ตึงๆๆ ...
ชีพจรเต้นไปตามเสียงกลองที่ดังขึ้นเป็จังหวะ ผู้ชมบนอัฒจันทร์อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นจนเผลอกลั้นลมหายใจ มองไปยังคนและม้าทั้งสองกลุ่มที่จุดเริ่มต้น
บริเวณจุดเริ่มต้น บุรุษทั้งสองและตัวแทนแคว้นอี้ต่างกำบังเหียน ขาทั้งสองหนีบแน่นที่ตัวม้าเตรียมพร้อมออกตัว
เสียงตีกลองดังขึ้น เมื่อเสียงเคาะถึงจุดสูงสุด พลันมีเสียง “ย่ะ” แส้ยาวชูขึ้นบนฟ้า เสียงแส้อันดุเดือดสั่นสะท้านไปถึงชั้นเมฆ
ทั้งสี่เตะท้องม้า แยกไม่ออกว่าผู้ใดก่อนผู้ใดหลัง ต่างวิ่งทะยานออกไปราวลูกธนูพุ่งออกจากคันศร!
เฟิ่งฉีรีบกระตุ้นม้าให้วิ่งทะยานไปหน้าสุด สายตามองตรงไปเบื้องหน้า ผมสีดำราวหมึกปลิวไสว เขายกยิ้มเย็น ตั้งใจวิ่งไปอย่างบ้าคลั่ง
ม้าหัวโตตัวใหญ่ของแคว้นอี้ขวางกั้นอยู่ตรงกลาง พวกเขาแลกเปลี่ยนสีหน้ากันพลันเข้าใจตรงกันในพริบตา โม่อวี่รับมือกับเฟิ่งฉีด้านหน้าสุด ส่วนอีกคนเข้าขวางบุรุษสวมหน้ากากที่อยู่ด้านหลัง
บรรดาผู้ชมรู้สึกแปลกใจ บุรุษหน้ากากที่รั้งท้ายผู้นั้นดูสบายใจกว่าสามคนด้านหน้ามาก ร่างกายอาบอยู่ใต้แสงอาทิตย์ หน้ากากเงินเปล่งประกายระยิบระยับ ม้าล้ำค่าที่ควบขี่อยู่วิ่งตามคนด้านหน้าไปอย่างไม่รีบร้อน ไม่คล้ายมาแข่งขัน แต่กลับเหมือนกับการปล่อยม้าออกมาเดินเล่นหลังจากนอนกลางวันเสียมากกว่า
พวกโม่อวี่จากแคว้นอี้มองไปยังเฟิ่งฉีเบื้องหน้าที่ใกล้จะเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางโค้ง เขายื่นมือเข้าไปบริเวณอก สายตาสอดส่องไปรอบด้านอย่างกระวนกระวาย เตะท้องม้าใต้ร่างอย่างแรงให้มันโจนทะยานเข้าไปด้านข้างเฟิ่งฉี ในยามที่คนรอบๆ ไม่สังเกตก็สะบัดผงในมือออกไป
เฟิ่งฉีสะบัดแส้ครั้งหนึ่ง ในชั่วพริบตาก็ะโออกจากผงควันที่คละคลุ้งอยู่นั้น นำไปก่อนครึ่งก้าวพลางหันมามองศัตรูที่ตามอยู่ด้านข้าง ดึงบังเหียนครั้งหนึ่ง มุมปากยกโค้งเป็วงอย่างถากถาง ทว่าม้าศึกใต้ร่างที่ได้รับความเ็ปดูดุร้ายผิดปกติ มันยกกีบเท้าอย่างบ้าคลั่ง วิ่งไปรอบๆ อย่างมั่วซั่ว ไม่ยอมวิ่งไปข้างหน้า
นี่?! ตัวเขาสะบัดอยู่บนหลังม้าอย่างอันตราย บุรุษที่รับมือกับเหตุการณ์ไม่ทันพลันทำให้เกิดเสียงร้องอย่างใไปทั่วทุกด้าน
โม่อวี่หันกลับมาแสยะยิ้มให้เฟิ่งฉีที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง พลันเร่งความเร็วเข้าสู่ทางโค้งไปก่อนหนึ่งก้าว ผงที่เขาใช้ออกไปเมื่อครู่นี้คือยาหลอนประสาทที่มีฤทธิ์แรง ใช้สำหรับม้าโดยเฉพาะ ตอนนี้ม้าสูดเข้าไปแล้ว ไอ้หนูสองคนของแคว้นเฉินก็รอเพียงม้าศึกบ้าคลั่งเท่านั้นแล้ว ชัยชนะของโม่อวี่อยู่ในกำมือ เขายื่นมือออกไปตบม้าใต้ร่าง ตอนนี้ก็ต้องอาศัยมันแล้ว
ตัวแทนอีกผู้หนึ่งของแคว้นอี้เห็นว่าม้าของเฟิ่งฉีบ้าคลั่งทั้งยังสะบัดเฟิ่งฉีที่อยู่บนหลัง จึงกำบังเหียนแน่นทะยานแซงเฟิ่งฉีไป พุ่งขึ้นไปวิ่งคู่อยู่กับม้าของโม่อวี่
นี่คือการแข่งคู่ จำเป็ต้องถึงเส้นชัยพร้อมกันจึงจะนับว่าชนะ
เฟิ่งหลิงที่อยู่หลังสุดเห็นม้าด้านหน้ายกกีบเท้าวิ่งหมุนไปทั่วอย่างไม่อาจควบคุม จึงรวบรวมพลัง เหยียบบนหลังม้าแล้วะโทะยานไปข้างหลังเฟิ่งฉี รวบนิ้วทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วจี้ไปยังจุดชีพจรจุดหนึ่งของม้า มันจึงค่อยๆ สงบลง เขาตบบ่าเฟิ่งฉีเบาๆ ส่งสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายจิตใจสงบแล้วทะยานตัวกลับไปบนหลังม้าของตนอีกครั้ง
“พี่สาม...” ในดวงตาของเฟิ่งฉีเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เป็เขาที่ดูแคลนศัตรูเกินไป! สายตาพลันแปรเปลี่ยน สะบัดมือควบคุมม้าให้ไล่ตามไปยังเงาร่างทั้งสองที่ตอนนี้ไปถึงกลางเส้นทางโค้งอย่างบ้าคลั่ง
“ในเมื่อวางยาม้าของข้า ก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน!” ความเร็วดุจดั่งสายฟ้าวิ่งไปอย่างรวดเร็วเฉียบขาด บังเหียนในมือของเฟิ่งฉีถูกยกขึ้น กระทั่งคนก็พาม้าพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศ ะโข้ามศีรษะของตัวแทนแคว้นอี้ไป ตีคู่ไปกับโม่อวี่อีกครั้ง
ผู้ชมบนอัฒจันทร์กู่ร้องอย่างกระตือรือร้น เหล่าฝูงชนโบกสะบัดผ้าในมือ ะโให้กำลังใจอย่างฮึกเหิมบ้าคลั่ง ณ ยามนี้เวลานี้ ความรู้สึกร่วมกับเกียรติยศของแคว้นตนพุ่งทะยานอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“ปัดโธ่!” เหล่าขุนนางแคว้นอี้ทอดถอนใจอย่างเสียดาย
โม่อวี่ที่เห็นสถานการณ์เปลี่ยนผัน เมื่อคิดว่าหากพ่ายแพ้จุดจบของพวกเขาคงมีเพียงความตาย ในใจก็เกิดความดุดัน สบตากับคู่หูข้างกายั์ตาเย็นเยียบ ตัวแทนแคว้นอี้อีกคนพลิกมือที่กุมบังเหียน มือที่กำแน่นกางออกพลันมีลูกดอกสองดอกพุ่งไปข้างหน้าหนึ่งข้างหลังหนึ่ง เป้าหมายคือม้าทั้งสองของแคว้นเฉิน!
เสียงเสียดแทงอย่างรุนแรงจากข้างหลังทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาภายใต้หน้ากากของเฟิ่งหลิงเปลี่ยนไป ปรายตามองลูกดอกเย็นเยียบที่ไล่ตามมาติดๆ “พี่สาม ข้าเอง!” มือซ้ายของเฟิ่งฉีไขว้หลัง ดึงหยกแขวนออกมาจากเอวปาไปข้างหลัง!
ติ้ง ติ้ง
หลังจากเสียงดังขึ้นสองครั้ง หยกแขวนปะทะเข้ากับลูกดอกหน้าหลัง เช่นนี้จึงสามารถป้องกันอาวุธลับของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย
เมื่อได้รับน้ำใจของผู้อื่นก็ควรจะตอบแทนคืนไป ริมฝีปากของเฟิ่งหลิงยกโค้ง ลูกหินในมือทั้งสองลูกถูกดีดไปยังโม่อวี่ที่ลอบกัดฟันอยู่
บุรุษผู้นั้นรีบโค้งเอวก้มหัวหลบลูกหิน ทว่ากลับได้ยินเสียงร้องอย่างอนาถของสหายร่วมกลุ่ม มือของเขากุมอยู่ที่ไหล่
โม่อวี่เร่งม้าตามไปด้านหน้าพลางกล่าวถามคนข้างๆ “เป็อย่างไรบ้าง ร้ายแรงหรือไม่?”
คู่หูไม่ตอบ ทำเพียงส่งเสียงและพยักหน้าครั้งหนึ่งจากนั้นจึงจับบังเหียนใหม่ให้แน่นตามขึ้นไปติดๆ เมื่อมองไปบริเวณไหล่ พบว่ามีเืสดๆ สีแดงไหลซึมออกมาจากชุดสีเทา การโจมตีของเฟิ่งฉีเมื่อครู่ ลูกหินทะลุเกราะเงินจนไปถูกเนื้อหนัง!
ตอนนี้ แคว้นเฉินนำไปไกลแล้ว
“พี่สาม เป็อย่างไรบ้าง เมื่อครู่ที่ข้ากันลูกดอกไว้ได้ ไม่เลวเลยใช่หรือไม่!” เฟิ่งฉีเห็นว่าคนของแคว้นอี้ตามหลังอยู่ไกลโข ไม่สามารถตามมาทันด้วยเวลาเพียงไม่นาน จึงส่งสายตาแฝงคำพูดไปยังบุรุษสวมหน้ากากด้านข้าง
เขาตั้งใจวิ่งทะยานไปข้างหน้าตลอดจึงไม่ได้สังเกตเห็นตอนที่พี่สามของตนโยนหินออกไป อย่างไรก็ตามเฟิ่งหลิงทำเพียงกวาดตามองเขาอย่างเรียบเฉย ยิ้มน้อยๆ ครั้งหนึ่งแล้วไม่กล่าวอะไรอีก
“...” เอาเถิด พี่สามช่างจริงจังดีแท้
หน้ากากเงินบดบังความหล่อเหลา ทั้งยังบดบังริมฝีปากบางที่กำลังยกยิ้มยินดี สายตาของเขามองไปยังเฟิ่งฉีที่นำอยู่หนึ่งก้าวอย่างสบายอารมณ์ ช่างเป็พวกบุ่มบ่ามขี้อวดจริงๆ
“หากถึงเส้นทางอุปสรรคจะต้องระมัดระวังให้ดี เมื่อเข้าตาจนพวกเขาจะต้องลงมืออีกครั้งแน่” ทางตรงครั้งที่สองใกล้จะผ่านไปในอีกสิบหกจั้งข้างหน้า เฟิ่งหลิงเปิดปากกล่าวเตือนเฟิ่งฉีที่อยู่ด้านหน้า
ชายหนุ่มสะบัดมือครั้งหนึ่ง “วางใจเถิด!”
โม่อวี่ที่ตามมาข้างหลังอย่างบ้าคลั่งเห็นคนทั้งสองเบื้องหน้าใกล้จะถึงเส้นทางอุปสรรค ผ่านไปอีกไม่นานก็จะถึงเส้นชัย อีกทั้งสายตาของจักรพรรดิเซียวบนอัฒจันทร์เ็าถึงเพียงนั้น ทำให้ในใจของพวกเขาร้อนรนเป็อย่างมาก ดึงมีดสั้นออกมาจากรองเท้าปักไปบนสะโพกม้า มันส่งเสียงร้องออกมาอย่างเ็ป กางกีบเท้าวิ่งทะยานไปอย่างบ้าคลั่ง เสียงลมเสียดแทงอยู่ข้างหูของโม่อวี่ ม้าวิ่งแหวกอากาศใกล้เข้าไปเรื่อยๆ สุดท้ายจึงห่างจากม้าของเฟิ่งหลิงเพียงครึ่งก้าว
เมื่อถึงที่สุดแล้วความจริงก็จะปรากฏ เมื่อถึงด่านสุดท้าย คำพูดของจักรพรรดิเซียวปรากฏขึ้นในหัวของทั้งสองอีกครั้ง “หากแพ้ก็หิ้วหัวกลับมา!”
โม่อวี่เหยียบบนหลังม้า ใช้แรงพุ่งทะยาน มีดในมือขว้างไปยังตำแหน่งของหัวใจทางด้านหลังของเฟิ่งหลิงอย่างโเี้
เฟิ่งหลิงรอป้องกันอยู่นานแล้ว ฝ่ามือทั้งสองยันบนหลังม้าแล้วยืนขึ้น ใช้เท้าเตะไปยังมีดที่พุ่งมาของโม่อวี่กลับไป
ความเ็ปแผ่ออกมาจากบริเวณอก บุรุษผู้นั้นตกลงสู่หลังม้า จากนั้นกัดฟันเปลี่ยนทิศทางโจมตีออกไปด้วยเจตนาไม่เ้าตายข้าก็ม้วย ต่อสู้มือเปล่ากับเฟิ่งหลิงแย่งชิงความได้เปรียบ
ตัวแทนอีกผู้หนึ่งของแคว้นอี้เห็นโม่อวี่ตั้งใจเด็ดเดี่ยว จึงหยิบลูกดอกสั้นมาจากในแขนเสื้ออีกฝั่ง ทะยานตัวไปโดยมีเป้าหมายคือเฟิ่งฉี
ใกล้จะถึงอุปสรรคแล้ว เฟิ่งฉีรู้สึกว่าด้านหลังมีลมร้ายโหมกระหน่ำ มือที่กุมบังเหียนจึงกอดเอวม้าพลันพลิกตัวไปอยู่ใต้ม้า ตัวแทนแคว้นอี้โจมตีไม่สำเร็จจึงยกมือขึ้น ตั้งใจจะปักลูกดอกไปบนหลังม้าของเฟิ่งฉี
ลูกดอกเปล่งประกายสีเงินจางๆ ด้วยแรงเช่นนี้จะต้องทำให้ม้าตายได้แน่นอน จากนั้นแคว้นเฉินก็จะพ่ายแพ้การแข่งขันนี้
ในยามสถานการณ์คับขัน เฟิ่งฉีใช้สองขาเกี่ยวรัดเอวม้า ครึ่งตัวบนพลิกกลับมาบนหลังม้า ่เวลาที่ตัวแทนแคว้นอี้กำลังจะปักลูกดอก เขาใช้ฝ่ามือโจมตีไปที่ไหล่อีกฝ่ายอย่างแรง มือของบุรุษผู้นั้นพลันสิ้นเรี่ยวแรงในพริบตาทำให้ลูกดอกกระเด็นตกไป เขาใช้ท่าทางอันยากที่จะเชื่อหมุนเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศกลับไปบนหลังม้าของตน ตัวแทนแคว้นอี้กระอักเืสดๆ ออกมา ไหล่ที่ก่อนหน้านี้ถูกเฟิ่งหลิงปาลูกหินใส่ ตอนนี้ยังมาถูกฝ่ามือของเฟิ่งฉีซ้ำอีก เืของเขาทะลักออกมาไม่หยุดราวกับน้ำพุ สีหน้าซีดขาวดุจกระดาษที่พร้อมจะปลิวไปได้ทุกเมื่อราวกับกำลังจะแหลกสลาย
ทางด้านของเฟิ่งหลิงและโม่อวี่ เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงอุปสรรค ทั้งสองจึงใช้แรงจากการปะทะฝ่ามือส่งตัวทะยานกลับไปที่ม้า
คนสี่คนม้าสี่ตัว กีบเท้ายกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ะโข้ามผ่านรั้วที่หนึ่งไปได้
เส้นชัยใกล้เข้ามา ในดวงตาของทั้งสี่ปรากฏแววสู้รบ ก่อนที่อุปสรรคชิ้นที่สองจะมาถึง จึงพัวพันอุตลุดต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง
ตัวแทนของแคว้นอี้ที่ร่างกายได้รับาเ็นับว่าเป็แรงเฮือกสุดท้ายแล้ว เฟิ่งฉียกเท้าขึ้นถีบเขาลงไปจากหลังม้า ตั้งใจพุ่งทะยานไปข้างหน้าลูกเดียว
เฟิ่งหลิงเห็นดังนั้นจึงมองปราดด้วยสายตาเย็นเยียบ รับหมัดของโม่อวี่ที่โจมตีมาแล้วยกขึ้นเหวี่ยงออกไปด้วยพละกำลังอันแข็งแรง จากนั้นกลับมาที่อานม้ากุมบังเหียนทะยานตามไป
เมื่อเห็นทั้งสองอยู่ห่างจากเส้นชัยไม่ถึงสามสิบจั้ง โม่อวี่พลันพลิกกายขึ้นม้าพิงไปทางคู่หู ในสายตามีความเด็ดเดี่ยวราวกับเห็นความตายเป็ดั่งการคืนสู่มาตุภูมิ จากนั้นจึงโผทะยานขึ้นมา
ทั้งสองะโออกมาอย่างพร้อมเพรียง โม่อวี่ออกหมัดอย่างรุนแรงไปทางคู่หู คนผู้นั้นถึงกับใช้ร่างกายเป็อาวุธ โคจรพลังภายในทั้งหมดพุ่งแหวกอากาศไปยังทั้งสองราวเสือราวเหยี่ยว
บริเวณสิบจั้งสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย สายลมรุนแรงดุจหินวาดผ่านิัด้านหลัง เส้นชัยอยู่ห่างไปเพียงหนึ่งก้าว ในขณะนั้นทั้งสองโผทะยานร่างหมุนกลับ ใช้สองเท้าเหยียบม้าถีบตัวไปยังร่างที่พุ่งเข้ามาพร้อมๆ กัน
เสียงกลองดังขึ้น ร่างของตัวแทนแคว้นอี้กระเด็นออกไป ไม่ขยับเขยื้อนอีก
ม้าทั้งสองค่อยๆ ชะลอช้าลง เฟิ่งฉีและเฟิ่งหลิงะโกลับไปบนหลังม้าพร้อมกันและทะยานไปถึงเส้นชัยอย่างพร้อมเพรียง!
โม่อวี่ชะงักค้าง ม้าศึกใต้ร่างวิ่งทะยานพลางสะบัดเ้านายที่ผ่อนแรงจับบังเหียนจนตกม้า
ทั้งสนามเงียบงัน มีเพียงม้าสองตัวที่สูญเสียเ้านายวิ่งไปมาตามอำเภอใจ
พริบตาเดียว เสียงกู่ร้องอย่างยินดีดังสะท้านไปทั่วทั้งสนาม ประชานชนแคว้นเฉินบนอัฒจันทร์ลุกขึ้นโบกไม้โบกมือ การแข่งขันที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้พวกเขาจะหาดูได้ยากยิ่ง
เฟิ่งหลิงทอดถอนหายใจ หันไปมองยังมุมหนึ่งด้านหลัง ทว่าตรงนั้นกลับไม่เห็นเงาร่างของคนที่ชื่นชอบแล้ว
“ฮึ!” จักรพรรดิเซียวทุบเก้าอี้หินข้างกายจนแตกละเอียดด้วยฝ่ามือเดียว จักรพรรดิเฉินที่ยังคงดื่มด่ำกับความยินดีในชัยชนะอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง มองไปยังสีหน้าของจักรพรรดิเซียว
“ดี ดี ช่างเป็การแข่งขันที่ยอดเยี่ยมนัก!” เสียงหัวเราะของจักรพรรดิเซียวทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บ
“...จักรพรรดิเซียว ฝ่าาทรงรับปากแล้ว!”
บนอัฒจันทร์ของแคว้นอี้เหลือคนเพียงน้อยนิด หลานเซียงเหลียงใบหน้าซีดขาว แม้ยามฝันเขาก็ไม่อาจคาดคิดว่าแคว้นเฉินจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ นี่มันเป็ไปได้อย่างไร? ม้าของพวกเขาสามารถสู้กับม้าแคว้นอี้ได้อย่างไร?
เบื้องหน้า ไอสังหารอันเย็นะเืแผ่มา หลานเซียงเหลียงไม่กล้ามองตาจักรพรรดิเซียวอีก เขาสูดหายใจลึก เกรงว่าจุดจบของตนคงเป็เช่นเดียวกับผู้แพ้ทั้งสี่
ในมุมมืด อวิ๋นซูมองไปยังเงาร่างที่อยู่ห่างไกล มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
ได้ลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้แล้วหรือไม่? อย่างไรก็ตาม นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น...
เส้นประสาทอันตึงเครียดของตงฟางซวี่ในที่สุดก็ผ่อนคลายลง เขาเงยหน้ามองไปยังพลับพลาั สบตากับจักรพรรดิเฉิน แฝงไปด้วยความหมายอันลึกล้ำ และมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้
************************
1 จั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร
30 จั้ง เท่ากับประมาณ 100 เมตร
