ภายในจวนชางหรงโหว เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเรียงรายไปด้วยพับผ้าหลากหลายสีสัน นางขมวดคิ้ว “ไม่เหมาะ เปลี่ยนใหม่”
นี่เป็ผ้ากองที่สี่แล้วทว่าฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังคงไม่พอใจ เหล่าแม่นมรู้สึกเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด บนหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ
วันนี้ภายในเรือนไผ่มีคนมาตามอวิ๋นซูั้แ่เช้าตรู่ อวิ๋นซูที่สวมชุดกระโปรงสีน้ำเงินปักลายทะเลสาบอันวิจิตรงดงามเหยียบย่างเข้ามา สายตามีแววแปลกใจวาบผ่าน
“ท่านย่า”
“ซูเอ๋อร์ เ้ามาแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าทอดถอนใจเบาๆ “เ้าดูผ้าพวกนี้เถิดว่ามีพับไหนที่ชอบหรือไม่?”
ผ้าพวกนี้? เยอะขนาดนี้เชียว? อวิ๋นซูไม่ทราบถึงความกดดันในใจของฮูหยินผู้เฒ่า หากกล่าวตามเหตุผล งานใหญ่เฉกเช่นงานวันพระราชสมภพขององค์ไทเฮา จวนโหวควรจะส่งฮูหยินท่านโหวและบุตรีภรรยาเอกไปร่วมงาน แต่ว่าตอนนี้เหลยซื่อและหลิ่วอวิ๋นฮว๋าถูกไล่กลับบ้านเดิมไปแล้ว สถานการณ์น่าอึดอัดยิ่ง อีกทั้งจู่ๆ ฮองเฮาทรงเรียกพบอวิ๋นซู เมื่อกลับมาก็นำคำพูดเ่าั้มาบอกต่อฮูหยินผู้เฒ่า ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่า้าเชื้อเชิญอวิ๋นซูให้เข้าวัง
เื่นี้ดึงดูดความสนใจของฮูหยินผู้เฒ่าและชางหรงโหวยิ่งนัก ฮองเฮาทรงรับสั่งเช่นนี้นับเป็โอกาสของอวิ๋นซู ด้วยเหตุนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจึงสั่งให้คนส่งผ้าล้ำค่ามามากมายเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องให้ฮองเฮาทรงเห็นความจริงใจของพวกเขา
คำพูดเพิ่งจะกล่าวออกไป ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยืนขึ้นแล้วเดินไปเดินมาหน้ากองผ้าสีชมพู หยิบขึ้นมาทาบลงบนร่างของอวิ๋นซู “อืม สีขับเน้นผิวดีมาก เพียงแต่จะดูมีชีวิตชีวามากไปเสียหน่อย”
“สีม่วงอ่อนนี้ก็ไม่เลวเลย แต่เกรงว่าไทเฮาเห็นแล้วจะรู้สึกว่าเ็าไปหน่อย”
ฮูหยินผู้เฒ่ามองจนตาลาย นาง้าขับเน้นบรรยากาศบนร่างของอวิ๋นซูให้โดดเด่น ทั้งยังคิดว่าผ้าพวกนี้ดูเรียบง่ายเกินไป กลับจะทำลายท่าทางสุขุมของนางเสียมากกว่า
“ท่านย่า มิสู้พับนี้ดีหรือไม่เ้าคะ”
อวิ๋นซูชี้ไปตามใจ ทุกคนได้ยินดังนั้นก็หันไปมอง พบว่าเป็ผ้าสีเขียวงดงามดุจใบสะระแหน่ ทั้งยังเป็สีที่อวิ๋นซูเลือกเอง พลันนั้นดวงตาของทุกคนสว่างวาบ แม่นมหยิบขึ้นมาทาบบนร่างของนาง ฮูหยินผู้เฒ่ารีบพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
สีนี้ไม่ได้ดูงดงามจนเกินเหตุ ทว่ากลับให้ความรู้สึกสบายตาและมีเสน่ห์ เมื่อสวมใส่บนร่างของอวิ๋นซู ราวกับยิ่งขับเน้นให้นางเปล่งประกายออกมาทั้งยังไม่สูญเสียเอกลักษณ์เฉพาะตัวไป
“เช่นนั้นก็เลือกสีนี้ รีบนำไปทำชุดใหม่ให้ซูเอ๋อร์”
เมื่อเห็นท่าทางชอบใจของฮูหยินผู้เฒ่า อวิ๋นซูก็ไม่ได้ขัดคำพูดเมื่อครู่ของนาง เป็เพียงบุตรีอนุภรรยาจวนโหว นางไม่คิดจะโดดเด่นจนดึงดูดความสนใจของไทเฮา อย่างไรเสียฮูหยินผู้เฒ่าก็ตื่นเต้นถึงเพียงนี้ ตนเองเพียงยิ้มผ่านไปก็พอ
“ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ เช่นนั้นฮูหยินกับคุณหนูรอง...” แม่นมอดไม่ได้ที่จะถามออกมาอย่างสงสัย
รอยยิ้มของฮูหยินผู้เฒ่าเลือนหายไปโดยพลัน ทำเพียงปรายตามองนางแวบหนึ่ง แม่นมรู้ตัวได้ในทันทีว่าตนทำลายอารมณ์ดีๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าเข้าเสียแล้ว จึงรีบตบปากตัวเองเบาๆ “บ่าวปากมาก! บ่าวปากมาก!”
“เอาล่ะๆ ไปทำงานของเ้าเถิด”
สะใภ้กับอวิ๋นฮว๋าจะต้องไปร่วมงานพระราชสมภพของไทเฮาด้วยกันกับฮูหยินแม่ทัพเวยหย่วนแน่นอน จุดนี้ไม่ต้องสอบถามก็รู้ ไม่แน่ว่าพวกนางอาจจะถือโอกาสนี้ประกาศความขมขื่นที่ได้รับก็เป็ได้ แต่อย่างไรจวนชางหรงโหวก็มีเหตุผล หากจวนแม่ทัพเวยหย่วน้าขายหน้า ตนเองก็ไม่มีใจจะไม่ไปห้าม
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองฟ้า ช่างเป็ปีที่วุ่นวายจริงๆ
...
เพียงพริบตาเดียววันเวลาอันครึกครื้นก็มาถึง รถม้าหรูหราจอดรออยู่หน้าประตูจวนชางหรงโหวั้แ่เช้า ชางหรงโหวสวมชุดฮว๋าฝูสีน้ำตาลทั้งตัว กวานหยกบนผมสีหมึกดูยิ่งใหญ่มั่นคง บนหลังม้าข้างกายเขามีชายหนุ่มหล่อเหลาผู้หนึ่ง ชุดสีน้ำเงินเข้มปักสัญลักษณ์อันสลับซับซ้อนงดงาม บริเวณแขนเสื้อขลิบลายสีทอง เปล่งประกายระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์
ใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นเฟิงประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง มองไปด้านในประตูใหญ่เป็ระยะ ในใจรู้สึกโศกเศร้าไม่มากก็น้อย
ั้แ่ท่านแม่และน้องรองถูกส่งกลับไปยังจวนแม่ทัพ เขาก็ไม่เคยไปเยี่ยมเยียนเลย ทุกครั้งที่เขาพูดหยั่งเชิงก็ราวกับว่าท่านพ่อจะคาดเดาเจตนาได้จึงมีสายตาเ็าทุกครั้ง ไม่อนุญาตให้กล่าวถึงอีกแม้เพียงครึ่งคำ
บางทีอาจ้าให้ท่านแม่และน้องรองกลับไปพักสักหลายวันให้ใจเย็นลงเสียหน่อย ทว่าเวลาผ่านไปนานแล้ว หลิ่วอวิ๋นเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะกังวล ั้แ่เมื่อไรกันที่ท่านพ่อท่าทางเหมือนไม่อยากเข้าใกล้ท่านแม่เช่นนี้ เขาได้ยินสาเหตุมาบ้างเพียงเล็กน้อย อีกทั้งบ่าวไพร่จวนโหวยังปิดปากเงียบในเื่นี้ ความจริงของเื่ที่เขาทราบทำให้หลิ่วอวิ๋นเฟิงได้แต่สงสัย
ต่อให้ท่านแม่จะสับสนอย่างไร ก็คงไม่ทำเื่ที่เป็การทำร้ายร่างกายท่านพ่อหรอกกระมัง?
“คุณหนูหกออกมาแล้ว!”
พ่อบ้านชราะโอย่างกระตือรือร้น เสียงะโดึงหลิ่วอวิ๋นเฟิงออกมาจากความคิด เขาเงยหน้ามองไปพลันรู้สึกทัศนวิสัยพร่าเลือน สตรีผู้นั้นราวกับออกมาจากรูปวาด สายลมอ่อนๆ พัดวนอยู่รอบๆ นาง เส้นผมปลิวไสว สายตาเปล่งประกายสุกใส รอยยิ้มฉลาดเฉลียวดูเหมาะสม ทุกท่วงท่ากิริยามีกลิ่นอายของตระกูลสูงศักดิ์ เพียงแค่บรรยากาศนี้ก็ทำให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าด้อยกว่าแล้ว
แววตาของหลิ่วอวิ๋นเฟิงตกตะลึง เนิ่นนานจึงค่อยได้สติกลับมา เขาขมวดคิ้ว เหตุใดจึงรู้สึกว่าน้องหกในวันนี้ดูคุ้นตาอยู่บ้าง ไม่ถูก เป็ความรู้สึกที่แปลกประหลาดเสียจริง
ส่วนชางหรงโหวนั้นหลังจากที่ตกตะลึงไปสักพักก็แย้มยิ้มอย่างพอใจ ไม่คิดเลยว่าบุตรีอนุภรรยาที่ถูกตนทิ้งไว้นอกจวนโหวั้แ่เด็ก จะกลายเป็สตรีที่งดงามโดดเด่นเช่นนี้ หยกที่ยังมิได้เจียระไนมักจะถูกผู้คนค้นพบ บางทีการปักลายในวันงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองทำให้ผู้คนไม่น้อยเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนาง รวมถึงตนเองด้วย
ตอนนี้ในใจของชางหรงโหวมีความคิดหนึ่งแวบผ่าน บางทีคุณค่าของหลิ่วอวิ๋นซูอาจจะเกินจินตนาการของเขาไปไกลแล้วก็เป็ได้
บนถนนหนทางในวันนี้ครึกครื้นกว่าวันก่อน สามารถเห็นเกี้ยวของเหล่าข้าราชการน้อยใหญ่ผ่านไปมา ของขวัญที่เรียงแถวมาแทบจะเต็มถนนทั้งสาย อวิ๋นซูที่อยู่บนรถม้าเลิกผ้าม่านขึ้น มองภาพอันคึกคักนี้ ทว่าในใจกลับรู้สึกต่างออกไป
ชาติก่อน หยูเฟยมารดาผู้ให้กำเนิดเซียวอี้เชินเป็เพียงพระสนมที่ไม่ได้รับความโปรดปรานผู้หนึ่ง ที่ผ่านมาวันเกิดของนางล้วนมีตนเองอยู่ฉลองเป็เพื่อน ่เวลานั้นเซียวอี้เชินที่เป็องค์ชายมีเื่มากมายที่ต้องทำ หยูเฟยมักจะนั่งข้างหน้าต่างรอเขากลับมา ต่อให้ไม่มีกองเงินกองทองนางก็ไม่สนใจ หวังเพียงว่าจะสามารถนั่งทานข้าวกับลูกชายของตนได้อย่างปกติ
อย่างไรก็ตาม เซียวอี้เชินมักจะเตรียมของขวัญล้ำค่าให้นางนำไปด้วย เขาไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่หยูเฟย้าไม่ใช่ของนอกกายเหล่านี้
ในฐานะสะใภ้ อวิ๋นซูทำได้แต่เื่ที่นางสามารถทำได้ นางรู้ว่าบุรุษต้องมองการใหญ่เป็สำคัญ แต่ว่าความเหงาของหยูเฟยนั้นนางเห็นด้วยตา เมื่อเทียบกับภาพความหรูหราวันนี้แล้ว อวิ๋นซูกลับชอบนั่งกับญาติมิตรของตนมากกว่า ต่อให้ชาหยาบข้าวจืดก็ยังมีความสุข
ได้รับตำแหน่งสูงสุด มีอำนาจอันไร้ขอบเขตมาแล้วอย่างไร มันเติมเต็มผู้ใด ทำให้ผู้ใดมีความสุขกันแน่? อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มเ็า ไม่คิดเลยว่าตนจะยังคงควบคุมความคิดถึงคนผู้นั้นไม่ได้ ยิ่งคิดมากเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองในอดีตทำผิดพลาดอย่างมหันต์
หากสามารถเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง นางจะไม่เข้าวัง ต่อให้ต้องหนีไปให้ไกลก็จะต้องมีชีวิตอิสรเสรี ไร้ข้อผูกมัดไร้กังวลให้ได้
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็เพียงความหวังลึกๆ ในใจที่ยากเกินกว่าจะไขว่คว้า เพราะตอนนี้นางมีพันธนาการที่หนักหนาสาหัสต้องแบกรับ
“น้องหก เ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
ไม่ทราบว่าเมื่อไรที่หลิ่วอวิ๋นเฟิงขี่ม้ามาข้างๆ รถม้า เห็นอวิ๋นซูกำลังเหม่อลอยจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มถาม เขาไม่คิดว่าน้องหกที่มีความสามารถอันน่าอัศจรรย์ของตนจะตื่นเต้น การแสดงที่โดดเด่นในวันพระราชพิธีเฉลิมฉลองได้ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวน้องหกคนนี้แล้ว
“อวิ๋นเฟิง!”
ตอนนี้เอง บุรุษผู้หนึ่งขี่ม้าพุ่งออกมาจากด้านหลัง เงาดำข้ามผ่านคนมากมาย พลันทำให้เกิดเสียงเอะอะโวยวาย
หลิ่วอวิ๋นเฟิงมองบุรุษที่มาถึงเบื้องหน้าของตนในเวลาเพียงพริบตาเดียวอย่างประหลาดใจ “ฉางจวิน เ้ากลับมาแล้วหรือ?”
“ฮ่าๆ แน่นอน ไม่ได้พบกันนาน ไม่ใช่ว่าจำไม่ได้แล้วหรือ?” เขาสะบัดผมหน้าม้าที่ปรกหน้าผากครั้งหนึ่ง อวิ๋นซูสังเกตเห็นหยกรูปวงรีที่ผูกอยู่บริเวณหน้าผากของเขา การแต่งกายของบุรุษผู้นี้ช่างทำให้ผู้คนประทับใจอย่างลึกล้ำ
ดูเหมือนว่าเขาจะััได้ถึงสายตาสำรวจ อู๋ฉางจวินจึงมองไป ทว่าเห็นเพียงมือขาวๆ คู่หนึ่งผลุบเข้าไปในม่าน
“ในรถม้าคือผู้ใดหรือ? ได้ยินท่านแม่บอกว่าตอนนี้ฮูหยินท่านโหวกับคุณหนูรองอยู่ที่จวนแม่ทัพเวยหย่วน?”
คนผู้นี้คือคุณชายรอง บุตรภรรยาเอกของชางหย่วนโหว ตอนเด็กๆ เคยสาบานเป็พี่น้องกับหลิ่วอวิ๋นเฟิง ภายหลังแต่ละคนเข้าร่วมค่ายทหารหนานเป่ยเพื่อขัดเกลาตนเอง
ใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นเฟิงกระอักกระอ่วน เขายื่นมือออกไปตบไหล่อู๋ฉางจวิน “ไม่ได้เจอกันนาน วันหน้าไปดื่มที่จวนของข้าเถิด!”
“ฮ่าๆๆ แน่นอนอยู่แล้ว!”
ด้านหลังผู้คนเบียดเสียด ชางหย่วนโหวส่งสายตามองมาจากระยะไกล อู่ฉางจวินรีบดึงบังเหียน “พวกเราจะไปทางถนนเส้นนั้น อวิ๋นเฟิง เจอกันในวัง!”
ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้น บุรุษผู้ร้อนแรงดั่งไฟวิ่งทะยานไปอีกครั้งท่ามกลางสายตาตื่นใของผู้คน
หลิ่วอวิ๋นเฟิงและชางหรงโหวสบตากัน ในเมื่อกระทั่งอู๋ฉางจวินยังรู้ว่าท่านแม่และน้องรองอยู่ที่จวนแม่ทัพเวยหย่วน มิใช่เป็การแสดงให้เห็นว่ามีคนมากมายรู้เื่นี้แล้วหรอกหรือ?
ใบหน้าของชางหรงโหวที่อยู่บนหลังม้าไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้มองความคิดในใจของเขาไม่ออก
อย่างไรก็ตามถนนหนทางคับแคบ เมื่อเดินไปตามถนนอยู่ระยะหนึ่งก็พบกับกลุ่มของแม่ทัพเวยหย่วนเข้าพอดี
ด้านหลังมีเกี้ยวตามมาเป็แถวยาว เหลยซื่อยื่นหน้าออกมามองครู่หนึ่งก็พบกับชางหรงโหวที่อยู่ไม่ไกล เมื่อสบเข้ากับดวงตาอันคมกริบคู่นั้น นางพลันใจนหดร่างกลับมากุมหน้าอกของตน
เป็ท่านโหว! ต่อให้เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว นางยังคงจำสายตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารของท่านโหวเมื่อวันนั้นได้อย่างชัดเจน
นางพยายามทำให้ตนเองอารมณ์มั่นคงขึ้น ข้างกายมีหลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่แต่งกายอย่างประณีตงดงามนั่งอยู่
ชุดกระโปรงสีแดงปักลายร้อยบุปผาขับเอกลักษณ์ของนางให้โดดเด่นออกมา ใบหน้ารูปไข่ประทินโฉมบางเบาเหมาะสม ริมฝีปากแดงยกยิ้มอย่างน่ารัก เพียงแต่ว่าในสายตาของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า การแต่งกายของตนยังดูเรียบง่ายมากเกินไป อย่างไรเสียในวันสำคัญเช่นนี้ เหล่าคุณหนูที่เข้าไปในวังจะต้องแข่งขันกันงดงามอย่างแน่นอน!
แต่ท่านยายกล่าวว่าไทเฮาทรงโปรดเช่นนี้
“ท่านแม่เ้าคะ เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?” นางทำท่าจะยื่นมือออกไป ทว่ากลับถูกเหลยซื่อขวางเอาไว้ “อย่า บิดาเ้าอยู่ข้างหน้า!”
“...” จริงดังคาด หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเองก็ใจนชะงักค้าง เกรงว่าตอนนี้ท่านพ่อคงรู้แล้วกระมังว่าตนเองพาหมอชาวบ้านผู้นั้นไปเผชิญหน้ากับนังสารเลวนั่น? ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจกำลังโมโหอยู่ก็เป็ได้ นางไม่มีความกล้าพอที่จะสบตากับท่านพ่อ
ทันใดนั้น หลิ่วอวิ๋นฮว๋าราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ “นังสารเลวนั่นเล่า? ไม่ใช่ว่านางก็ไปด้วยหรอกนะ?”
“ฮ่าๆ นางกล้าไม่ดูฐานะของตัวเองเช่นนั้น...” เหลยซื่อหัวเราะอย่างเ็า
