รัชศกเต๋อเซิ่งปีที่ยี่สิบ เดือนสามวันที่ยี่สิบเจ็ดหลังจากพิธีอภิเษกผ่านพ้นไป เหวินอ๋องกลับเข้าร่วมหารือในราชสำนัก
เหวินอ๋องคือจอมทัพผู้องอาจห้าวหาญของรัฐจาวสวมชุดราชสำนักสีดำแสดงถึงบรรดาศักดิ์ชินอ๋องขั้นหนึ่งยืนอยู่กลางท้องพระโรงเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเื่ราวในชาติก่อน ความรู้สึกมากมายพลันถาโถมเข้ามาในใจ
ในยามนี้ไร้าประชาชนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ในราชสำนักมีเพียงเื่วุ่นวายเล็กน้อย ฉู่อวี้จำได้ว่ารัชศกเต๋อเซิ่งปีที่ยี่สิบในเดือนหกเกิดอุทกภัยที่เจียงหนาน ฮ่องเต้ส่งองค์รัชทายาทลงไปบรรเทาทุกข์ทว่าถูกกรมคลังร้องเรียนเื่ทุจริต ชาติที่แล้วฉู่อวี้ไร้ความสนใจเื่การปกครองเื่ราวเป็มาเช่นไรเขาจำแทบไม่ได้ จำได้เพียงองค์รัชทายาทถูกลงโทษทว่าไม่ได้หนักหนาอย่างที่ควรจะเป็วันนี้เขาคงต้องจับตาดูเหตุการณ์นี้ไว้ให้ดีเสียแล้ว
ฉู่อวี้กวาดสายตามองเหล่าขุนนางในท้องพระโรงส่วนมากคือฝ่ายขององค์รัชทายาท ส่วนน้อยยังคงเป็กลาง ตามด้วยขุนนางระดับกงและโหว1จำนวนหนึ่งท้ายที่สุดหยุดอยู่ที่อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็พ่อตาของเขา
ฉู่อวี้กำลังคิดคำนวณในใจจำนวนขุนนางฝ่ายองค์รัชทายาทมีจำนวนมาก หากคิดจะกดข่มพวกเขาคงไม่ใช่เื่ง่ายต้องใช้ความพยายามมากเท่าใดไม่ใช่เื่สำคัญแต่หากไม่คิดให้รอบคอบคงเกิดความผิดพลาดที่ไม่อาจหวนกลับ หากเป็เช่นนั้นมิสู้จัดการกับตำหนักบูรพาโดยตรงยังเร็วเสียกว่า
หลังจากกลับจากการเข้าเฝ้าในท้องพระโรง ฉู่อวี้กล่าวลาขุนนางไม่กี่คนที่เข้ามาอวยพรเนื่องจากเขาเพิ่งผ่านพิธีอภิเษกไม่นานจากนั้นมุ่งหน้ากลับจวนเพื่อทานอาหารเช้าพร้อมพระชายา
“พระชายาอยู่ที่ใดหรือ?” ครั้นกลับมาถึงจวน ฉู่อวี้เดินหากู้โยวหนิงจนทั่ว แต่กลับไม่พบแม้แต่เงา
“เรียนท่านอ๋องพระชายาเสด็จออกไปข้างนอกั้แ่เช้าแล้วเ้าค่ะ”ไฉ้เซวียนจัดสำรับพร้อมกับตอบคำถาม
ฉู่อวี้ขมวดคิ้ว “ออกไปกับผู้ใด?”
“พระชายาออกไปกับเจียนอวี่เ้าค่ะ...”
ไม่รอให้ไฉ้เซวียนกล่าวจบ ฉู่อวี้โยนตะเกียบในมือและลุกขึ้นออกคำสั่งให้พาไปหาพระชายาทันที
หลังจากนั้น...เหวินอ๋องผู้ภายนอกเคร่งขรึมภายในกลัดกลุ้มได้ตามมาจนถึงแดนป่าไผ่ทว่าโชคไม่ดีนักต้องมาเห็นพระชายาของตนกำลังอยู่บนกายของบุรุษอื่นอารมณ์ที่พยายามข่มไว้อย่างยากเย็นั้แ่เมื่อคืนพลันะเิออกมายื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อและดึงเขาลงมาจากตั่งเตียงทันที
กู้โยวหนิงเงยหน้ามองท่านอ๋องผู้มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ไฮ~ท่านอ๋อง~ ท่านมาได้อย่างไรกัน เอ่อท่านเสวยอะไรหลังกลับมาจากท้องพระโรงแล้วหรือไม่?”
“คนผู้นี้คือใคร!” ฉู่อวี้ชี้นิ้วไปทางมู่อวิ๋นฮั่น
“สหายขอรับ” กู้โยวหนิงตอบตามตรง
“สหาย?” เหวินอ๋องยังคงไม่เชื่อออกแรงกระชากเขารุนแรงกว่าเดิม “ถ้าเช่นนั้นเ้าขึ้นไปอยู่บนตัวเขาทำไม!”
กู้โยวหนิงทำหน้าเหยเกเอ่ยด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าอาดูร “เป็เื่เข้าใจผิดขอรับ เมื่อครู่พวกข้ากำลังหยอกล้อกัน”
ฉู่อวี้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน“เป็ถึงพระชายาแต่กลับหยอกล้อจนขึ้นไปอยู่บนกายบุรุษ!”
กู้โยวหนิงกะพริบตาปริบๆหัวเราะแห้งสองหน เอ่ยถามด้วยใบหน้าใสซื่อ “หากไม่อาจหยอกล้อจนไปอยู่บนร่างบุรุษท่านจะให้ข้าหยอกล้อจนไปอยู่บนร่างสตรี...”
ฉู่อวี้ตบโต๊ะเสียงดังสนั่น“เ้าบอกความจริงกับข้ามา คนผู้นี้คือใคร?”
“เขา...เขาคือมู่อวิ๋นฮั่นพวกข้าคือสหายกันจริงๆ ขอรับ เป็สหายที่บริสุทธิ์ใจกันจริงๆ ขอรับ”กู้โยวหนิงรู้สึกว่าตนหมดหนทางจะเอ่ยคำแก้ตัวใดๆจึงทำได้เพียงชำเลืองมองมู่อวิ๋นฮั่นด้วยท่าทางน่าสงสาร คล้ายกับกำลังบอกว่า ‘นี่เ้าพูดอะไรบ้างสิ’
มู่อวิ๋นฮั่นกระแอมไอออกมาแล้วก้มหน้าหลบสายตาทันที
กู้โยวหนิงถลึงตาจ้องเขาไปหนหนึ่งท้ายที่สุดเอ่ยคำสาบานต่อหน้าฉู่อวี้ระหว่างนั่งรถม้ากลับจวน“ข้ากับเขาบริสุทธิ์ใจต่อกันจริงๆ นะขอรับ ท่านก็รู้บุรุษที่ชอบพอสตรีเช่นข้าจะไปทำอะไรกับเขาได้อย่างไรถึงแม้วันใดวันหนึ่งข้าอาจเกิดสัญชาตญาณสัตว์ป่าแต่ข้าก็ไม่มีทางจะทำอะไรกับเขาแน่นอนขอรับ เจียนอวี่ของข้าไม่ดีกว่าเขาเป็ร้อยเท่าพันเท่าหรือ?”
เสียงสิ่งของแตกหักดังขึ้นทันใด เป็ฉู่อวี้ที่กำหยกในมือจนถึงกับแตกละเอียด
กู้โยวหนิงหวาดกลัวจนตัวสั่น ทันใดนั้นก็กลอกตาทั้งสองข้างแล้วแสร้งตายอยู่ตรงมุมรถม้า
ฉู่อวี้แค่นหัวเราะ ค่อยๆโน้มกายเข้าใกล้เขาเป็เหตุให้เงาของบุรุษร่างสูงใหญ่ทาบทับอยู่บนร่างของกู้โยวหนิงในทันใด
----------------------------------------
1 ขั้นของขุนนางเรียกจากสูงไปต่ำคือ อ๋อง กง โหว ปั๋ว จื่อ หนาน
