“เ้า...ฮึ! อย่าลำพองใจนักเลย สักวันเปิ่นหวางจะต้องล้วงความลับทั้งหมดของเ้าออกมาให้ได้ฟังไว้ให้ดีเถอะ!” เย่จวินชิงกล่าวชัดถ้อยชัดคำประหนึ่งตั้งสัตย์สาบาน ก่อนลุกขึ้นจากไปอย่างฉุนเฉียว
เมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ลับสายตาไปแล้วเหยาโม่หว่านก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“บ่าวรู้สึกว่าซู่ชินหวางเหมือนตั้งใจเป็ปรปักษ์กับพระสนมโดยเฉพาะต่อไปท่านต้องระวังหน่อยนะเพคะ” ทิงเยว่อุ้มเ้าปุกปุยเดินเข้ามายืนข้างกายเหยาโม่หว่านพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จำไว้นะทิงเยว่คนผู้เดียวในวังหลังแห่งนี้ที่พวกเราไม่จำเป็ต้องระวังว่าจะเป็ภัย ก็คือเขานี่แหละ”เหยาโม่หว่านซ่อนแววตาอ่อนโยนกลับลงสู่ก้นบึ้ง ก่อนหันไปพูดกับหลิวสิ่ง
“หลิวสิ่งคนที่ให้เ้าไปตามหา พบตัวแล้วหรือยัง”
“ทูลพระสนมพบแล้วพ่ะย่ะค่ะ เฉินหมัวมัวทำงานหยาบตักน้ำผ่าฟืนอยู่นอกโรงครัวในจวนอัครเสนาบดีตลอดมาบ่าวใช้เงินจัดการให้นางได้เข้าไปอยู่ในโรงครัวแล้ว บุตรสาวของเฉินหมัวมัวผู้นี้เดิมทีเคยปรนนิบัติอยู่ข้างกายฟูเหรินใหญ่แต่ทำงานผิดพลาดด้วยเื่เล็กน้อยแล้วถูกสั่งโบยอย่างรุนแรง ต่อมาทนพิษาแไม่ไหวกอปรกับรักษาไม่ทันท่วงทีจึงถึงแก่ชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่าเฉินหมัวมัวกับฟูเหรินใหญ่มีความแค้นชนิดที่มิอาจอยู่ใต้ผืนฟ้าเดียวกัน”
“หลายปีมานี้ไม่รู้จริงๆว่ามือของโต้วซื่อแปดเปื้อนโลหิตไปกี่ชีวิตแล้ว เมื่อเฉินหมัวมัวไว้วางใจได้ ก็มอบหมายให้นางทำเถิด”เหยาโม่หว่านกล่าวจบ ก็หยิบห่อกระดาษจากแขนเสื้อส่งให้ถึงมือหลิวสิ่ง
“พ่ะย่ะค่ะหลิวสิ่งจะไปจัดการตามรับสั่ง” หลังจากรับห่อกระดาษเรียบร้อย ก็ถอยออกไปอย่างนอบน้อม
ค่ำคืนนั้นขณะที่เย่หงอี้ก้าวเข้าสู่ตำหนักกวานจวี เหยาโม่หว่านกำลังอุ้มเ้าปุกปุยนั่งเหม่อลอย
“ยอดรักของเจิ้นเป็อันใดไปหรือ?”เดิมทีทิงเยว่ซึ่งอยู่หน้าห้องอยากจะเข้าไปแจ้ง แต่ถูกเย่หงอี้รั้งไว้ จึงต้องสงวนวาจาเหยาโม่หว่านยังไม่ทันเอ่ยปากก็น้ำตาไหลนองหน้า
“หว่านเอ๋อร์เป็อะไรไปบอกมาซิ ว่าผู้ใดรังแก เดี๋ยวเจิ้นจะไปจัดการให้เ้าเอง” เย่หงอี้รีบปราดเข้ามาหาอย่างรวดเร็วใช้อุ้งมือประคองดวงหน้าน้อยที่แลดูทุกข์ระทมอย่างถึงที่สุดด้วยความปวดใจสุดพรรณนา
“ฝ่าา...หว่านเอ๋อร์เป็คนโง่งมใช่หรือไม่... ใช่หรือไม่เพคะ” เหยาโม่หว่านร่ำไห้ประหนึ่งเสียใจเหลือคณาน้ำตาร่วงเผาะไม่ขาดสาย
“เกิดอะไรขึ้น?”ดวงตาสีเข้มเยียบเย็นปานน้ำแข็งในพริบตา สองมือยังคงช่วยปาดหยาดน้ำบนดวงหน้าน้อยของเหยาโม่หว่าน
“ต้นทรายิญญาของพี่ใหญ่...”เหยาโม่หว่านสะอึกสะอื้น ดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสช้อนขึ้นมองเย่หงอี้
“เ้าไปสวนหุนซามาหรือ?”มือที่ลูบไล้อยู่บนพวงแก้มชะงักไปชั่วขณะ สวนหุนซาเป็ชื่อของสถานที่ที่ใช้ปลูกต้นทรายิญญาซึ่งผลิดอกสีขาวบริสุทธิ์เต็มต้น สามารถเบ่งบานทั้งกลางวันกลางคืน ตลอดสี่ฤดูกาลมิโรยรา
ถึงตอนนี้เย่หงอี้ก็ยังไม่รู้ว่าเหยาโม่ซินไปหาต้นไม้ประหลาดชนิดนี้มาจากไหนรู้แต่ว่าทุกครายามที่นางพยากรณ์เหตุการณ์จากดวงดาวบนฟากฟ้า มักจะมาที่สวนหุนซาแห่งนี้เสมอตามคำบอกเล่าของโม่ซิน ต้นทรายิญญาในสวนแห่งนี้ความเชื่อมโยงกับการทิศทางโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้าต้นทรายิญญาต้นนั้นปลูกอยู่ตำแหน่งทิศเหนือซึ่งตรงกับตำแหน่งดาวจักรพรรดิ ''จื่อเวย''อันหมายถึงชะตาชีวิตของเขา ตราบใดที่ต้นทรายิญญาต้นนั้นยังคงผลิดอกเบ่งบานละลานตาก็แสดงว่าราชบัลลังก์ของเขาจะมีความมั่นคงยั่งยืน
และความจริงก็เป็เช่นนั้นนับั้แ่สวนหุนซาถูกสร้างขึ้น ต้นทรายิญญาต้นอื่น ๆ ในสวนต่างเหี่ยวเฉาโรยรา ดอกที่เคยเบ่งบานก็หล่นร่วงเหลือแต่ต้นโกร๋นมีเพียงต้นที่เป็ตัวแทนของชะตาชีวิตเขาเพียงต้นเดียวที่ยังคงออกดอกเบ่งบานตลอดสี่ฤดูกาลไม่เคยเปลี่ยน
“เพคะพี่ใหญ่บอกว่าหว่านเอ๋อร์มีจิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่ฟุ้งซ่านสับสน เหมาะสมที่จะศึกษาศาสตร์แห่งดวงดาวจึงถ่ายทอดวิชาให้นิดหน่อย ทั้งยังบอกด้วยว่าต้นทรายิญญามีความวิเศษถึงขั้นไหน ตอนนั้นหว่านเอ๋อร์เคยขอต้นทรายิญญากับพี่ใหญ่ไว้ต้นหนึ่งนางตกปากรับคำแล้ว หว่านเอ๋อร์อุตส่าห์มาตามหาสวนหุนซาจนพบ แต่ต้นไม้เยอะแยะขนาดนั้นหว่านเอ๋อร์จะรู้ได้อย่างไรว่าต้นที่พี่ใหญ่ยกให้คือต้นไหน ซ้ำร้ายตอนนี้นางก็ไม่อยู่ให้ถามแล้วด้วยฮือ....”
เหยาโม่หว่านส่งเสียงสะอึกสะอื้นน้ำตานองหน้าราวกับหยาดฝนพร่างพรมบนดอกสาลี่ ทั้งน่ารักน่าทะนุถนอมจับจิต
