั้นเจือไปด้วยกลิ่นเหล้าจางๆ เขาเดินเข้ามาในตำหนักแห่งนี้ด้วยท่าทางโอนเอน เปลวเทียนสว่างไสว สิ่งที่รอเขาอยู่กลับเป็พระพักตร์เข้มงวดของฮองเฮาแคว้นเฉิน
“รัชทายาท เ้าไปพบหย่งจี๋เสี้ยนจู่อีกแล้วหรือ?”
ตงฟางซวี่เบนสายตาขึ้นมองอย่างเหนื่อยล้า เขาในตอนนี้ไม่มีแรงที่จะตามสืบว่าเหตุใดฮองเฮาจึงได้ทราบร่องรอยของเขา
เขาเดินไปนั่งข้างๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง ฮองเฮารับรู้ถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับเขาอย่างเฉียบแหลม
“รัชทายาท เ้าดื่มเหล้าหรือ?”
สายตาอันดำดิ่งของบุรุษดูเลื่อนลอย ฮองเฮารู้สึกได้ว่าจะต้องมีเื่อะไรเกิดขึ้นเป็แน่
“เสด็จแม่...”
นี่เป็ครั้งแรกที่ตงฟางซวี่ได้ลิ้มรสความเ็ปในใจ “เหตุใดนางกับเสด็จแม่จึงได้กล่าวเช่นเดียวกัน?” หรือว่านอกจากจะเป็รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินแล้ว ตนเองก็ไม่อาจเป็อะไรได้?
“...หย่งจี๋เสี้ยนจู่นางกล่าวอะไรหรือ?”
ตงฟางซวี่ไม่ได้พูดอะไรอีก หากว่าเป็ไปได้ เขาอยากจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ หากเป็ไปได้ เขาจะไม่บอกความรู้สึกในใจของตนต่อนางอย่างบุ่มบ่าม
อย่างน้อยยังสามารถพบกันได้ในฐานะสหาย
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงได้เฉียบขาดเช่นนี้ เป็เพราะตนดีไม่พอหรือ? ที่แท้ตลอดมาเขาก็ไม่เข้าใจนางเลย
ยังนึกไปว่าสิ่งที่สตรี้าที่สุดก็คือความรู้สึกอันจริงใจ ตนเองสามารถรับประกันได้ว่าจะมั่นคงต่อนางไม่แปรเปลี่ยน แต่ว่านางกลับนำน้ำใจของเขาวางเรียงไว้หลังเื่ราวของแว่นแคว้น
ฮ่าๆ นางเป็สตรีผู้หนึ่ง เหตุใดจึงมีใจอยู่กับเื่ราวยิ่งใหญ่ระดับแว่นแคว้นได้? ตงฟางซวี่ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุใดนางจึงได้ดูแคลนตนเอง ้าให้เขาหาสตรีที่มีความสามารถ มีภูมิหลังผู้หนึ่งเพื่อช่วยตนเองทำเื่ใหญ่ให้สำเร็จ จะเป็นางไม่ได้หรือ?
ตงฟางซวี่หลุบตาลง เขารู้ถึงความสามารถของนางยิ่งกว่าผู้ใด
ฮองเฮาทรงถอนหายใจ “ความจริงที่มาวันนี้ เพื่อ้าจะบอกกับเ้าว่าฝ่าาทรงกำหนดวันเลือกพระชายารัชทายาทแล้ว ก็คือหลังจากนี้อีกสองวัน ฝ่าาเองก็้าให้หย่งจี๋เสี้ยนจู่ทำให้เ้ามองภาพรวมเป็สำคัญ นางสามารถเข้าใจเื่ใหญ่เช่นนี้ได้ แม่ก็รู้สึกพอใจมาก หากเป็ไปได้ก็อยากจะให้นางเป็ชายารอง แม่คิดว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ไม่ใช่คนที่ไล่ตามชื่อเสียงเช่นนั้น”
ชายารองของรัชทายาทหรือ? มุมปากของตงฟางซวี่แขวนไปด้วยรอยยิ้มขมขื่น กระทั่งตำแหน่งพระชายาเอกก็ยังไม่อาจทำให้นางหวั่นไหวได้ จะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้นางมาอยู่ข้างกายตน?
ชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ราวกับ้าให้ตนเองสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไป
ฮองเฮาทอดพระเนตรเห็นท่าทางดำดิ่งถึงเพียงนี้ของรัชทายาทก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดพระทัย แต่ไหนแต่ไรรัชทายาทไม่เคยทุ่มเทใจให้สตรีใดเช่นนี้มาก่อน ครั้งนี้นับว่าถูกทำร้ายด้วยมือของหย่งจี๋เสี้ยนจู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในพระทัยของห้องเฮาทรงมีโทสะขึ้นมาเล็กน้อย
รัชทายาทของพระองค์มีตรงไหนไม่ดีกัน หย่งจี๋เสี้ยนจู่ถึงกับไม่รู้จักดีชั่วเช่นนี้ นางคิดว่าตนเองไม่เหมาะสมกับรัชทายาทจริงๆ หรือ? หรือว่านางไม่เห็นตำแหน่งพระชายารัชทายาทอยู่ในสายตา?
“เอาเถิด รัชทายาทต้องจำเอาไว้ วันข้างหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างใต้หล้านี้ล้วนเป็ของเ้า ขอเพียงเ้านั่งอยู่บนตำแหน่งนั้นได้อย่างมั่นคง ก็จะไม่มีผู้ใดปฏิเสธเ้าได้ ในฐานะที่เป็รัชทายาทควรจะมองภาพรวมเป็สำคัญ เื่ของความรู้สึกระหว่างบุรุษและสตรีจะนับเป็อะไรได้? สองวันนี้รัชทายาทลองคิดดูให้ดีเถิดว่าจะจัดการใต้หล้านี้อย่างไร”
หลังจากที่ทรงตรัสประโยคนี้ทิ้งไว้ ฮองเฮาก็ไม่ได้ทอดพระเนตรไปยังตงฟางซวี่อีกแม้เพียงสายตา สะบัดชุดหงส์เดินออกไปจากตำหนักก้าวใหญ่
ใต้หล้าให้มั่นคง? ตงฟางซวี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาเชื่อว่าขอเพียงมีนางอยู่ข้างกาย ตนจะต้องยืนหยัดอยู่ได้ถึงปลายทางอย่างแน่นอน ใช่แล้ว เขาเชื่อมั่นเช่นนี้มาโดยตลอด
เมื่อกลับมาถึงจวนโหว อวิ๋นซูก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าเรียกตัวไป
ั้แ่หลิ่วอวิ๋นฮว๋าตายไป สองวันมานี้ดูเหมือนว่าจวนโหวจะไม่อาจสลัดเงามืดที่สั่นสะท้านผู้คนเช่นนั้นออกไปได้
ในตอนนี้ ฮูหยินผู้เฒ่านำความคาดหวังทั้งหมดวางไว้บนร่างของอวิ๋นซู
“ซูเอ๋อร์ วันนี้ฝ่าาทรงมีรับสั่งลงมา ให้รัชทายาททรงคัดเลือกพระชายาในอีกสองวันนับจากนี้ ถึงตอนนั้นเ้าก็เข้าวังไปกับบิดาของเ้าเสีย อย่าได้สิ้นเปลืองอารมณ์ไปกับคนที่ไม่รู้อะไรเ่าั้”
ความหมายของฮูหยินผู้เฒ่าชัดเจนยิ่ง อวิ๋นซูย่อมเข้าใจกระจ่าง เพียงแต่นางทราบว่า มีคนมากน้อยเพียงใดที่ทำทุกวิถีทางเพื่อตำแหน่งนั้น แต่ก็มีคนที่หลีกเลี่ยงประดุจงูพิษ
เมื่อนั่งในตำแหน่งนั้นแล้ว ก็มีหลากหลายเื่ราวที่ไม่อาจทำได้ตามใจ แต่นางในตอนนี้นับว่าแขนเสื้อทั้งสองสะอาดโปร่งใส ได้ออกมาจากกรงทองอันลึกล้ำจากชาติภพก่อนมาได้แล้ว นางจะส่งตัวเองเข้าไปในกรงอีกครั้งได้อย่างไร
อวิ๋นซูทราบดีว่าตำแหน่งพระชายารัชทายาทนั้นอันตรายมากกว่ามีความสุข ยามมีภัยเป็เป้าของศัตรูได้ง่ายที่สุด และสำหรับคนเช่นเซียวอี้เชิน ยิ่งเป็คนที่ตำแหน่งสูงมีอำนาจมาก ก็จะยิ่งทำให้ความระแวงในหัวใจของเขาพุ่งสูง แต่นางในวันนี้เป็เพียงบุตรีอนุภรรยาตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เป็เสี้ยนจู่ที่ไร้ชื่อเสียง ไม่นับว่าเป็บุคคลสำคัญอะไรโดยสิ้นเชิง
นี่เป็หนึ่งในเหตุผลที่อวิ๋นซูเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมาโดยตลอด เนื่องจากบุคคลไม่สำคัญเช่นนี้ไม่เพียงพอที่จะทำให้เซียวอี้เชินเห็นถึงความสำคัญ
ส่วนจวนชางหรงโหว ความจริงแล้วฮูหยินผู้เฒ่าและชางหรงโหวมีความมั่นใจเพียงใดกัน พวกเขาคิดว่าไทเฮาหรือฝ่าาจะให้บุตรีอนุภรรยาอย่างนางนั่งอยู่ในตำแหน่งพระชายารัชทายาทจริงๆ หรือ? ความคาดหวังของพวกเขาก็เพียงแค่้าให้ตนนำพาความรุ่งเรืองมาสู่จวนชางหรงโหวเท่านั้น แน่นอนว่าด้วยฐานะของนางในวันนี้ ย่อมไม่ลืมที่จะยกคุณค่าของตนขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะยิ่งเป็บุคคลที่มีความสามารถย่อมกลายเป็ที่้าของผู้คน
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าอวิ๋นซูเหม่อลอยจึงถอนใจออกมาเบาๆ
นางค่อยๆ ยื่นมือออกไป “อวิ๋นซู ความคาดหวังของจวนโหวในวันนี้ มีเพียงเ้าคนเดียวแล้ว น้ำใจที่รัชทายาทมีต่อเ้า...ไม่ทราบว่าเ้ารู้หรือไม่? ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจวนโหวสามารถตัดสินได้ แต่ขอเพียงรัชทายาทมีใจ วันหน้าเ้าก็จะมีเกียรติไร้ที่สิ้นสุด แน่นอนว่าย่อมยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเด็กทรพีอย่างหลิ่วอวิ๋นฮว๋าผู้นั้น จวนชางหรงโหวของพวกเราย่อมไม่อาจปล่อยให้คนอื่นมาหัวเราะได้”
ผู้อื่นที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวถึง ยอมเป็จวนแม่ทัพเวยหย่วน
เมื่อคิดถึงการกระทำทุกอย่างของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าก็วาววับ ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนไร้ไมตรีถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็อย่ามาตำหนิว่าจวนชางหรงโหวของพวกเขาไม่ยุติธรรม
“ซูเอ๋อร์วางใจเถิด จวนชางหรงโหวของพวกเราไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะให้ผู้ใดบีบเล่นได้ หรือว่าจวนแม่ทัพของพวกเขาจะไม่มีความลับอะไรที่ไม่อาจบอกผู้อื่นได้?” ในยามที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวคำนี้ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มลึกล้ำ
อวิ๋นซูเพียงมองก็ทราบถึงความหมายของฮูหยินผู้เฒ่า จวนชางหรงโหวจะโจมตีกลับคืนแล้ว ใช่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนผู้นั้นถึงกับกล้ากระตุ้นให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามาวางยาพิษฆ่าคนทั้งจวนโหว ฮูหยินผู้เฒ่าจะยอมกล้ำกลืนความทุกข์นี้ได้อย่างไร ความสัมพันธ์ของสองตระกูลได้หักสะบั้นลงโดยสิ้นเชิงแล้ว วันข้างหน้าย่อมต้องมีการปะทะกันอย่างเลี่ยงไม่ได้เป็แน่
