โทรไม่ติด บริษัทรักษาความปลอดภัยที่สองพี่น้องอาหลงกับอาหู่เคยทำงานอยู่ก็ไม่มีช่องทางการติดต่อพวกเขา คิดจะหาสองคนนี้ในฮ่องกงก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
พวกเขาไม่มีที่อยู่อื่นข้างนอก เพราะบ้านตระกูลหลี่มีสวัสดิการที่ดีมาก ดูแลทั้งอาหารและความเป็อยู่ พวกเขาไม่จำเป็ต้องไปเช่าห้องข้างนอกเลย เพียงแต่ตอนนี้พวกเขาถูกไล่ออก การตามหาพวกเขาเป็เื่ที่ยากมาก
มันต้องใช้เวลา
แต่พวกจ้าวอี้ขาดแคลนเวลามากที่สุด
ฉือผิงฮุยเดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิด
จ้าวอี้กลับสงบมาก
“จากประสบการณ์ของคุณในการทำคดี สมมติว่าคุณเป็ผู้บงการ คุณจะจ้างมือสังหารข้างนอกหรือใช้คนใกล้ชิดของตนเองทำการลอบสังหารล่ะ ผมหมายถึงการลอบสังหารที่ตอนแรกผมกับโจวเหวินิเจอ เขาซุ่มทำร้ายพวกเราอย่างชัดเจน ดูไม่เหมือนไม่ได้เตรียมการกันมาก่อน”
ฉือผิงฮุยได้ยินคำถามจ้าวอี้ก็หยุดฝีเท้า “คุณยกตัวอย่างไม่เหมาะสมเลย ผมจะทำเื่แบบนั้นได้ยังไง? อีกทั้ง ตามที่ผมเข้าใจในอาชญากรรมทั่วไป พวกเขาน่าจะไม่จ้างคนนอกมาลอบสังหารพวกคุณในตอนแรกหรอก ดูจากเวลาแล้ว มันมีความกระชั้นชิดมาก นอกเสียจากได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ถ้าเวลาไม่ตรงล่ะ? ถ้าวันนั้นพวกคุณไม่ได้ไป หรือเป็อีกวันล่ะ? นี่รวมไปถึงปัญหาการติดต่อสื่อสารด้วย คนยิ่งรวยมากก็ยิ่งใส่ใจมาก แม้พวกเขาจะจ้างมือสังหารก็ต้องระมัดระวัง และจะไม่เปิดเผยการมีส่วนเกี่ยวข้องของตนง่ายๆ”
จ้าวอี้พยักหน้า คิดว่าการวิเคราะห์ของฉือผิงฮุยมีเหตุผลมาก “คนที่ลอบสังหารเราในตอนแรกน่าจะเคยผ่านการฝึกฝนแบบทหารมาก่อน คนแบบนี้เกรงว่าจะมีไม่มากนัก”
“ใช่แล้ว ส่วนมากต่างลงทะเบียนเอาไว้ ถ้า้าตามหาคนคนนี้ ให้ดูคนพวกนั้นที่มีความเกี่ยวข้องกับบ้านตระกูลหลี่ น่าจะมีเบาะแสอยู่!”
ฉือผิงฮุยไร้ความปรานี เขาตัดสินเช่นนี้มาั้แ่แรก เพียงแต่คิดจะไกล่เกลี่ยเพื่อยุติความขัดแย้ง จึงไม่ได้เอ่ยข้อสงสัยนี้ออกมา
ตอนนี้เขา้าไขคดีอย่างเต็มที่ เขาจะทำสุดความสามารถแน่นอน
ทั้งสองคนเปิดดูข้อมูลความเกี่ยวข้องทางสังคมของบ้านตระกูลหลี่
ในเวลานั้น คนบ้านตระกูลหลี่ที่เคยผ่านการฝึกทหารมาก่อนจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากบอดี้การ์ดของบ้านตระกูลหลี่ พวกเขาเคยทำงานด้วยกัน นี่แทบไม่ต้องสงสัยเลย
"ลองดู่พวกบอดี้การ์ดที่ลาออกใน่ไม่กี่เดือนมานี้หรือแม้แต่ปีที่ผ่านๆ มาสิ คนเหล่านี้ก็มีความเป็ไปได้เช่นกัน ไม่อาจตัดออกจากการก่ออาชญากรรมที่ไตร่ตรองไว้ก่อนได้เลย"
ฉือผิงฮุยพูดแบบนั้น แล้วพลิกแฟ้มคดีเพื่อตรวจสอบ
ทันใดนั้น ประตูสำนักงานก็ถูกเปิดออก
“หัวหน้า แย่แล้วครับ พบศพชายสองคนในห้องน้ำสาธารณะของวิกตอเรียพาร์คครับ คนของเราได้ตัดสินเบื้องต้นว่าเป็บอดี้การ์ดของบ้านตระกูลหลี่ อาหลงและอาหู่ครับ”
ฉือผิงฮุยหน้าถอดสีทันที!
“ไป! รีบไปที่เกิดเหตุ!”
ส่วนลึกในใจของเขาเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี ั้แ่ที่บอกว่าตัดสินเบื้องต้นเป็พวกเขา จากนั้นก็ไม่มีข้อผิดพลาดเลย ไม่อย่างนั้น คงไม่ส่งรายงานข่าวกรองนี้มาให้หรอก
“ผมไปด้วยครับ! ถ้าเป็การยิง ผมพอจะมีประสบการณ์เื่ร่องรอยวิถีะุอยู่” ใจของจ้าวอี้สั่น ตัดสินใจไปด้วย
รถตำรวจเปิดไซเรนห้อตะบึงด้วยความเร็ว ไม่นานก็มาถึงวิกตอเรียพาร์ค
ห้องน้ำสาธารณะที่เกิดเหตุถูกล้อมสายกั้นไว้ แม้จะเป็ตอนกลางคืนก็ไม่ขาดคนมุงดูเลย
“ใครพบศพคนแรก?”
ใบหน้าของฉือผิงฮุยคือใบรับรอง ทันทีที่เขาปรากฏตัว ตำรวจรักษาการณ์ก็รีบให้ผ่านเข้าไป ฉือผิงฮุยถามขึ้นทันที
“ชายจรจัดคนนี้ครับ เขาเป็คนไร้บ้าน เขาจะนอนที่ม้านั่งยาวในสวนทุกวันครับ ตอนที่เขาจะไปปลดทุกข์ตอนกลางคืน ก็ไปพบศพของสองคนนั้นเข้า”
ชายจรจัดกลัวหัวหดคุกเข่าอยู่บนพื้น ทั้งร่างสั่นเทา
“บอกมา คุณเจอพวกเขาได้ยังไง”
ฉือผิงฮุยเดินไปข้างๆ เขา ถามเขาจากมุมสูง
“ผมแค่ไปฉี่ แต่ผมเกือบสะดุดล้มในความมืด ตอนแรกผมคิดว่าเป็คนเมาสองคนนอนอยู่ตรงนั้น เลยคิดจะปล้นพวกมัน ใครจะไปรู้ล่ะว่า แค่ััก็มีของเหนียวๆ ติดมือมา ทีแรกยังคิดว่าเป็คราบสกปรกอยู่เลย แต่พอออกมาส่องไฟทางข้างนอกดูก็ทำให้ผมกลัว คุณผู้ชาย ผมให้ข้อมูลแล้ว ผมไม่ได้้ารางวัลอะไร ขอแค่ข้าวสักกล่องจะได้ไหม?”
ชายจรจัดเสนอคำขออย่างกล้าหาญ
“คุณพบอะไรในตัวพวกเขาไหม? อย่างเงินสดหรือบัตรประชาชนอะไรพวกนี้?”
"พวกเขาเป็แค่คนจนสองคน ไม่มีของอย่างอื่นนอกจากบัตรประชาชนเลย" ชายจรจัดพูดพลางหลบสายตา
“คุณมาสอบสวนเขาต่อ ดูสิว่าเขาพบอะไรบ้างตอนที่พลิกร่างผู้ตาย ไอ้หมอนี่มันไม่ซื่อสัตย์! พวกเราเข้าไปดูที่เกิดเหตุกันเถอะ!” ฉือผิงฮุยเป็คนประเภทไหนนั้น เขาเป็คนที่จัดการกับอาชญากรทั้งวัน นอกจากสภาพจิตใจแข็งแกร่งเป็พิเศษแล้ว คนธรรมดาเช่นนี้ จะโกหกหรือไม่ก็ดูออกได้ในพริบตาเดียว
“ที่เขาพูดไม่ใช่เื่จริงเหรอ? สวนสาธารณะใหญ่ขนาดนี้ คนจรจัดอย่างเขาจะเข้าห้องน้ำยังต้องหาห้องน้ำสาธารณะด้วยเหรอครับ?” จ้าวอี้แสดงความสงสัยในคำพูดของชายจรจัด
“ไม่ใช่เื่แปลกเลย! คนไร้บ้านแบบพวกเขาทำสวนสาธารณะให้เป็บ้านของตน และทำข้อตกลงกับผู้ดูแลสวนสาธารณะไว้แล้ว ว่าไม่อนุญาตให้ขับถ่ายตรงไหนก็ได้ ถ้าถูกพบเข้า พวกเขาก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ เพราะเหตุนี้ พวกเขาเลยยอมเดินไม่กี่ก้าวดีกว่าละเมิดกฎนี้”
ฉือผิงฮุยเข้าใจคนจรจัดพวกนี้ดี ไม่ต้องถามคนอื่นก็ให้คำตอบจ้าวอี้ได้แล้ว
“ไม่มีที่พักชั่วคราวเหรอครับ?”
“มีสิ! เพียงแต่บางคนมีเหตุผลต่างๆ นานาที่ไม่อยากอยู่ที่นั่น ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็ไม่ใช่เื่ที่พวกเราควรสนใจ มาดูศพทั้งสองศพนี่เถอะ”
ศพสองศพอยู่ในห้องเล็กๆ เสื้อผ้ายับยู่ยี่เล็กน้อย นอนตะแคงอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังหงายขึ้น มองใบหน้าของผู้ตายได้ไม่ชัดเจน
แพทย์นิติเวชมากกว่าหนึ่งคนกำลังทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด แสงแฟลชจากการถ่ายรูปสว่างขึ้นจากทุกมุมอย่างต่อเนื่อง
“ท่านครับ สิ่งของของผู้ตายทั้งสองคนคือบัตรประชาชนของพวกเขาครับ ที่เกิดเหตุเสียหายอย่างหนัก และมีรอยเท้าเต็มไปหมด ยากที่จะเก็บหลักฐานที่เป็ประโยชน์มาได้ครับ ฆาตกรเพียงอำพรางอย่างง่ายๆ ตอนนั้นประตูของห้องนี้ถูกปิดเอาไว้เฉยๆ ครับ” เ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งรายงานสถานการณ์ล่าสุด
แพทย์นิติเวชสองสามคนปรึกษากันเล็กน้อยจึงได้รับข้อสรุปเบื้องต้น จากนั้นก็เริ่มรายงานกับฉือผิงฮุย “ท่านครับ ประเด็นสำคัญของผู้ตายสองคนก็คือ มีร่องรอยการถูกยิงที่หัวใจและศีรษะด้วยปืนพกขนาดเล็ก มีร่องรอยการต่อสู้แต่ไม่ชัดเจนเท่าไรนัก จากการสรุปจากาแและรอยเื ที่นี่น่าจะเป็ที่แรกที่เกิดเหตุ เสียชีวิตมาแล้วประมาณแปดชั่วโมง หรือก็คือประมาณเก้าโมงถึงสิบโมงเช้า ส่วนเวลาที่แน่นอนจำเป็ต้องวินิจฉัยเพิ่มเติมครับ”
“ไปดูกล้องวงจรปิดของสวนสาธารณะว่าพอจะหาเบาะแสที่เป็ประโยชน์ได้ไหม เสนอรางวัลแก่ผู้เห็นเหตุการณ์บนสื่อ แล้วก็ให้ฝ่ายเทคนิคเปรียบเทียบร่องรอยแผละุ ดูว่ามีข้อมูลอยู่ในฐานข้อมูลหรือไม่...”
ฉือผิงฮุยกำหนดทิศทางการทำงานและมองร่างผู้ตายทั้งสองศพอย่างปวดหัว ถ้าตรวจสอบอย่างละเอียดก็อาจจะพบมัน แต่มันต้องใช้เวลา
จ้าวอี้และฉือผิงฮุยรู้ดี ว่าการตายของบอดี้การ์ดสองคนนั้น มันไม่ปกติ
“เบาะแสนี้ทำได้เพียงค่อยๆ ตรวจสอบไป เพิ่งนึกข้อสงสัยนี้ขึ้นมาได้ ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะชิงลงมือก่อน รวดเร็วจริงๆ!”
ฉือผิงฮุยอดยกย่องไม่ได้ การตอบสนองของอีกฝ่ายรวดเร็วจริงๆ เดินนำหน้าตนไปก้าวหนึ่ง ทำให้พวกเขาจมปลักกับความรู้สึกหมดหนทาง
“คุณอยากออกหมายเรียกหลี่เยว่หรูไหมล่ะครับ บอดี้การ์ดของเธอเพิ่งถูกไล่ออกก็เกิดเื่แบบนี้ขึ้น ผมเกรงว่าคงไม่พ้นเธอหรอก” จ้าวอี้คิด ความเป็ไปได้ที่หลี่เยว่หรูจะเป็ฆาตกรสูงมาก
“ผมก็สงสัยเธอเหมือนกัน เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีหลักฐานชี้ตัวและพยานหลักฐานก็คือเธอ แม้จะออกหมายเรียกเธอมาก็เกรงว่าจะมีผลไม่มาก ในทางกลับกัน อาจเป็การแหวกหญ้าให้งูตื่นก็ได้” ฉือผิงฮุยเอ่ยอย่างปวดหัว
“แต่ถ้าไม่ออกหมายเรียกเธอ เหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ปกติเหรอ?”
“คุณพูดถูก เราสามารถสอบปากคำตามปกติได้นี่นา น่ารังเกียจจริงๆ! เพิ่งหาเบาะแสที่มีประโยชน์เจอแท้ๆ คาดไม่ถึงเลยว่าจะถูกตัดทิ้ง! ไอ้บอดี้การ์ดสองคนนี้ก็ไม่มีสมองเอาซะเลย พวกเขาไม่รู้เลยหรือไงว่าอีกฝ่ายจะฆ่าปิดปากน่ะ?”
มันจะเป็ใครได้บ้าง?
จ้าวอี้นึกถึงคนที่มีความเกี่ยวข้องกับหลี่เยว่หรูทุกคนในสมองอย่างรวดเร็ว คนที่สามารถสังหารบอดี้การ์ดมืออาชีพสองคนได้อย่างเงียบเชียบ เห็นได้ชัดว่าทักษะของคนคนนี้ค่อนข้างไม่เลว ถ้าเกิดเื่วุ่นวายขึ้น ก็จะไม่ถูกเจอตัวหลังผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
มีตัวเลือกเช่นนี้อยู่ไม่มาก
ต้องรู้ไว้ว่า บอดี้การ์ดที่หลี่ต้าเฮิงให้ความสำคัญนั้น เห็นได้ชัดว่าต้องไม่ใช่คนธรรมดาเป็แน่
ทันใดนั้น จ้าวอี้ก็นึกถึงตัวเลือกที่เป็ไปได้คนหนึ่ง
ตอนที่ตรวจสอบสถานการณ์ล่าสุดของบริษัทของหลี่เยว่หรูนั้น ในข้อมูลเขียนไว้ว่า เมื่อสามเดือนก่อน หลี่เยว่หรูได้ไล่บอดี้การ์ดประจำตัวที่จ้างไว้นานแล้วออก
ในข้อมูลไม่ได้เขียนเหตุผลเอาไว้
ทันใดนั้น จ้าวอี้ก็เอ่ยข้อสงสัยในใจกับฉือผิงฮุย
ฉือผิงฮุยตอบรับอย่างรวดเร็ว เขาเอ่ยทันที “คุณหมายถึงเขาเหรอ?”
“ก็มีโอกาสอยู่นะครับ มีตัวเลือกแบบนี้อยู่ไม่มาก และถ้าเกิดฆาตกรเป็หลี่เยว่หรูจริง มันก็ชัดเจนว่าคนที่เธอไว้ใจได้มีไม่มากเท่าไรนัก และคนที่ทำเื่แบบนี้ให้เธอได้ก็ยิ่งมีไม่เยอะด้วย...”
“ผมจะรีบจัดลูกน้องไปหาคนคนนี้เอง!” ฉือผิงฮุยที่คิดจะโทรศัพท์ไปจัดคนในทันทีก็ถูกจ้าวอี้ปฏิเสธ
“เดี๋ยวก่อนครับ ครั้งนี้ผมจะไปตรวจสอบเองครับ...”
คำพูดของจ้าวอี้เขาเข้าใจความหมายดี นั่นคือ เขากังวลว่าความลับจะรั่วไหลอีก ทำให้สีหน้าของฉือผิงฮุยมืดมน แต่เขากลับโมโหไม่ได้ ใครใช้ให้ลูกน้องเขาไม่ฮึดสู้กันเล่า
“ได้! เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมจะเซ็นอนุญาตหมายค้นให้ใบหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของคุณ แล้วก็ให้เสี่ยวหลินไปกับคุณ เขาคุ้นเคยกับพื้นที่ของฮ่องกงดี” การจัดการของฉือผิงฮุยคล้ายละทิ้งตน แต่เขาก็กังวลเช่นกันว่าจะมีหนอนบ่อนไส้อยู่ในถิ่นของเขา
จ้าวอี้กลับไปที่สถานีตำรวจ ในแฟ้มของหลี่เยว่หรู เขาหาชื่อของบอดี้การ์ดที่ถูกไล่ออกได้อย่างง่ายดาย ซุนหงโป เป็ชื่อธรรมดาสามัญชื่อหนึ่ง จากนั้นก็เข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎร์ และเริ่มหาที่อยู่และช่องทางการติดต่อของเขา
โชคดีที่เขาลงหลักปักฐานที่ฮ่องกง ซึ่งต่างจากอาหลงกับอาหู่ ไม่เพียงแต่จุดนี้เท่านั้น เขายังซื้อบ้านหลังหนึ่งในฮ่องกง และส่งผู้เป็มารดาไปอยู่ที่บ้านพักคนชราที่มีสภาพดีแห่งหนึ่งด้วย
ธรรมเนียมของที่นี่กับแผ่นดินใหญ่ต่างกัน คนฐานะปานกลางบางคน เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าก็จะเลือกบ้านพักคนชราสภาพดีไว้สักแห่ง เพื่อไม่ให้พ่อแม่อยู่บ้านคนเดียว มันเป็เื่ของความคิด จ้าวอี้ก็ไม่ได้ออกความเห็นอะไรเกี่ยวกับเื่นี้
เสี่ยวหลินพาจ้าวอี้ไปหาบ้านที่เขาซื้อไว้ก่อน
ชุมชนค่อนข้างเก่า มีสี่ครอบครัวอาศัยอยู่ที่ชั้นแรก ทั้งสองคนเคาะประตูอยู่นานก็ไม่มีใครตอบรับ กลับกัน กลายเป็การรบกวนเพื่อนบ้านของเขาแทน
“พวกคุณมาหาใคร?” หญิงวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเปิดประตูออกมา
“เ้าของห้องนี้อยู่ที่ไหน ซุนหงโปน่ะ?”
“ไม่เห็นหรือไงว่าไฟบ้านเขาไม่เปิดน่ะ? ไม่มีคนอยู่บ้านน่ะ! พวกคุณเป็คนยังไงกันเนี่ย?” หญิงอ้วนพูดอย่างหงุดหงิด แถมยังใช้สายตาระแวดระวังมองมาที่ทั้งสองคน พวกเขาไม่ได้สวมยูนิฟอร์มตำรวจ
“งั้นคุณรู้ไหมครับว่าเขาไปไหน? นี่เป็ใบรับรองของพวกเราครับ” เสี่ยวหลินนำใบรับรองของตนให้เธอดู
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง เขากลับมาบ้านตอนเที่ยงคืนประจำ ใครจะรู้ล่ะว่าเขาไปทำอะไร ฉันได้ยินว่าเขามีแม่อยู่ที่บ้านพักคนชราที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง เรียกว่าอะไรนะ ฉันลืมไปแล้ว ใช่แล้ว เขาไปทำอะไรผิดมาเหรอ?” ไฟซุบซิบลุกโชนอยู่ในร่างกาย ท่าทางของหญิงอ้วนคนนี้เปลี่ยนไปในทางบวก
“คุณเคยเห็นมอเตอร์ไซค์คันนี้มาก่อนไหมครับ? มันอาจจะไม่ใช่สีนี้ แต่เป็รุ่นเดียวกัน เขาขี่มันอยู่”
จ้าวอี้คิด พลางหยิบรูปมอเตอร์ไซค์ออกมาให้เธอดู เผื่อจะนึกออก
“ขอฉันคิดก่อนนะ เหมือนจะเคยเห็นมาก่อน...”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ จ้าวอี้ก็ดีใจ เขามาถูกทางแล้ว
