“แต่ว่า แต่ว่าข้ามีเื่เร่งด่วน!”
“เื่อะไรเ้าคะ รอวันเกิดท่านโหวผ่านไปก่อนแล้วค่อยกล่าวเถิดเ้าค่ะ”
“แต่ว่า...” แต่ว่าในใจของนางมีความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะสงบลงได้ ราวกับไม่อาจรอให้ถึงเวลานั้นได้
ภายในมุมหนึ่ง หลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่ผ่านทางมาแย้มรอยยิ้มน้อยๆ นึกไม่ถึงเลยว่าอนุสี่จะยังนับว่าฉลาดอยู่บ้าง เพียงแต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้อวิ๋นซูหาได้โชคดีไม่ นับว่า์เบิกตาแล้ว จึงทราบว่าไม่ควรปล่อยให้นังสารเลวที่ทำลายผู้คนมีชีวิตอยู่บนโลกต่อไปได้
วันเกิดของชางหรงโหวสงบเงียบยิ่งกว่าในจินตนาการของทุกคนนัก ยามเช้ามีเพียงของขวัญอวยพรวันเกิดที่ส่งมาจากเรือนอื่น ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวไว้แล้วว่าจะจัดอย่างเงียบๆ ด้วยเหตุนี้คนในเรือนอื่นที่ไม่ได้รับการเชิญจากชางหรงโหวย่อมไม่อาจมาปรากฏตัวได้
ภายในเรือนของอนุสี่ สตรีผู้นี้กระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด
“อี๋เหนียง!”
เงาร่างอายุน้อยทั้งสองร่างปรากฏตัวอยู่บริเวณหน้าประตู บนใบหน้าของคุณชายแปดและคุณชายเก้าเต็มไปด้วยความยินดีและความรอคอย ในมือถืออะไรบางอย่างวิ่งเหยาะๆ เข้ามา “อี๋เหนียงขอรับ นี่เป็ของขวัญอวยพรวันเกิดที่พวกเราจะมอบให้ท่านพ่อ ท่านดูเถิด!”
ในมือของพวกเขาเป็อักษรคำกลอนคู่ที่เขียนด้วยตัวเอง ตัวอักษรประณีตเรียบร้อย รวมกับคำอวยพรเป็มงคล นับว่าหาได้ยากมากสำหรับเด็กที่อายุน้อยเพียงนี้
อนุสี่เพียงแย้มยิ้มเล็กน้อย “ ดี บิดาของพวกเ้าจะต้องชอบอย่างแน่นอน ไปเถิด กลับไปเรือนของท่านย่าของพวกเ้าเถิด”
“อี๋เหนียงขอรับ พี่ห้าเล่า? พวกเราไม่ได้พบนางนานแล้ว”
แม้ว่าหลิ่วอวิ๋นชิงจะปฏิบัติต่อน้องชายร่วมมารดาทั้งสองคนนี้ไม่ดีนัก แต่อย่างไรก็ตามเด็กทั้งสองยังอายุน้อย ไม่เข้าใจเื่ความแค้น พวกเขารู้แค่ว่าตนเองไม่ได้พบพี่ห้ามานานมากแล้ว กลัวว่านางจะลืมพวกเขา
“พี่ห้าของพวกเ้า...อยู่ด้านใน”
ผู้เยาว์ทั้งสองสบตากันครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงแย้มยิ้มออกมาแล้วรีบวิ่งเข้าไป “พี่ห้า...”
ทันใดนั้นเสียงร้องะโหยุดลงโดยพลัน คุณชายแปดและคุณชายเก้ายืนแข็งทื่ออยู่ตรงประตูเช่นนั้น มองหลิ่วอวิ๋นชิงที่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างโต๊ะ จ้องตรงมายังพวกเขาทั้งสอง
ดูท่าทางแล้วพี่ห้าจะดุยิ่งกว่าอย่างปกติเสียอีก คุณชายทั้งสองมีความรู้สึกไวต่อบรรยากาศอันแปลกประหลาดนี้ จึงไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าอีกแม้เพียงครึ่งก้าว
อนุสี่มีความกังวลอยู่เต็มหน้า กระทั่งเด็กทั้งสองก็ยังมองท่าทางอันแปลกประหลาดของอวิ๋นชิงออก
“คุณชายแปดคุณชายเก้า รีบกลับไปเถิด มิเช่นนั้นท่านย่าจะโมโหเอาได้!”
“...ขอรับ!”
เงาร่างเล็กๆ ทั้งสองวิ่งออกไปจากหน้าประตูราวกับวิ่งหนี อนุสี่ยืนขึ้น หลิ่วอวิ๋นชิงภายในห้องยังคงจ้องมองไปยังทิศทางเดิมอย่างเหม่อลอย ไม่ขยับเขยื้อน
“อนุสี่?”
ยามนี้เอง เสียงที่ไม่ได้ยินมานานเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น อนุสี่หันกลับไปมองอย่างสงสัย เป็คุณหนูรองหรือ? นางไม่ได้มาเหยียบที่เรือนของตนนานแล้ว
“คุณหนูรอง…” นางจัดอาภรณ์ของตนให้เรียบร้อย ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ั้แ่ที่เหลยซื่อตายไป นางมักจะรู้สึกว่าคุณหนูรองผู้นี้เปลี่ยนไปเป็อย่างมาก ทำให้ตนเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอย่างอธิบายไม่ได้
ราวกับสตรีอายุน้อยผู้นี้มีอะไรบางอย่างที่ทำให้นางมองไม่ออก แต่นางก็ไม่อยากไปคิดอะไรให้มากความนัก
“ไม่ได้พบน้องห้ามานาน วันนี้เป็วันเกิดของท่านพ่อพอดี ข้าจึงมาพาน้องห้าไปดูของขวัญอวยพรที่ข้าเตรียมไว้มอบให้ท่านพ่อเ้าค่ะ!”
น้ำเสียงของนางมีความสนิทสนมและความเป็มิตรถึงเพียงนี้ ทำให้อนุสี่ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเลยแม้เพียงครึ่งส่วน
แต่กลับมีลางสังหรณ์บอกกับนางว่า ไม่อาจให้คุณหนูรองพาตัวอวิ๋นชิงไปได้โดยเด็ดขาด
“นี่...แต่ร่างกายของคุณหนูห้าดูเหมือนจะไม่สบาย...”
ความคลุมเครือในสายตาของอนุสี่นั้นหลิ่วอวิ๋นฮว๋าย่อมเห็นอยู่ในสายตา “เอ๋ เช่นนั้นหรือ? ข้าจะดูเสียหน่อย น้องห้า ข้ามาแล้ว ออกมาเถิด!”
คิดไม่ถึงว่าหลิ่วอวิ๋นชิงจะเชื่อฟังคำพูดของคุณหนูรองเช่นนี้ นางรีบยืนขึ้นจากข้างโต๊ะ เดินตรงออกมานอกประตูในทันที ทั้งหมดนี้ทำให้อนุสี่ตกตะลึง เพราะเหตุใดนางจึงฟังแต่คำพูดของคุณหนูรอง แต่ไม่ยอมฟังคำพูดของตนเองแม้แต่ประโยคเดียว?
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าโอบไหล่ของหลิ่วอวิ๋นชิงอย่างสนิทสนม “น้องห้าไม่สบายตรงไหนหรือ? ไม่เป็ไร ไปดื่มชาในเรือนของพี่สาวก็ดีขึ้นแล้ว...”
นางแย้มยิ้ม พาหลิ่วอวิ๋นชิงเดินมุ่งหน้าไปยังนอกเรือน ชั่วพริบตานั้นยังไม่ลืมที่จะหันไปมองอนุสี่ที่ยังคงอยู่ในความตกตะลึงอย่างลึกล้ำครั้งหนึ่ง ความขบขันในสายตาปิดบังไว้ไม่มิด
ทั้งสองมาที่เรือนของเหลยซื่อ
ที่นี่ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง บนโต๊ะไม่มีฝุ่นแม้เพียงนิด เนื่องจากมีคนเข้ามาทำความสะอาดทุกวัน
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายืนอยู่กลางห้อง ย้อนนึกไปถึงคำสั่งสอนที่มารดาสอนนางในกาลก่อน ในยามนั้นตนเองยังคงโง่เขลาและดูเบาศัตรูมากเกินไป แต่ครั้งนี้นางเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงเพื่อจะส่งนังสารเลวนั่นไปสู่น้ำพุเหลืองให้ได้!
“ท่านแม่ ท่านรอก่อน วันนี้ข้าจะส่งนังสารเลวนั่นไปเป็วัวเป็ม้ารับใช้ท่าน เพื่อเซ่นไหว้ให้แก่ิญญาของท่านบน์”
ดวงตาของนางเปล่งประกายไปด้วยความอำมหิต นางค่อยๆ หันมา “มานี่”
หลิ่วอวิ๋นชิงเดินตรงเข้าไป หลิ่วอวิ๋นฮว๋าส่งขวดสีดำขวดหนึ่งไปให้นาง
“ใน่เย็น รอจนอาหารทุกอย่างภายในครัวจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ข้าจะพาทุกคนด้านในออกไปเพื่อเปิดทางให้เ้า เ้าก็เข้าไปเทสิ่งนี้ในอาหารทุกจาน เพียงแค่หนึ่งหยดเท่านั้น มากเกินไปก็จะเป็การสิ้นเปลือง เข้าใจแล้วหรือไม่”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเลิกคิ้วขึ้น ท่าทางเช่นนี้ ราวกับกำลังควบคุมหุ่นเชิดของตนเองจริงๆ
หลิ่วอวิ๋นชิงพยักหน้าช้าๆ เก็บขวดกระเบื้องเล็กๆ สีดำนั้นเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วจึงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน
ด้านต้องมีเสียงอันครึกครื้นดังเข้ามา แต่ภายในเรือนของเหลยซื่อ สตรีอายุน้อยทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันแปลกประหลาด ไม่ได้มีการพูดคุยสนทนากันเลยแม้แต่น้อย
ภายในโรงครัว อนุห้าไม่วางใจจึงมาดูด้วยตนเอง
อุณหภูมิอันร้อนแรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูมีชีวิตชีวา เมื่อเห็นเหล่าคนครัวแสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่ อนุห้าก็อดไม่ได้ที่จะมองอย่างตกตะลึง นางอุ้มทารกน้อยอยู่ในอ้อมอกพลางตบหลังให้เขาเบาๆ
“จริงจังกันเสียหน่อย นายท่านไม่ชอบอาหารรสอ่อนจนเกินไป ส่วนอาหารของฮูหยินผู้เฒ่าจะต้องรสอ่อนลงหน่อย!”
“เ้าค่ะ อนุห้า!”
อุแว้...
เสียงร้องไห้ดังขึ้น ทารกชายในอ้อมอกเริ่มถีบขาสั้นๆ ทั้งสองอย่างอยู่ไม่สุข อนุห้ารีบตบปลอบเขา คาดว่าเป็เพราะที่นี่ร้อนอบอ้าวและเสียงดังมากเกินไปกระมัง ไม่ทราบว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ออกมาจากเรือนไผ่แล้วหรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนทำในครั้งนี้ นางจะพอใจหรือไม่?
ภายนอกเรือนฮูหยินผู้เฒ่ามีโต๊ะกลมตัวใหญ่สีแดงวางเรียงราย รอบด้านมีโคมไฟสีแดงแขวนเอาไว้หลายดวง ไม่นับว่าฟุ้งเฟ้อหรูหรา แต่บรรยากาศแห่งความสุขที่สมควรมี ล้วนมีครบ
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายืนอยู่ตรงนั้นั้แ่เช้า มองไปยังโคมไฟสีแดงที่กวัดแกว่งไปตามลมด้วยความเ็า ก่อนหน้านี้ไม่นาน ภายในจวนยังแขวนโคมไฟสีขาว มาวันนี้ เกรงว่าทุกคนคงจะลืมไปแล้วว่ามารดาของนางเพิ่งจะจากไปกระมัง?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางจึงกวาดตามองไปรอบด้านด้วยสายตามืดครึ้ม สุดท้ายสายตาจึงตกอยู่บริเวณประตูที่เปิดออกกว้างของเรือนฮูหยินผู้เฒ่า
มารดาของตนต้องทุกข์ใจเพื่อจวนโหวแห่งนี้มาทั้งชีวิต สุดท้ายกลับได้รับจุดจบเช่นนี้ ในสายตาของท่านย่า มารดาของตนเองเทียบไม่ได้กับนังสารเลวที่เพิ่งกลับมาจวนโหวได้ไม่นานเชียวหรือ?
ฮ่าๆ นางไม่คาดหวังว่าท่านย่าจะรู้สึกละอายใจ ไม่คาดหวังว่าท่านย่าจะเห็นอกเห็นใจตนอีกต่อไปแล้ว หลิ่วอวิ๋นฮว๋าทราบว่า ในโลกนี้สิ่งที่สามารถช่วยตนเองได้ก็มีเพียงสองมือนี้เท่านั้น
นางไม่ใช่คนที่ไม่มีอะไรเลย นางยังมีจวนแม่ทัพเวยหย่วนที่จะหาเหตุผลที่เหมาะสมให้แก่การกระทำทั้งหมดของตนเอง เนื่องจากท่านยายเกลียดอวิ๋นซูลึกถึงกระดูกดำ ไม่มีความรู้สึกของญาติมิตรให้แก่จวนชางหรงโหวแม้แต่ครึ่งส่วน
บุตรีที่ตนเองเลี้ยงมาอย่างยากลำบาก สุดท้ายกลับตกตายอย่างอนาถถึงเพียงนั้น ความแค้นนี้มิมีผู้ใดที่สามารถกล้ำกลืนได้
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสูดหายใจลึก ยิ่งรู้สึกว่าการตัดสินใจของตนเองถูกต้องแล้ว นางอารมณ์ดียิ่งนัก ราวกับว่าในอากาศมีสายลมแห่งชัยชนะพัดผ่านมา
ภายในโรงครัว
“เร็วหน่อย ด้านนอกมีหมูตัวใหญ่ส่งมาตัวหนึ่ง กล่าวว่าให้จวนชางหรงโหวของพวกเรา แต่ว่าข้าคนเดียวยกไม่ไหว!”
พ่อครัวใหญ่คนหนึ่งวิ่งเข้ามา บนใบหน้าของเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดียิ่ง หมูตัวใหญ่? หากว่านำมาทำอาหารจะอร่อยมากเพียงใดกัน!
พริบตาเดียว คนทั้งหมดก็วิ่งไปที่ประตูหลัง เงาร่างเรียบเฉยเงาหนึ่งปรากฏขึ้น เดินตรงเข้าไปในห้องครัว
ในสมองนึกถึงคำสั่งของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า เพียงแค่หยดลงยอดหนึ่งในอาหารเหล่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพียงหยดเดียว...
บนแผ่นหินเรียงรายไปด้วยอาหารหลากหลาย รูปรสกลิ่นสีล้วนครบครัน หลิ่วอวิ๋นชิงหยิบขวดกระเบื้องเล็กๆ สีดำในมือออกมา เปิดฝาขวดออกแล้วค่อยๆ ขยับ ได้ยินเสียงน้ำหยดเบาๆ ของเหลวนั้นถูกหยดลงบนอาหารจนทำให้เกิดเสียงอันไม่เป็ธรรมชาติขึ้น จากนั้นจึงผสมกับอาหารจนเป็สีเดียวกัน
“พี่ห้า ท่านกำลังทำอะไร?”
เสียงนี้ไม่ได้มีความประหลาดใจมากนัก อวิ๋นซูยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้ว เริ่มแรกนางให้ชุนเซียงเฝ้าอยู่ในเรือนของอนุสี่ เมื่อหลิ่วอวิ๋นชิงออกจากเรือนไปก็ให้รีบมาแจ้งนาง จากนั้นอวิ๋นซูจึงตามมาถึงที่นี่ แน่นอนว่าย่อมต้องเห็นการกระทำทั้งหมดของนางเมื่อสักครู่นี้ได้อย่างชัดเจน
หลิ่วอวิ๋นชิงหันกลับมามอง บนใบหน้าไม่ได้มีการแสดงออกอะไรมากนัก ไม่ได้ตื่นตระหนกที่อวิ๋นซูทำลายเื่ทั้งหมดที่นางกระทำเลยแม้แต่น้อย
อวิ๋นซูค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ มองดูสตรีที่ราวกับซากศพเดินได้ตรงหน้า
ยื่นมือออกไปจับชีพจรให้นาง พบว่าเป็ดังที่ในหนังสือกล่าวไว้ ผู้ได้รับพิษจะมีชีพจรที่เต้นช้าเป็อย่างมาก
“พี่ห้า ท่านมาทำอะไรที่นี่?”
อวิ๋นซูกล่าวถามอีกครั้งหนึ่ง
“หิว”
หลิ่วอวิ๋นชิงตอบกลับมาประโยคหนึ่งอย่างสับสน จากนั้นหยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อและกัดกินเข้าไปคำใหญ่
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
“โอ้ หมูตัวนี้หนักไม่เบาเลย!”
“ใช่แล้ว ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็คนส่งมา ตัวใหญ่ขนาดนี้ พวกเราก็ฆ่ากันตอนนี้เลยเถิด จะได้เพิ่มอาหารไปอีกหลายอย่าง!”
“ดี ดี!”
อย่างไรก็ตามเมื่อทุกคนแบกหมูตัวนั้นเข้ามา กลับเห็นว่าภายในโรงครัวอันไร้ซึ่งผู้คนกลับมีหลิ่วอวิ๋นชิงยืนอยู่
“นี่…คุณหนูห้าท่านมาทำอะไรที่นี่เ้าคะ?!”
“...หิว” หลิ่วอวิ๋นชิงตอบไปประโยคหนึ่งแล้วจึงกัดหมั่นโถวในมือต่อไป
“ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว คุณหนูห้าโปรดออกไปรอด้านนอกก่อนเถิด อีกไม่นานอาหารและเหล้าดีๆ ก็จะยกไปพร้อมกันแล้วเ้าค่ะ!”
ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่าการปรากฏตัวของหลิ่วอวิ๋นชิงมีอะไรแปลกประหลาดเลยแม้แต่น้อย พากันเริ่มก้มหน้าทำงานในมือของตน กระทั่งสตรีผู้นั้นจากไปตอนไหนพวกเขาก็ไม่ทราบ
อวิ๋นซูเดินออกมาจากความมืด ดูเหมือนว่านางจะเข้าใจกระจ่างแล้วว่าเหตุใดหลิ่วอวิ๋นฮว๋า้าทำให้หลิ่วอวิ๋นชิงเปลี่ยนไปมีท่าทางดังซากศพเดินได้เช่นนี้ ในยามนี้นอกจากคำสั่งของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าแล้ว นางก็สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจของตน เกรงว่าเมื่อผ่านคืนนี้ไปต่อให้แผนการของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าล้มเหลว นางก็จะโยนความผิดทุกอย่างให้หลิ่วอวิ๋นชิง ตอนนั้นหุ่นเชิดจะสามารถพูดความจริงอะไรออกมาได้อีก?
เพียงแต่น่าเสียดายที่หลิ่วอวิ๋นฮว๋ากลับทำพลาดอย่างหนึ่งซึ่งร้ายแรงถึงชีวิต
