หลังจากที่เหวินอ๋องกลับไปฐานะของกู้โยวหนิงในจวนอัครเสนาบดีได้ะโขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดแม้ว่าหลายวันก่อนหน้าพวกเขาจะทำดีต่อกู้โยวหนิงเด็กรับใช้คอยปรนนิบัติอย่างระมัดระวัง ทว่าสีหน้าคนเ่าั้ยังหนีไม่พ้นดูถูกเขาอยู่ดีแต่วันนี้เวลานี้ ทุกอย่างไม่เป็เช่นเดิมอีกต่อไปตอนนี้กู้โยวหนิงคือพระชายาของเหวินอ๋องที่มาพำนักอยู่ในจวนอัครเสนาบดีชั่วคราวผู้ใดจะกล้าแสดงท่าทีดูแคลน เพียงกู้โยวหนิงคล้ายจะขมวดคิ้วเล็กน้อยผู้คนต่างพากันรีบคุกเข่าขอรับโทษ เพราะเกรงว่าจะทำให้เขาไม่พอใจแม้แต่นิดเดียว
เมื่อหลายวันก่อนกู้โยวหนิงรู้ว่าคนในจวนแห่งนี้ดูถูกดูแคลนเขาแต่ก็เกรงกลัวการชอบกลั่นแกล้งผู้คนจนคล้ายโรคจิตของตนเช่นกันทำให้วันนี้อาการชอบกลั่นแกล้งผู้คนราวกับโรคจิตของกู้โยวหนิงหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีกเขาอยู่ในยุคนี้มาตั้งสิบปี ถูกคนในจวนอัครเสนาบดีดูถูกมาไม่น้อยหรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือนับไม่ถ้วนในที่สุดตอนนี้เขาก็มีโอกาสได้เอาคืนสักทีความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทุกวันจึงกลายเป็การรังแกพวกเด็กรับใช้ที่เคยรังแกเขามาก่อน
กู้โยวหนิงไม่ใช่คนดีมีเมตตามาั้แ่ไหนแต่ไร ถ้าเขาตกต่ำไร้ความสามารถใครจะรังแกอย่างไรก็รังแกไป แต่อย่าให้มีวันที่เขากลับมาเอาคืนได้เพราะเขาจะแก้แค้นคืนให้สาสม เขาไม่ได้เหมือนตัวละครในนิยายย้อนยุคพวกนั้นรู้จักอดทนอดกลั้นหรือใจกว้างราวกับแม่พระที่สามารถให้อภัยผู้อื่นได้เสมออะไรนั่นเขาทำไม่เคยได้สักนิด ถ้าใครกล้าทำให้เขาเจ็บ เขาไม่สนทั้งนั้นว่ามันจะเป็ใครจงจำไว้ให้ดีว่าอย่าให้เขาได้มีโอกาสแม้แต่นิดเพราะคนพวกนั้นจะต้องตายอย่างไร้ดินกลบหน้าแน่นอน แต่ในทางกลับกันถ้าใครทำดีกับเขา เขาจะจดจำไว้ชั่วชีวิต กู้โยวหนิงก็คือคนประเภทนี้
ฉุ่ยอวี้เห็นท่าทางเช่นนั้นของเขาจึงคิดว่าเขาน่าเอ็นดูถึงแม้ดูจะใจแคบไปบ้าง แต่มันก็คือการแสดงออกอย่างบริสุทธิ์อีกอย่างหนึ่งเมื่อถูกผู้อื่นปฏิบัติไม่ดีด้วยแต่ยังไม่คิดผูกใจเจ็บหากไม่ใช่ว่าใสซื่อจนเกินไปก็คงจะมีจิตใจที่กว้างขวางเหลือเกิน
อาการาเ็ของฉุ่ยอวี้หายดีั้แ่ต้นแล้วแต่เขายังไม่เข้าราชสำนักเลยสักครั้งเหตุเพราะเต๋อเซิ่งฮ่องเต้ทรงมีพระาานุญาตให้เขาพักฟื้นอยู่ในจวนอีกระยะหนึ่งหลังจากพิธีอภิเษกเสร็จสิ้นค่อยเข้าราชสำนักก็ยังไม่สายบอกกล่าวกับขุนนางในท้องพระโรงว่าอาการาเ็ของเหวินอ๋องยังไม่หายดีทำให้เหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างเบะปากด้วยความไม่พอใจเหวินอ๋องสามารถอยู่ดูแลว่าที่พระชายาที่ป่วยเพราะต้องอากาศเย็นถึงเพียงนั้นยังกล้าบอกว่าอากาศาเ็ยังไม่ดีขึ้นอีกหรือ จงไปหลอกผีเสียเถิด!
แท้จริงแล้วเต๋อเซิ่งฮ่องเต้วางแผนไว้ในพระทัยเื่ที่เหวินอ๋องไปดูแลกู้โยวหนิงถึงในจวนอัครเสนาบดีเช้าวันถัดมาได้กลายเป็ที่ถกเถียงกันโดยทั่ว หากให้เข้าราชสำนักตอนนี้เกรงว่าเหล่าขุนนางต้องถกเถียงกันเื่นี้อย่างแน่นอน เื่นี้ไม่ใช่เื่เล็กแต่ก็ไม่ได้เป็เื่ใหญ่แต่อย่างใด ทว่าฉุ่ยอวี้มีนิสัยมุทะลุบุ่มบ่ามเกรงว่าเขาจะมีเื่วิวาทกับเหล่าขุนนางกลางท้องพระโรง รอให้พิธีอภิเษกผ่านพ้นไปก่อนจากนั้นค่อยเรียกเขาเข้าราชสำนักถึงยามนั้นคงไม่มีผู้ใดกล้าหยิบยกเื่นี้มาเป็หัวข้อถกเถียงอีก
ผลคือเหล่าขุนนางที่อยู่ฝ่ายองค์รัชทายาทต่างพากันอยู่ไม่สุขเื่ราวไม่เป็ไปตามที่พวกเขาคาดหมาย และดูไม่ออกว่าเหวินอ๋องคิดจะทำอะไรอดไม่ได้ที่จะหวาดหวั่น เพราะไม่อาจคาดเดาสิ่งที่อยู่ภายในใจเหวินอ๋องได้เลย
ดังนั้น ตำหนักฮุ่ยอันขององค์รัชทายาทจึงดูคึกคักไม่น้อยทว่าองค์รัชทายาทคือผู้รู้จักวางแผนเช่นกันเขาไม่ตอบรับการขอเข้าพบของเหล่าขุนนางใหญ่สักคน ไม่ว่าจะเป็องค์รัชทายาทหรือองค์ชายการคบค้าสมาคมกับเหล่าขุนนางใหญ่ล้วนเป็เื่ต้องห้ามดังนั้นเขาจึงต้อนรับเพียงองค์ชายสามฉู่เฉิงและองค์ชายเจ็ดฉู่เยว่เท่านั้น
ฉู่เยว่มีนิสัยเย่อหยิ่งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา ทันทีที่ได้ยินเื่นี้จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ “ฉู่อวี้้าแสดงละครให้เสด็จพ่อทอดพระเนตรแต่ไม่คิดสักนิดว่าป่านนี้จะยังทันการหรือไม่และยังไม่คิดสักนิดว่ากู้ถิงจะยอมรับไมตรีของเขาหรือไม่”
“เขาคือพี่ของเ้า จงอย่าให้ผู้อื่นได้ยินว่าเ้าเอ่ยเพียงนามของเขาโดยตรง”ฉู่เฉิงมีนิสัยรอบคอบ รู้จักระวังตัวและมากแผนการเขามองไปยังองค์รัชทายาทที่กำลังหยอกเย้ากับนกน้อย เอ่ยขึ้นว่า“กู้ถิงย่อมไม่มีทางรับไมตรีของเขา ขุนนางแก่เช่นเขารักตัวกลัวตายยิ่งกว่าสิ่งใดยอมสละได้แม้แต่บุตรชายของตน ทว่าข้าไม่อาจคาดเดาความคิดของเสด็จพ่อได้องค์รัชทายาทมีความเห็นเช่นไรพะย่ะค่ะ”
องค์รัชทายาทฉู่เซียววางสิ่งที่อยู่ในมือหันไปหาพวกเขาพลางเอ่ยทั้งรอยยิ้มว่า “น้องสาม ทำไมเ้าถึงเกรงอกเกรงใจข้าอย่างนี้องค์รัชทายาทอะไรกัน ข้ายังจำได้ว่าเมื่อก่อนพวกเ้าเรียกข้าว่าพี่สองพวกเราสามคนสนิทสนมกันมากเพียงใด ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นเหตุใดน้องสามถึงเรียกข้าว่าองค์รัชทายาท หากยังเป็เช่นนี้เกรงว่าอีกไม่นานน้องเจ็ดคงต้องเลียนแบบเ้าแน่ๆ”
“ข้านับถือในความน่าเกรงขามขององค์รัชทายาทจึงไม่กล้าเรียกขานตามใจชอบพะย่ะค่ะ” ฉู่เฉิงกล่าวอย่างนอบน้อม
องค์รัชทายาทวางมือลงบนบ่าฉู่เฉิงเบาๆ“เ้าน่ะเคร่งครัดในกฎเกณฑ์มากเกินไปดูอย่างน้องเจ็ดที่ทำตัวตามสบายเช่นนั้นมิดีกว่าหรือ มีข้าอยู่ เ้าจะกลัวอะไรกัน?”
“ใช่แล้วท่านพี่สามจะกลัวไปทำไมกัน ขอเพียงแค่พวกเราทั้งสามเป็อันหนึ่งอันเดียวกันผู้ใดกล้าตำหนิท่าน มันผู้นั้นก็ต้องตาย!” ฉู่เยว่วางจอกน้ำชาก่อนเอ่ยต่อ “แต่...ท่านพี่สองฉู่อวี้ทำเื่เช่นนี้ แท้จริงแล้ว้าสิ่งใดกันแน่?”
องค์รัชทายาทค่อยๆ ยกยิ้มเย็น แววตาฉายแววมืดมิด ค่อยๆ ลูบไล้จอกน้ำชาในมือเอ่ยขณะครุ่นคิด “เขาทำเช่นนี้เพราะ้าให้เสด็จพ่อพอพระทัยทั้งยังลอบชักจูงอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายเข้าเป็พวก ทว่าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายกลับหวาดกลัวเขาเสียยิ่งกว่าสิ่งใดไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าร่วมกับเขาอย่างแน่นอน ข้าอยากรู้จริงๆเขาตกหลังม้าเพียงครั้งเดียวก็กลายเป็คนรู้จักวางแผนการแล้วหรือ”
“อาจมิเป็เช่นนั้น” ฉู่เฉิงเอ่ยพลางขมวดคิ้ว “ได้ยินว่าบุตรชายลำดับห้าผู้เป็บุตรอนุภรรยาของกู้ถิงงดงามยิ่งนักไม่แน่ว่าเหวินอ๋องอาจรู้สึกชอบพอขึ้นมากะทันหัน”
ทันทีที่กล่าวจบ องค์รัชทายาทและฉู่เยว่หันมามองหน้ากันครู่หนึ่ง จากนั้นก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมา
“ให้ข้าพูดเถิดน้องสาม ยากนักที่จะได้ยินเ้าเอ่ยชมผู้อื่นเช่นนี้!”
“ใช่แล้วๆหากเป็ผู้ที่งดงามถึงเพียงนั้น วันหน้าหากการใหญ่ของเราสำเร็จท่านก็พาพระชายาเหวินอ๋องกลับจวนไปเสียก็สิ้นเื่”
ฉู่เฉิงไม่สนใจพวกเขา องค์รัชทายาทเห็นสีหน้าที่ดูจริงจังของเขาจึงอดเอ่ยถามไม่ได้ “กู้โยวหนิงผู้นี้ เ้าเคยพบมาก่อนหรือ? เป็ดังคำเล่าลือเ่าั้จริงหรือ?”
ฉู่เฉิงกระตุกยิ้มมุมปาก “คนผู้นี้ เดิมควรมีเพียงบนสรวง์ บนโลกนั้นหามีไม่จึงจะถูก”
