ท่ามกลางแสงไฟ
อวิ๋นซูรับประทานอาหารมื้อนี้อย่างมีความสุข ได้ฟังเขาเล่าเื่ราวในสมัยเด็กของตนเอง ที่แท้บุรุษที่ดูประณีตงดงามตรงหน้าก็มีวันเวลาที่บริสุทธิ์โง่เขลาเช่นกัน เมื่อพูดถึงปัจจุบัน เดิมทีที่เฟิ่งหลิงเสแสร้งแกล้งป่วย ล้วนเป็ความตั้งใจของชางติ้งโหว ในจวนมีเพียงชางติ้งโหวและคุณชายสี่เฟิ่งฉีที่ทราบเื่ราวทั้งหมด ถึงแม้เขาจะไม่ได้กล่าวแต่อวิ๋นซูก็เข้าใจดี การที่ชางติ้งโหวปกป้องเขามากจนเกินไปเช่นนี้ ั้แ่เด็กก็ไม่ยอมให้เขาปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน จะต้องมีสาเหตุบางอย่างที่เก็บซ่อนเอาไว้
ส่วนเขากลับไม่ได้สอบถามเื่ราวใดๆ ของนางเลย เขาดูระมัดระวังยิ่งนัก บางทีอาจเป็เพราะเขาพอจะคาดเดาได้ หากเมื่อไรที่นาง้าที่จะพูด นางจะต้องบอกเขาอย่างแน่นอน
“ใช่แล้ว คุณหนูหก นัดท่านออกมาคราวนี้ มีเื่สำคัญที่จะต้องกล่าวเตือนท่านด้วย”
อวิ๋นซูมองท่าทางที่เปลี่ยนเป็เข้มงวดจริงจังของอีกฝ่าย ทันใดนั้นจึงหยุดการกระทำของตน
“ไม่ทราบว่าคุณหนูหกรู้จักตระกูลอวิ๋นแห่งแคว้นอี้หรือไม่?”
มือทั้งสองของอวิ๋นซูชะงักค้าง เหตุใดเขาจึงได้ถามเช่นนี้?
“คำพูดนี้ของคุณชายสามหมายความว่าอย่างไรเ้าคะ?”
“ความจริงแล้ว หลายวันมานี้ข้าพักอาศัยอยู่ในวัดเทียนฝู พอดีกับที่คุณหนูรองขึ้นเขาไปไหว้พระขอพรเพื่อจวนชางหรงโหว จึงทำให้ข้าพบว่านางมีการติดต่อกับตระกูลอู่แห่งแคว้นเหลียน”
สีหน้าของอวิ๋นซูพลันเปลี่ยนไป ราวกับคิดเื่อะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ข้าลอบติดตามคุณหนูรองและได้ยินบทสนทนาของนางกับคนผู้นั้น ดูเหมือนว่าตระกูลอู่จะหวาดกลัวคนตระกูลอวิ๋นแห่งแคว้นอี้เป็อย่างมาก ข้าไม่ทราบว่าเป้าหมายของคุณหนูรองคืออะไรกันแน่ ดังนั้นข้าจึงคิดว่าหากสามารถหาคนของตระกูลอวิ๋นมาช่วยป้องกันอันตรายได้ล่วงหน้าก็จะดียิ่ง” เฟิ่งหลิงยังเล่าเื่ที่หลิ่วอวิ๋นฮว๋าวางยาพิษในวัดออกมาอย่างละเอียดทั้งหมด นางได้รับสิ่งของที่ไม่อาจดูเบาได้มาจากในมือของบุรุษชุดดำผู้นั้น
ตระกูลอู่แห่งแคว้นเหลียน?!
อวิ๋นซูย่อมรู้จัก เหนือมีตระกูลอวิ๋น ใต้มีตระกูลอู่ ตระกูลอู่เป็ตระกูลยอดฝีมือทางด้านการใช้พิษ เหตุใดหลิ่วอวิ๋นฮว๋าถึงได้ไปพัวพันกับคนของแคว้นเหลียนได้?
เมื่อเห็นสีหน้าของอวิ๋นซู เฟิ่งหลิงก็เกิดความคิดในใจ นางเติบโตในหมู่บ้านบนเขามาั้แ่เด็ก จะรู้จักคนของตระกูลอวิ๋นแห่งแคว้นอี้ไปได้อย่างไร ตระกูลอวิ๋นมีฮองเฮา นั่นจึงนับว่าเป็ตระกูลพระญาติของราชวงศ์
“คุณหนูหกไม่จำเป็ต้องกังวลไป ข้าสามารถสั่งคนให้ไปที่แคว้นอี้...”
“ไม่จำเป็”
เฟิ่งหลิงรู้สึกประหลาดใจ
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางๆ “จะกล่าวว่าบังเอิญก็ได้ ในยามเด็กข้าเติบโตมาในหมู่บ้านชนบท ตอนนั้นมีคุณชายตระกูลอวิ๋นมาเดินทางท่องเที่ยวที่นั่นและได้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ นับว่ามีความสนิทสนมกันอยู่บ้าง” เพื่อจะไม่รบกวนเขา อวิ๋นซูจึงได้แต่งเื่โกหกขึ้นมาตามใจ
“เช่นนั้น...้าให้ข้าส่งคนไปบอกกล่าวหรือไม่?”
“ไม่จำเป็เ้าค่ะ คุณชายผู้นั้นมีนิสัยแปลกประหลาด เขาทิ้งของสิ่งหนึ่งไว้ให้ข้า กล่าวว่าวันหน้าหากมีความยุ่งยากอะไรก็สามารถใช้ของสิ่งนี้ตามหาเขาได้ หากว่าให้ผู้อื่นรับรู้ถึงเื่นี้ เกรงว่าคุณชายผู้นั้นจะไม่ยินดี”
คุณชาย? ในใจของเฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะเกิดความปวดใจ ตอนนี้ตนเองกำลังคิดอะไรอยู่ มีคนสามารถช่วยเหลือนางได้ก็เป็เื่ที่ดีที่สุดแล้ว
บุรุษตรงหน้าราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อผลักไปยังเบื้องหน้าของอวิ๋นซู เขาใช้ผ้าห่อเอาไว้อย่างระมัดระวัง “ภายในผ้าห่อนี้เป็ยาที่คุณหนูรองใช้ ข้าเก็บตัวอย่างกลับมาเล็กน้อย หวังว่าจะช่วยเหลือคุณหนูหกได้ อีกอย่าง ขอให้คุณหนูหกระมัดระวังให้มาก การไปแตะต้องตระกูลอู่นั้นเป็เื่อันตรายยิ่ง”
“ขอบคุณคุณชายสามเ้าค่ะ อวิ๋นซูเข้าใจแล้ว”
...
สองข้างทางของถนนเต็มไปด้วยเสียงจอแจอย่างครึกครื้น เงาร่างทั้งสองดึงดูดสายตาของผู้อื่นเป็พิเศษ
เฟิ่งหลิงสวมใส่ชุดผ้าป่านหยาบๆ เรียบง่ายตัวหนึ่ง เสียดายที่ใบหน้าของเขาโดดเด่นเกินไป ไม่ว่าเนื้อผ้าจะหยาบมากเพียงใดก็ไม่สามารถปิดซ่อนประกายของเขาเอาไว้ได้ ส่วนอวิ๋นซูดูไม่ต่างกับคุณชายน้อยผู้งดงามที่เดินออกมาจากภาพวาด ทุกท่วงท่ากิริยาไม่มีส่วนไหนที่ไม่สง่างาม
ภายนอกทั้งสองดูเหมือนจะเป็สหายสนิทที่รู้จักกันมานานหลายปี ต่อให้จะสนทนากันเป็ครั้งเป็คราว แต่กลับไม่ปรากฏร่องรอยของความอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
“หลีกทาง! หลีกทาง!”
รถเข็นคันหนึ่งที่บรรจุกานฉ่าว1อยู่เต็มคันพุ่งทะยานมาจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว เฟิ่งหลิงมีสายตาเฉียบแหลมมือเท้าว่องไวจึงรีบยื่นมือออกไปโอบไหล่ของอวิ๋นซูดึงหลบมาด้านข้าง “ระวัง!”
เสียงบ่นด่าอย่างไม่พอใจดังแว่วเข้ามาในหู บุรุษวัยกลางคนที่ผลักรถเข็นผู้นั้นไม่สนใจเสียงก่นด่ารอบข้าง หายไปยังสุดปลายถนนด้วยความรวดเร็ว
“ได้รับาเ็หรือไม่?” เฟิ่งหลิงก้มหน้าสำรวจอย่างเป็ห่วง เมื่อครู่นี้ผู้คนวุ่นวาย มีคนไม่น้อยที่ดันปะทะเข้ามาทางพวกเขา
“ไม่เป็ไร” นางเพียงแค่ถูกคนเหยียบบนหลังเท้าเบาๆ เท่านั้น ในจมูกได้กลิ่นหอมเย็นที่ทำให้สบายใจ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ได้สบตากับดวงตาลึกล้ำคู่นั้นเข้าพอดี ทั้งสองอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ ราวกับสามารถได้ยินเสียงหัวใจเต้นของกันและกัน
เฟิ่งหลิงปล่อยมือของตนออก มองไปยังอีกด้านหนึ่งด้วยความกระอักกระอ่วน เขารู้สึกว่าฝ่ามือของตนเห่อร้อน ได้ยินเสียงหัวใจที่อยู่ภายในอกเต้นอย่างบ้าคลั่ง
“ขออภัย...ข้า...” ด้านหลังพลันมีคนกลุ่มใหญ่ไหลทะลักเข้ามา เพียงพริบตาเดียวก็ทำลายระยะห่างของคนทั้งสอง ไม่รอให้เฟิ่งหลิงมีปฏิกิริยา ศีรษะของผู้คนรอบด้านก็บดบังเงาร่างของอวิ๋นซูไปจนสิ้น
“...ซูเอ๋อร์!” เขาะโเรียกด้วยความเคร่งเครียด สิ่งที่ตอบกลับเขามีเพียงเสียงเอะอะโวยวายเท่านั้น
มือคู่หนึ่งจับไหล่ของเขาจากมุมมืด ดึงลากเขาเข้าไปในซอยอย่างรุนแรง
“คุณชาย!”
ใบหน้าอันคุ้นเคยตรงหน้าทำให้เฟิ่งหลิงเปลี่ยนสีหน้าโดยพลัน “เหตุใดเ้าจึงมาอยู่นี่ได้?”
“คุณชาย ที่นี่ไม่สามารถอยู่นานได้ พวกเราพบว่ามีคนแอบตามคุณชายอยู่ เกรงว่าร่องรอยของคุณชายจะถูกเปิดเผยแล้วขอรับ!”
กลุ่มคนเมื่อสักครู่นี้ก็เป็พวกเขาที่ใช้แผนการไล่ไป เพื่อที่จะก่อกวนสายตาของผู้ติดตาม
“อีกฝ่ายคือผู้ใด?”
“ผู้น้อยไม่ทราบขอรับ รู้เพียงว่าล้วนเป็ยอดฝีมือชั้นหนึ่ง”
สิ่งที่สมองของเฟิ่งหลิงคิดไม่ใช่ความปลอดภัยของตน หากว่าเขาถูกคนสะกดรอยตาม เช่นนั้นคนเ่าั้จะลงมือกับอวิ๋นซูหรือไม่
“เห็นคุณชายที่อยู่กับข้าเมื่อสักครู่หรือไม่?”
“ผู้น้อยไม่ทราบขอรับ”
เฟิ่งหลิงทำท่าที่จะหันกายจากไป แต่กลับถูกบุรุษชุดดำผู้นั้นขวางทางเอาไว้ “คุณชายขอรับ ที่นี่ไม่อาจอยู่นานได้!”
“คนเมื่อครู่นี้เป็สหายของข้า ข้า้าแน่ใจในความปลอดภัยของเขา”
ไม่ว่าเขาจะกล่าวอะไร บุรุษชุดดำกลับไม่ยอมถอยให้เขาแม้แต่ครึ่งก้าว “ผู้น้อยรับผิดชอบเพียงคุ้มครองคุณชายเท่านั้น ผู้อื่นไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของผู้น้อย ขอคุณชายโปรดรับทราบเื่นี้ด้วยขอรับ”
“หือ? ความหมายของเ้าก็คือ ความปลอดภัยของข้าเป็อันดับแรก ส่วนคนอื่นเป็เพียงสิ่งไม่มีค่า?”
ในน้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความไม่พอใจอย่างเข้มข้น บุรุษชุดดำรีบก้มหน้า “ผู้น้อยรับผิดชอบเพียงเท่านี้ขอรับ!”
ลมเย็นสายหนึ่งพัดปะทะเข้ามา บุรุษชุดดำได้สติ แต่เบื้องหน้าไหนเลยจะมีเงาของเฟิ่งหลิงอยู่อีก!
คุณชาย! นี่...
เฟิ่งหลิงตามหาเงาร่างคุ้นเคยท่ามกลางผู้คนอย่างระมัดระวัง เพียงไม่นานเขาก็ััได้ถึงเงาคนลับๆ ล่อๆ หลายสายด้านหลังของเขา มีคนตามหลังเข้ามาโดยไม่ยอมห่างแม้เพียงชุ่นเดียว นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตเห็นได้จากการหายใจของพวกเขา คนเหล่านี้ล้วนเป็ยอดฝีมือ!
ชายหนุ่มจำเป็ต้องละทิ้งความคิดที่จะตามหาอวิ๋นซู เนื่องจากสถานการณ์ของคนกลุ่มนี้ หากตามหานางจนพบจะทำให้นางต้องตกอยู่ในอันตรายโดยไม่ต้องสงสัย
เฟิ่งหลิงปรับลมหายใจบนร่างของตน เริ่มเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ที่ครึกครื้น วางแผนว่าจะสลัดคนที่ตามหลังมาเ่าั้ให้หลุดไป สถานการณ์เช่นนี้สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนที่เข้มงวดมาก่อน ฝีมือในการติดตามไม่มีผู้ใดเทียบได้ เพียงพริบตาเดียวก็มีคนสี่คนจากแต่ละทิศทางบีบเข้ามา ทำให้เฟิ่งหลิงไม่มีทางถอย
เมื่อมองท่าทางของพวกเขาที่ดูเหมือนจะไม่สนใจหากจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ต่อให้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ก็จะไม่หยุดมือ
เฟิ่งหลิงค่อยๆ สงบลง สะกิดเท้าครั้งหนึ่งทะยานร่างขึ้นไปบนหลังคา ทำให้เกิดเสียงอุทานจากรอบข้างดังขึ้นไม่ขาดสาย
ที่ตามมาติดๆ คือบุรุษสี่คนซึ่งโผทะยานขึ้นมาท่ามกลางสายตาของผู้คน เพียงพริบตาเดียวชาวบ้านบนพื้นก็พากันเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่พวกเขาหายไป “ยอดฝีมือ! ยอดฝีมือ...”
ภายในป่า บุรุษงดงามหล่อเหลาผู้นั้นเคลื่อนไหวเร็วดุจสายฟ้า นักฆ่าด้านหลังก็ไล่ตามมาในเวลาเพียงชั่วพริบตา
ลมพัดเข้ามาเบาๆ บุรุษสองคนสกัดกั้นเส้นทางของเฟิ่งหลิง
เขาหยุดฝีเท้าลง ค่อยๆ หันกายไป
บนร่างของบุรุษทั้งสี่เต็มไปด้วยลมหายใจอันแปลกประหลาด เบ้าตาทั้งสองปรากฏสีม่วงคล้ำดูผิดธรรมชาติ ดูแล้วคล้ายกับฝึกฝนวิชามารอะไรบางอย่าง
พวกเขาล้อมเฟิ่งหลิงเอาไว้ แต่กลับไม่ขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้ด้วยความระมัดระวัง พวกเขาสบตากัน ดูเหมือนกำลังลังเลอะไรบางอย่าง
“ผู้มาเยือนเป็ใคร?”
เฟิ่งหลิงเห็นการสื่อสารอันไร้เสียงของพวกเขาอยู่ในสายตา ดูท่าแล้ว พวกเขาเองก็ไม่มั่นใจในเป้าหมายของตน
บุรุษที่เป็หัวหน้าะโออกมาเสียงเย็น “ไปกับพวกเราเสีย!”
“หากว่าข้าปฏิเสธเล่า?”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา บุรุษทั้งสี่ต่างควักอาวุธของตนขึ้น ลมเย็นสายหนึ่งปะทะเข้ามา เสียงฝีเท้าแหวกอากาศดังขึ้น เพียงพริบตาเดียวบุรุษชุดดำจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏออกมารอบตัวเฟิ่งหลิง
“หึ เป็พวกเ้าจริงๆ ด้วย...”
เดิมทีพวกเขายังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง หลังจากที่เห็นบุรุษชุดดำเหล่านี้ พวกเขาจึงรู้ว่าตนเองตามหาถูกคนแล้ว
“คุณชายขอรับ ระวังตัวด้วย พวกมันเป็คนของตระกูลอู่”
ตระกูลอู่ที่สามารถใช้พิษได้โดยมิมีผู้ใดเทียบเคียง
“จับเป็! ส่วนคนอื่นไม่ต้องเกรงใจ!” บุรุษผู้เป็หัวหน้ายิ้มออกมาอย่างหยิ่งยโสราวกับพวกเขาเป็ฝ่ายได้เปรียบ
บุรุษชุดดำกล่าวออกมาอย่างเย็นะเื “พวกลิ่วล้อ มีดีอะไรมาะโที่นี่?”
อะไรนะ?!
สีหน้าของบุรุษผู้เป็หัวหน้าพลันเปลี่ยนไป จากนั้นจึงยิ้มมืดครึ้มออกมา “หากจับสตรีเมื่อครู่นี้มา ไม่เชื่อว่าเ้าจะไม่ตามข้าไปอย่างเชื่อฟัง!” พวกเขาลอบติดตามไปตลอดทาง ในตอนนั้นที่เฟิ่งหลิงยื่นเมื่อออกไปโอบไหล่อวิ๋นซู ท่าทางเช่นนั้นทำให้พวกเขาสามารถประเมินได้ว่าบุคคลร่างผอมที่อยู่ข้างกายเขาเป็สตรีผู้หนึ่ง
เฟิ่งหลิงสายตามืดครึ้ม พวกมันถึงกับมองออกว่าอวิ๋นซูเป็สตรีที่แต่งกายเป็บุรุษ ดวงตาคมกริบทั้งสองข้างปรากฏความเ็าอันไร้ขีดจำกัดออกมา นี่เป็ครั้งแรกที่บุรุษชุดดำเห็นอำนาจของจักรพรรดิที่แผ่ออกมาบนร่างของเขา
“ฆ่าอย่าให้เหลือ!”
คำพูดง่ายๆ เพียงสี่คำกลับทำให้มือสังหารเ่าั้โกรธจนขึ้นสมอง “จะดูถูกผู้อื่นเกินไปแล้ว!”
ทันใดนั้นทุกคนพลันล้อมเข้ามา ไอสังหารอันเข้มข้นและพลังภายในปะทะกัน กระตุ้นให้เกิดประกายไฟจำนวนนับไม่ถ้วน
คนทั้งสองฝั่งมิได้สู้กันเป็ครั้งแรก บุรุษชุดดำทั้งหมดต่างก็รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถหลบเลี่ยงผงพิษบนร่างของคนกลุ่มนี้ได้ พวกเขาเข้าใจวิธีการต่อสู้ของอีกฝ่ายเป็อย่างดี ทำให้สามารถป้องกันการลอบโจมตีของอีกฝ่ายได้ทุกครั้ง
บุรุษชุดดำมองมือสังหารที่ค่อยๆ ตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบ จากนั้นจึงพูดออกมาอย่างเ็าว่า “วันนี้พวกเ้าอย่าได้คิดว่าจะสามารถเดินออกไปจากแคว้นเฉินอย่างมีชีวิตแม้แต่ครึ่งก้าว! หากว่าเ้านายของพวกเ้ามาด้วยตัวเอง บางทีพวกข้าอาจจะรู้สึกเกรงกลัวอยู่บ้าง”
“รับมือกับพวกเ้า ไม่จำเป็ต้องให้นายท่านออกโรง!”
นักฆ่าหนึ่งคนในนั้นถือโอกาสยามวุ่นวาย ้าจะปลีกตัวหนีไปในเส้นทางเล็กๆ ภายในป่า ไม่คิดว่าเพียงพริบตาเดียว เบื้องหน้าจะมีเงาร่างงดงามสายหนึ่งปรากฏขึ้น อาภรณ์ปลิววไสวราวกับเต้นระบำ
“จะไปไหนหรือ?”
“เ้า...เ้าเป็...จริงๆ”
อย่างไรก็ตามบุรุษรูปงามไม่กล่าวอะไร มือสังหารผู้นั้นรู้สึกเย็นวาบที่คอ ไม่ทันจะได้สาดผงพิษในมือออกไป ทัศนวิสัยเบื้องหน้าก็มืดดับลง
สิ่งใดก็ตามที่คุกคามอวิ๋นซู เขาจะไม่ยอมปล่อยให้รอดไปแม้แต่คนเดียว!
*************************
1 กานฉ่าว(甘草) เป็สมุนไพรจีนชนิดหนึ่งคล้ายชะเอม
