พี่สามเคยเป่าเพลงนี้ให้นางฟัง เมื่อมองไปยังกระบี่ที่ปักอยู่ในหินตรงหน้า ดวงตาของเฟิ่งหลิงพลันสว่างวาบ กระบี่ถูกดึงออกสะบัดวาดเป็วงกลมบนท้องฟ้าอย่างงดงาม
“ว้าว” เกิดเสียงอุทานดังขึ้นทั่วทั้งสี่ทิศ หลิ่วอวิ๋นอว๋าที่กำลังกลับมาจากข้างนอกคิดว่าจะได้เห็นสภาพน่าอนาถของเฟิ่งหลิง ทว่าดรุณีน้อยผู้นั้นกลับถือกระบี่ตวัดวาดอยู่บนเวที
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?! คิดดังนี้ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าจึงปลีกตัวจากไปอย่างร้อนรนอีกครั้ง
เงาร่างอันแปลกประหลาดนี้พลันดึงดูดความสนใจจากคุณชายเฟิ่งหลิงในเงามืด เขาเป่าขลุ่ยไปพลาง เดินขึ้นสู่ที่สูงไปพลาง
คุณหนูรองจวนชางหรงโหวผู้นี้ มีแผนการอะไรกันแน่?
นักดนตรีเ่าั้ฉลาดยิ่งนัก เมื่อเห็นท่าทางของคุณหนูเจ็ดเฟิ่งว่า้ารำกระบี่ จึงเปลี่ยนจังหวะดนตรีเป็จังหวะที่มีกลิ่นอายความดุเดือดหนักแน่น ราวกับมีทหารนับพันม้าศึกนับหมื่นกำลังวิ่งทะยานอยู่บนสนามรบ
แม้ตัวจะเล็กแต่การร่ายรำกลับเข้มแข็งเต็มไปด้วยพลัง นางดึงขนนกสีชมพูออกในพริบตา ผมสีดำราวหยดหมึกแผ่กระจาย นางะโหมุนตัวอย่างสง่างามไปในอากาศ ก่อให้เกิดเสียงปรบมือดังขึ้นรอบด้าน
ทางด้านคุณชายเฟิ่งหลิงที่อยู่ในที่สูงเห็นว่าในมุมหนึ่งไม่ไกล หลิ่วอวิ๋นฮว๋ากำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับองครักษ์ท่าทางแปลกประหลาดยิ่ง
“เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดนางยังอยู่บนเวทีอีก?”
“คุณหนูขอรับ ผู้น้อยปาหินใส่นางแล้วจริงๆ แต่ว่าคุณผู้นั้นยืนขึ้นมาด้วยตัวเองขอรับ!”
“ไม่ได้เื่ เช่นนั้นก็เขวี้ยงใส่ดวงตาของนางเสีย! หรือนางยังจะกุมตาตนเองไปรำกระบี่ได้อีก?” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าคิดอย่างชั่วร้าย พลันนั้นมีสายลมอันหนาวเย็นพัดผ่าน เกิดเสียงตุ้บดังขึ้น หินก้อนหนึ่งพุ่งมาปะทะแก้มของนาง พริบตาเดียวความเ็ปสายหนึ่งพลันกระจายออกมา
“กรี๊ด หนะ...หน้าข้า! ผู้ใด ผู้ใดกล้าลอบทำร้ายข้า!”
ทั้งสองรีบมองไปรอบๆ อย่างตึงเครียด ทว่าไม่เห็นเงาผู้ใดเลยแม้แต่น้อย
องครักษ์ผู้นั้นเข้าใจกระจ่าง พวกเขาถูกยอดฝีมือจับจ้องเสียแล้ว “คุณหนูรีบไปเถิด!”
“...นี่...” แม้ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าจะไม่พอใจ ทว่าก็ทำได้เพียงจากไปตามคำขององครักษ์
นางหลบอยู่ในเขตเรือนที่ไร้ผู้คนแห่งหนึ่ง ยื่นหน้าส่องลงไปในบ่อน้ำ พบว่าบนแก้มของนางมีรอยแดงอยู่หนึ่งรอยอย่างชัดเจน! เช่นนี้ต่อให้มีโอกาส นางก็ไม่อาจขึ้นเวทีทำการแสดงได้แล้ว
ชั่วช้าที่สุด! หากนางทราบว่าผู้ใดลอบทำร้ายนาง จะต้องตอบแทนคืนอย่างแน่นอน!
ทางด้านงานพระราชพิธีเฉลิมฉลอง
อวิ๋นซูได้ยินเสียงชมเชยดังแว่วมา มุมปากยกโค้งขึ้นช้าๆ คุณหนูเจ็ดเฟิ่งหลิงนับว่าฉลาดไม่น้อย หากเป็เช่นนี้ตนเองก็สามารถตั้งใจปักผ้าต่อไปได้แล้ว
นานมากแล้วที่ไม่ได้จับเข็มปักผ้านี้ ความจริงแล้วทุกเข็มที่ปักลงไป อวิ๋นซูล้วนต้องพยายามย้อนนึกเป็อย่างมาก
ทุกสิ่งในแคว้นอี้ปรากฏขึ้นในความทรงจำราวกับระลอกคลื่นในสายน้ำ ใจของนางสั่นไหว...ทว่าความทรงจำเ่าั้มิได้หวานปานน้ำผึ้งอีกต่อไป ทั้งหมดล้วนแต่จะทำให้อวิ๋นซูเ็ปกับความโง่เขลาของตนเอง
ตอนนี้ หัวใจที่ทำร้ายนาง ผู้ที่ทรยศนาง กำลังนั่งมองนางอยู่ในตำแหน่งประธาน แม้จะอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้ ทว่าห่างกันสองภพชาติ
สีหน้าของจักรพรรดิเซียวมีเพียงรอยยิ้มบาง ไม่ว่าจักรพรรดิเฉินจะพูดคุยปราศรัยอย่างไร ก็ดูเหมือนว่าเขาไม่มีการตอบสนอง
ในสายตาของเขามีเพียงสตรีผู้นั้นที่กำลังก้มหน้าถือเข็มปักผ้าอย่างจริงจัง เพราะเหตุใด เพราะเหตุใดยามนี้เขาจึงคิดถึงคนผู้นั้น
ยังจำได้ถึงวันพระราชพิธีอภิเษกสมรส คืนที่แสงเทียนสลัวในห้องหอ หมอนยวนยางบนพระแท่นบรรทมเป็นางที่ปักเองกับมือ คำสิริมงคลสมปรารถนาบนผ้าห่มก็เป็นางลงมือปักเอง
เขาเคยยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองไปยังสตรีในห้องที่กำลังก้มหน้าปักชุดนอกให้เขาอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าของนาง สีหน้าของนางราวกับจู่โจมเข้ามาในหัวอีกครั้ง
ภาพนั้นทับซ้อนกับสตรีแปลกหน้าผู้นี้ การเคลื่อนไหวของพวกนาง คิ้วที่ขมวดน้อยๆ กระทั่งท่าทางการถือเข็มล้วนเหมือนกันถึงเพียงนี้
ในที่สุดจักรพรรดิเซียวก็เข้าใจ ว่าเหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยกับคุณหนูหกแห่งจวนโหวผู้นี้ เพราะกลิ่นอายบนร่างของนางคล้ายกับบุตรีภรรยาเอกคนโตของบ้านตระกูลอวิ๋นเมื่อปีนั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จักรพรรดิเซียวถึงกับหัวเราะออกมา
“...ฝ่าา ท่านไม่ชอบการแสดงนี้หรือ?” จักรพรรดิเฉินถามหยั่งเชิงประโยคหนึ่ง ทว่าเขาเองกลับรู้สึกว่าการแสดงนี้มีสีสันยิ่งนัก เมื่อเห็นท่าทางฉลาดเฉลียวซุกซนของคุณหนูเจ็ดสกุลเฟิ่ง เขาก็ยิ่งรู้สึกตื่นตะลึง ส่วนคุณหนูหกแห่งจวนชางหรงโหวที่ยังคงสงบเยือกเย็นแม้เผชิญความวุ่นวายรอบๆ ท่าทางจริงจังจนลืมตัวตนเช่นนั้น ทำให้เขาอยากรู้ว่านางจะปักผลงานเช่นไรออกมากันแน่
“ไม่ ข้าใจลอยไปหน่อย”
จักรพรรดิเซียวในยามนี้ถึงกับถอดความโอหังถือดีในฐานะจักรพรรดิออก ท่าทางราวกับคนธรรมดาคนหนึ่ง
จักรพรรดิเฉินประหลาดใจอยู่บ้าง นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ใจลอยเช่นนั้นหรือ? การแสดงที่มีสีสันถึงเพียงนี้ยังทำให้จักรพรรดิเซียวใจลอยได้ หรือเขาจะไม่โปรด เพียงแต่ไม่พูดออกมา?
เมื่อคิดเช่นนี้ จักรพรรดิเฉินก็รู้สึกหงุดหงิด
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เมื่อเฟิ่งหลิงได้ยินเสียงขลุ่ยของพี่สาม ความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดพลันสลายหายไป ยิ่งร่ายรำกลับยิ่งมีพลังมากขึ้น
นางชอบที่จะได้ยินเสียงเสียดแทงยามกระบี่ในมือกวัดแกว่งผ่านอากาศ ความรู้สึกเช่นนี้ช่างสบายอารมณ์ยิ่งนัก
นางรู้สึกดีใจมากที่ไม่ได้สร้างปัญหาให้พี่ซู
“ไม่คิดว่าเด็กคนนั้นจะมีฝีมือเช่นนี้ด้วย” เฟิ่งอวี่อดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเชย ส่วนเฟิ่งฉีกลับยิ้มน้อยๆ แน่นอนว่าพี่ใหญ่ต้องไม่ทราบว่าเริ่มแรก เด็กคนนี้ตามตื๊อให้พี่สามสอนนางรำกระบี่ท่อนนี้อย่างไม่ลดละ แต่หากพี่สามยอมสอนนางด้วยตัวเอง จะไม่เป็การเปิดเผยความจริงที่ว่าเขาไม่ได้ป่วยหรอกหรือ?
ดังนั้น เขาจึงต้องกวัดแกว่งกระบี่ทุกท่วงท่าให้เด็กคนนั้นดูช้าๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อมีพี่สามเป่าขลุ่ยอยู่ข้างๆ เด็กคนนี้จึงว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก
ช่างเถิด ได้เห็นน้องเจ็ดรำกระบี่ท่อนนี้ออกมาได้ประสบความสำเร็จเช่นนี้ เฟิ่งฉีรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
สายตาของจักรพรรดิเซียวจ้องเขม็งไปยังอวิ๋นซู ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นเขาก็ยกไหเหล้าบนโต๊ะกรอกเข้าไปในปาก ความองอาจผ่าเผยเช่นนี้ทำให้จักรพรรดิเฉินข้างๆ มองอย่างมึนงง
“...”
ผ้าปักในน้ำใกล้จะถึงจุดสุดท้าย อวิ๋นซูเงยหน้า เช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาบนหน้าผากเบาๆ นางได้ยินเสียงราวกับสิ่งของกระทบกันจึงเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ พลันสบเข้ากับสายตาเ็าของจักรพรรดิเซียวพอดี
เป็นาง? เป็นางใช่หรือไม่?! ทุกครั้งที่ปักผ้าเสร็จ นางมักจะมีนิสัยเช่นนี้ กระทั่งอากัปกิริยายังเหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว
ใจของอวิ๋นซูเต้นตึกตัก สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย พริบตานั้นมือของตนที่กำลังจับเข็มพลันแข็งค้าง นางทำพลาดที่ใดกัน
เสียงของเฟิ่งหลิงดังขึ้นข้างกาย “พี่ซู เสร็จแล้วหรือเ้าคะ?”
“อืม”
“ดี!” ดรุณีน้อยแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน เสียงขลุ่ยก็ผสานกันจนเกิดเป็ท่วงทำนองทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจ
เข็มสุดท้ายของอวิ๋นซู หากจะแสดงก็ต้องแสดงให้จบ ในขณะที่กำลังจะผูกปมสุดท้าย การเคลื่อนไหวของนางก็สะดุดลงตรงนั้น
คล้ายถูกจับจ้องด้วยสายตาอันเยือกเย็นคู่หนึ่ง สมองของนางพลันกระจ่าง ในที่สุดนางก็ทราบแล้วว่าเหตุใดเมื่อครู่เซียวอี้เชินจึงมีท่าทางเช่นนั้น
เขากำลังมองการเคลื่อนไหวของนาง ต่อให้เปลี่ยนร่างกายมาแล้ว แต่ความเคยชินของนางไม่อาจเปลี่ยนได้
นางในสมัยก่อนปักเย็บชุดให้เขามากมาย เขาเองก็มองดูอยู่ข้างๆ อย่างเงียบเชียบ บางทีเพราะการกระทำโดยไม่รู้ตัวเมื่อครู่ ทำให้เขานึกถึงอวิ๋นซูที่ตายไปแล้วผู้นั้น
ด้วยเหตุนี้ มุมปากของอวิ๋นซูพลันยกโค้ง นางผูกปมง่ายๆ ลงบนผ้า หยิบกรรไกรข้างๆ มาตัดออก พอดีกับที่เสียงดนตรีหยุดลง
“ฮ่าๆๆๆ ...ดี คุณหนูหก รีบให้พวกเราดูหน่อยเถิดว่าท่านปักผลงานชั้นเลิศเช่นไรออกมา?”
เซียวอี้เชินเดินเข้ามาใกล้ การกระทำสุดท้ายนั้นไม่เหมือนกัน หากเป็คนผู้นั้นที่เขารู้จัก ขั้นตอนสุดท้ายจะต้องกัดที่ด้ายเบาๆ หรือจะกล่าวว่า สตรีตรงหน้านี้ทราบว่าเขากำลังดูนางอยู่ จึงตั้งใจเปลี่ยนความเคยชินในยามปกติไป?
ฮ่าๆ นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่ คนผู้นั้นตายไปแล้ว สตรีตรงหน้าเพียงแต่บังเอิญมีท่าทางเหมือนกันก็เท่านั้น
เพราะเหตุใด เพราะเหตุใดเขาถึงยังคิดถึงคนผู้นั้นโดยไม่ตั้งใจ ั์ตาหงส์สั่นไหว ในใจเกิดความรู้สึกยุ่งยาก เซียวอี้เชินนำไหเหล้าที่ว่างเปล่าในมือส่งให้นางข้าหลวงด้านหลัง “รินเหล้า!”
เหล่านักดนตรีถอยออกไป อวิ๋นซูค่อยๆ ยืนขึ้น เพราะนั่งในท่าเดิมมานาน ท่าทางของนางเกิดการแข็งค้างไปชั่วขณะ ขาทั้งสองข้างเริ่มชาขึ้นมาแล้ว
“คุณหนูหก ควรจะทำอย่างไรหรือเ้าคะ?” นางข้าหลวงทั้งสองที่เข้ามาช่วยเหลือกล่าวถาม
“นำผ้าขึ้นมาจากน้ำ ดึงแผ่ออก จากนั้นสะบัดน้ำบนผ้าออกเบาๆ ก็ได้แล้วเ้าค่ะ” กล่าวจบก็ถอยไปด้านข้าง
ทุกคนจ้องเขม็งไปยังผ้าที่ปักด้วยวิธีพิสดาร เหล่านางข้าหลวงนำผ้าขึ้นมาจากในน้ำ คลี่ออกอย่างเชื่องช้า ภาพปักค่อยๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกคน
หยดน้ำไหลลงมาตามผ้า ทุกคนมองอย่างตกตะลึง คราบน้ำแต่ละสายราวกับย้อมให้รูปภาพที่เดิมทีเป็สีขาวปรากฏเส้นสีรุ้งอันแพรวพราวห้าสายขึ้นมา เดิมทีเป็เพียงสีขาวเทากับน้ำหมึก เมื่อหยาดน้ำจำนวนนับไม่ถ้วนไหลลงมาจึงปรากฏสีสันดั้งเดิมของมัน ความรู้สึกเช่นนี้ราวกับหญิงงามแห่งยุคค่อยๆ ถอดผ้าคลุมหน้าของตนออกช้าๆ ชั่วขณะนั้นทำให้ผู้ชมตื่นตาตื่นใจ
สีเขียวค่อยๆ เปลี่ยนเป็ูเา มีทะเลสาบสีฟ้าคราม กลุ่มหมอกลอยกระจายอยู่บางเบา ยังมีสายรุ้งบนท้องฟ้า ทุกคนราวกับเห็นทิวทัศน์อันงดงาม รูปูเาแม่น้ำอันเงียบสงบเปลี่ยนสภาวะไปตามหยดน้ำที่ไหลผ่าน ค่อยๆ ปรากฏด้านที่งดงามที่สุดต่อหน้าพวกเขา เปล่งประกายโชติ่ภายใต้แสงอาทิตย์
“นี่...นี่มันช่างน่าอัศจรรย์!”
“ใช่ๆ เป็เช่นนี้ได้อย่างไร?”
ทุกคนต่างพูดขึ้นคนละประโยค มิอาจใช้สิ่งใดมาบรรยายอารมณ์ของพวกเขา ณ ตอนนี้ได้
ที่รู้สึกสั่นสะท้านเป็ที่สุดคงหนีไม่พ้นชางหลงโหวและหลิ่วอวิ๋นเฟิง ท่านโหวทราบว่าแต่ไหนแต่ไร ตนเองไม่เคยอบรมบุตรีอนุภรรยาผู้นี้มาก่อน ไม่เคยสอนศิลปะสี่แขนงให้นาง ทว่านางกลับทำให้ตนเองประหลาดใจได้มากถึงเพียงนี้
หรือว่าท่านหมอชาวบ้านในชนบทผู้นั้นจะมีความสามารถมาก ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดวิชาแพทย์อันยอดเยี่ยมให้นาง ทั้งยังสอนนางปักผ้าอีกด้วยเช่นนั้นหรือ?
นี่เป็ไปได้หรือ? ครั้งนี้ชางหรงโหวอดไม่ได้ที่จะสงสัยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สตรีตรงหน้าผู้นี้ใช่บุตรสาวของตนจริงหรือ
ตอนนี้เอง หลิ่วอวิ๋นเฟิงเอียงหน้ามองน้องสาวที่กลับมายังที่นั่งของตนเงียบๆ “อวิ๋นฮว๋า เ้าไปไหนมา...เดี๋ยวก่อน หน้าของเ้าเป็อะไรหรือ?”
ผิวตรงแก้มพลันเจ็บแปลบ หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามองไปยังหลิ่วอวิ๋นซูที่ยามนี้กำลังได้รับสายตาชื่นชมจากผู้คนอย่างสงบเยือกเย็น นางกัดฟันอย่างคับแค้นใจ “ไม่รู้!”
“...”
อย่างไรก็ตาม เมื่อลมเย็นๆ พัดผ่านมา นางข้าหลวงทั้งสองค่อยๆ สะบัดผ้าเบาๆ สีสันอันงดงามนั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา เคลื่อนไหวเปล่งประกาย ครู่เดียวนางข้าหลวงทั้งสองก็พบว่าผ้าผืนนี้หนักขึ้นมาก พวกนางสังเกตอย่างละเอียดว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ใดกันแน่ เมื่อมองอย่างตั้งใจ ก็ต้องอุทานออกมาอย่างตกตะลึง
“คุณหนูหก รูปนี้แห้งแล้วเ้าค่ะ!”
นี่มันหมายความว่าอย่างไร? ตงฟางซวี่ได้สติกลับมาจากความประหลาดใจ เขาหยัดกายลุกขึ้นสะบัดชายเสื้อ ค่อยๆ เข้าไปใกล้ภาพปัก ลังเลครู่หนึ่งแล้วจึงยื่นมือออกไปแตะเบาๆ
“คุณหนูหก นี่...”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ? เอามานี่! เร็ว! ให้เจิ้นดูเสียหน่อย!” จักรพรรดิเฉินรู้สึกอดทนรอไม่ไหว นางข้าหลวงทั้งสองรีบนำภาพปักขึ้นถวาย
จักรพรรดิเฉินและเฉินฮองเฮายื่นมือไปััภาพ ทั้งสองปรากฏท่าทางยากที่จะเชื่ออย่างพร้อมเพรียงกัน
ผ้าที่เดิมทีอ่อนนุ่ม ถึงกับกลายเป็แข็งเฉกเช่นกระดาษในพริบตา ส่วนไหมทุกเส้นที่ปักกลับแข็งนูนอยู่้าของผ้า ไม่ได้เป็ด้ายไหมที่อ่อนนุ่มอีกต่อไป ราวกับใช้หมึกเข้มข้นวาดลงไปก็มิปาน
“ฝีมือดียิ่ง! ฝีมือดียิ่ง!”
ยิ่งมองยิ่งรู้สึกชื่นชอบยิ่งนัก “ฮองเฮา พวกเรานำสิ่งนี้ไปแขวนไว้ที่ตำหนักหงส์ของเ้าเป็อย่างไร?”
ทว่ากลับมีเสียงดังขึ้นมาจากด้านข้าง “ไม่ทราบว่าฝ่าาจะทำใจสละได้หรือไม่? ภาพนี้น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เจิ้นชอบมาก”
“...” ไม่มีใครคาดคิดว่าจักรพรรดิเซียวจะถึงกับเปิดปากขอด้วยตนเอง มือของจักรพรรดิเฉินแข็งค้าง ตนเองชอบภาพนี้มาก ทว่าจักรพรรดิเซียวก็กล่าวออกมาแล้ว หากปฏิเสธไปมิใช่ว่าเป็การแสดงถึงความใจแคบของแคว้นเฉินหรอกหรือ?
“ในเมื่อท่านชอบ ภาพนี้ก็ขอมอบให้ท่าน! นี่เป็เกียรติของคุณหนูหกแล้ว!”
จักรพรรดิเซียวยื่นมือไปรับ ทว่าสายตากลับมองไปทางอวิ๋นซูอย่างลึกล้ำ สตรีนางนั้นเพียงมองตนอย่างเรียบเฉย ท่าทางอย่างสงบเยือกเย็น สายตาเจือแววยั่วยุอยู่เล็กน้อย
ตงฟางซวี่ทราบว่าการกระทำนี้ของจักรพรรดิเซียวจะต้องไม่ได้มีเจตนาดีเป็แน่ หากเขาชอบอวิ๋นซูถึงเพียงนั้นจริงก็คงจะไม่ทำให้นางลำบาก
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง รู้กันเงียบๆ ในใจโดยไม่ต้องเปิดปากพูด...
