ขณะที่ฝั่งด้านนี้กำลังเตรียมตัวออกเดินทางอย่างเอิกเกริกนั้นทางด้านกงเจวี๋ยก็ใกล้ถึงแดนประจิมแล้ว
ตำแหน่งที่ตั้งของแดนประจิมหากยึดตามอาณาเขตในปัจจุบันก็คือพื้นที่ระหว่างลาซาทิเบตอยู่ในส่วนแอ่งกระทะทาริมตอนใต้
อาณาเขตแคว้นต้าอวี้มีลักษณะเป็แนวยาวที่มีหัวยกขึ้นแดนประจิมก็เป็เส้นยาวเส้นหนึ่ง ด้านเหนือติดกับโหลวเย่ทุ่งหญ้าด้านใต้ก็มีแคว้นเล็กๆ จำนวนไม่น้อยที่เลี้ยงสัตว์ ดังนั้นแดนประจิมจึงมีการวางกำลังทหารทั้งสามทิศถือเป็การรักษาประตูแคว้น
กงเจวี๋ยมองดูรอบๆ อีกสองวันก็ถึงแล้ว เขาจึงผ่อนลมหายใจการเดินทางครั้งนี้ราบรื่นมาก เขาผ่านทะเลทราย โอเอซิส เห็นูเาหิมะ และทุ่งหญ้า
ตอนนี้เขาจึงรู้ว่า สิ่งที่เสด็จพี่เคยบรรยายนั้นคืออะไรและเขาก็ได้รู้ว่าแคว้นที่เขาอาศัยมีพื้นที่งดงามยิ่งใหญ่เพียงใด เป็พื้นที่ที่บรรพบุรุษของเขาค่อยๆรวบรวมขึ้นมา เป็ความงามดุจภาพวาด
เวลานี้พวกเขากำลังผ่านหมู่บ้านบริเวณโอเอซิสแห่งหนึ่งกงเจวี๋ยจึงออกคำสั่งให้ทุกคนหยุดรถเพื่อตั้งค่ายรอถึงเวลากลางคืนอากาศไม่ร้อนแล้วค่อยออกเดินทาง
เมื่อคนในหมู่บ้านทราบว่าพวกเขาเป็ผู้ไปช่วยบรรเทาภัยพิบัติที่แดนประจิมจึงต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น ส่วนกงเจวี๋ยถูกจัดให้อยู่ในบ้านของผู้ใหญ่บ้าน
ถึงแม้จะเห็นมาตลอดทางแล้ว ทว่ากงเจวี๋ยยังคงรู้สึกสนใจคนที่นี่มีหน้าตาแตกต่างจากคนในเมืองหลวง เสด็จพี่เคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์มีหลายชาติพันธุ์ในสถานที่ห่างไกลทางด้านใต้ยังมีคนผิวดำทั้งตัวแต่น่าเสียดายตลอดทางที่ผ่านมาเขายังไม่เห็นเลยสักคน
เนื่องจากเป็การเดินทางอย่างเร่งรีบ นอกจากจัดทหารยามแล้ว คนอื่นๆจึงพักผ่อน กงเจวี๋ยเอนตัวนอนอยู่บนเตียง แต่ไม่ว่าจะนอนอย่างไร เขาก็นอนไม่หลับ
เขารู้สึกประหลาดใจเนื่องจากตลอดทางที่ผ่านมาเขาไม่ได้รับจดหมายจากเมืองหลวงสักฉบับปกติผู้ดูแลธุระในเมืองหลวงจะรายงานสถานการณ์บางอย่างให้กับเขาหรือว่าเสด็จพี่คิดว่าเขาออกมาจากเมืองหลวงแล้ว? ต้องส่งจดหมายทางไกล นางจึงเป็ผู้รับงานทุกอย่างไว้เอง?
เมื่อคิดถึงจุดนี้ กงเจวี๋ยจึงหัวเราะอย่างอดไม่ได้
เขาลูบเส้นผมที่เก็บไว้ตรงหน้าอกไม่รู้ว่าเสด็จพี่อยู่ในวังคนเดียวจะมีความสุขหรือไม่?
กงเจวี๋ยคิดถึงกิริยาท่าทางของอีกฝ่าย ทั้งรอยยิ้ม ทั้งขมวดคิ้วจากนั้นจึงค่อยๆ ผล็อยหลับไป ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใดมีใครบางคนแอบลอบเข้ามาในที่พักของกงเจวี๋ย เขาใ เสียง ‘ชิ้ง’ ดังขึ้นกระบี่ยาวถูกชักออกมา กระบี่เล่มนี้จึงพาดอยู่บนไหล่ของอีกฝ่าย
‘โครม’ เสียงกะละมังตกถึงพื้น กงเจวี๋ยไม่ได้สนใจเลยดวงตาของเขากำลังเบิกกว้าง “เสด็จพี่?!”
สาวน้อยใจนตัวสั่น กะละมังตกพื้นแล้วก็ยังไม่กล้าขยับตัวส่วนกงเจวี๋ยเมื่อมองอย่างชัดๆ แล้ว เขาจึงกะพริบตาอย่างเสียใจที่แท้ก็ไม่ใช่เสด็จพี่ แต่เป็สาวน้อยที่คล้ายกับเสด็จพี่เจ็ดส่วน
ทว่าจุดนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาวางใจ ในทางตรงกันข้ามเขากลับระวังตัวมากขึ้นตอนนี้เขายังไม่เคยเห็นศาสตร์การเปลี่ยนหน้าทว่าอีกฝ่ายคล้ายกับเสด็จพี่ถึงเพียงนี้นั่นก็แสดงว่าต้องมีเงื่อนงำบางอย่าง
“เ้าเป็ใคร? ใครส่งเ้ามา?” กระบี่ในมือของเขาแนบอยู่บนลำคอของอีกฝ่ายขอแค่อีกฝ่ายกล่าวผิดเพียงคำเดียว เขาก็จะฟันลงไปอย่างไม่ลังเลสายตาเ็าคู่นั้นดุจกำลังมองคนตาย ทำให้สาวน้อยตัวสั่นมากกว่าเดิม
“ข้า ข้าไม่รู้ว่าใต้เท้ากำลังพูดอะไรข้าเป็บุตรเลี้ยงสาวของผู้ใหญ่บ้าน มาส่งน้ำสำหรับล้างหน้าให้ท่าน”
บุตรเลี้ยงสาวของผู้ใหญ่บ้าน?
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ แล้วเพราะเหตุใดจึงปล่อยให้เ้ามาทำงานคนรับใช้เช่นนี้?” กงเจวี๋ยหรี่ตาจ้องอีกฝ่าย เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าแต่กลับทำให้สาวน้อยเบื้องหน้ามีสีหน้าแดงระเรื่อ
“เป็ข้า เป็ข้าที่ขอมาเอง ก่อนหน้านี้ข้าเห็นท่านบนหลังม้า”นางมองกงเจวี๋ยตาเป็ประกายระยิบระยับ ตอนที่นางแสดงกิริยาเช่นนี้กลับเหมือนกงอี่โม่ถึงแปดส่วน
“ข้า ข้าชื่นชมใต้เท้า ก็เลย ก็เลยเข้ามาที่นี่”
“ได้ยินมาว่าใต้เท้าจะไปแดนประจิมข้ายินดีร่วมเดินทางติดตามใต้เท้า” นางไม่ได้สนใจว่ากระบี่ของกงเจวี๋ยยังคงพาดอยู่บนลำคอของนางนางก้มหน้า ใบหน้าแดงจัดมากกว่าเดิม
เมื่อแสดงความรู้สึกของตนแล้ว นางจึงไม่ได้กล่าวอะไรอีกปลายหูแดงจัด ดูเหมือนว่ากำลังรอคนที่ตนรักประกาศผลการตัดสินใจ
ทว่ากงเจวี๋ยกลับมองนางอย่างเ็า ดุจผู้พิพากษาผู้ไร้จิตใจทำให้คำโกหกของนางกลายเป็ความเลวร้าย
“อย่างนั้นหรือ?” กงเจวี๋ยยิ้มเย็นคมกระบี่กลับแนบชิดลำคอยิ่งขึ้น
การกระทำของเขาทำให้นางหัวใจเต้นจนแทบหลุดออกมาทว่านางก็ฝืนทำเป็ใจเย็น
“ใช่ ใต้เท้า ข้า ข้า ชื่นชมท่าน”
เดิมทีนางคิดว่าอีกฝ่ายเป็แค่เด็กอายุสิบเอ็ดปีคนหนึ่งนางจึงไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าน่าจะหลอกได้ง่ายแล้วทำไมจึงต้องแต่งหน้าเหมือนพี่สาวของเขา? หรือว่าอีกฝ่ายคิดกับพี่สาวในรูปแบบที่ไม่อาจบอกผู้อื่น?
ทว่าตอนนี้กระบี่บนลำคอของนางยังคงแนบชิดไม่ขยับนางคิดว่าหากนางไม่ได้มีใบหน้าเช่นนี้ อีกฝ่ายคงฆ่านางไปั้แ่วินาทีแรกที่เห็นแล้ว!
เวลานี้นางรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆเนื่องจากนางพบว่าเมื่อนางกล่าวประโยคนี้แล้วไอพิฆาตบนร่างของกงเจวี๋ยกลับปรากฏเด่นชัดจนเหมือนเป็ความจริง
คำโกหกที่ร่างไว้ทั้งหมดถูกนางกลืนลงไปนางไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว ตอนนี้ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นแก่ใบหน้าของนางปล่อยให้นางมีชีวิตรอด
“เ้าบอกว่าเ้าชื่นชมข้า?” น้ำเสียงเ็าของหนุ่มน้อยดังขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน
สาวน้อยได้ยินเช่นนี้จึงรีบเงยหน้าขึ้นมาอย่างยินดีทว่าในชั่ววินาทีนั้นทุกอย่างกลายเป็การหยุดชะงักตลอดกาล นางคงไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงถูกฆ่ากระมัง?
ทว่าเมื่อฆ่านางไปแล้ว กงเจวี๋ยจึงััถึงความผิดปกติได้ทันทีสายน้อยเบื้องหน้าต้องถูกคนในวังส่งมาอย่างชัดเจนเนื่องจากรู้ว่าเขาผูกพันกับเสด็จพี่ ดังนั้นจึงใช้กลยุทธ์เช่นนี้กับเขาส่วนเสด็จพี่ที่อยู่ในวังจะไม่มีทางยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้แน่นอน ดังนั้นสิ่งเดียวที่สามารถอธิบายได้ก็คือ......
เสด็จพี่ไม่ได้อยู่ในวัง
เวลานี้มีคนเดินเข้ามา ที่แท้ก็คือไป๋เซิงเขาเป็คนที่กงอี่โม่ส่งมาดูแลกงเจวี๋ยโดยเฉพาะ
กงเจวี๋ยเหลือบมองอีกฝ่าย เนื่องจากไป๋เซิงเป็คนที่เสด็จพี่เชื่อใจมากดังนั้นเขาจึงเชื่อใจในตัวอีกฝ่ายมากเช่นกัน
ไป๋เซิงเป็คนหน้าตาธรรมดาเป็คนที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนจะมองหาไม่เจอ เวลานี้อีกฝ่ายกำลังมองศพบนพื้นจากนั้นจึงถอนหายใจออกมาหนึ่งคำ “องค์ชาย ท่านไม่ควรฆ่าคน”
หากเป็ไปตามความคิดของกงอี่โม่และอ๋องแดนประจิมพวกเขาหวังว่ากงเจวี๋ยจะกลายเป็คนยุติธรรม ตรงไปตรงมาและมีความมุ่งมั่นมีลักษณะเหมือนทหารนายหนึ่ง ทว่าเมื่อไป๋เซิงได้รู้จักเขามากขึ้นแล้ว เขาจึงรู้ว่าสำหรับหนุ่มน้อยเบื้องหน้าผู้นี้การฆ่าคนเป็สิ่งที่ฝั่งลึกอยู่ในกระดูกของอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงได้แต่ห้ามปรามการเข่นฆ่ากลุ่มโจรในครั้งที่แล้วทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดกลัวคาดไม่ถึงว่าตอนใกล้จะถึงแดนประจิมก็ยังมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
“เสียงดัง หนวกหูก็เลยฆ่าทิ้ง”
ไม่รู้เป็เพราะเหตุใด ไป๋เซิงััได้ว่าสายตาที่กงเจวี๋ยมองเขาแฝงไปด้วยไอพิฆาตความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกใจสั่น
ไป๋เซิงรีบเบือนหน้าไปอีกทาง เขานั่งลงเพื่อตรวจสอบศพบนพื้นแต่เมื่อเขาพลิกศพขึ้นมาดูกลับพบว่าใบหน้าศพกลับเหมือนองค์หญิงจาวหยางเป็อย่างมาก
เขาแอบใเงียบๆ แม้ว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทว่าจากความสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายและองค์หญิงในเมื่อร่างของบุคคลผู้นี้คล้ายองค์หญิงมาก นั่นก็แสดงว่าต้องมีเงื่อนงำบางอย่างแต่ไม่รู้เป็เพราะเหตุใดองค์ชายจึงฆ่าทิ้งอย่างน้อยก็น่าจะจับตัวมาสอบปากคำโดยการทรมานก่อน
เขาเงยหน้าขึ้นมองกงเจวี๋ยเวลานี้กงเจวี๋ยกำลังนั่งเปิดหนังสือเล่มหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ท่าทางไม่เร่งร้อนเห็นได้ชัดว่าเขาก็คือองค์ชายผู้แสนเ็าราวกับผู้ที่ลงมือเมื่อสักครู่ไม่ใช่ตัวเขาเลยทีเดียว
เมื่อััได้กับสายตาสงสัยของไป๋เซิง ดวงตาสีน้ำหมึกของกงเจวี๋ยคู่นั้นพลันเหลือบมองมาทว่าเพียงชั่วแวบเดียวกลับทำให้ไป๋เซิงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง
“เหมือนเกินไป บนโลกนี้มีเสด็จพี่เพียงคนเดียวก็พอแล้ว”
