“กู้ชิงซวง เด็กนั่นมันรู้ว่าภายภาคหน้าการอภิเษกจะไม่ตกอยู่ใต้การควบคุมของข้า แต่คิดไม่ถึงว่านางจะกล้ามากระด้างกระเดื่องกับข้าเช่นนี้”
ฮูหยินแซ่หลี่โมโหจนถึงกับโยนผ้าเช็ดหน้าของตนทิ้งลงพื้น กู้โยวหนิงเป็ดั่งฝุ่นผงที่คอยขัดหูขัดตานางมาโดยตลอด นึกอยากจะฆ่าให้ตายเสียตั้งหลายครั้งหลายครา ทว่ากลับรอดไปได้ทุกที ถือว่ายังโชคดีที่ผ่านมามันหนีรอดไปได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เื่อภิเษกนี้ต้องหนีไม่พ้นลูกชายของนางเป็แน่
“ท่านแม่โปรดอย่าได้ขุ่นเคืองไป” บุตรชายคนที่สองของกู้ถิงนามกู้เหรินอัน หรือผู้ที่ราชสำนักเลือกให้เป็พระชายาของเหวินอ๋องในคราแรก ค่อยๆ รินน้ำชาวางลงตรงหน้ามารดาตน
“ที่ชิงซวงกล่าวมีความจริงอยู่บ้าง ถึงแม้เหวินอ๋องจะไม่โปรดบุรุษ แต่ท่านดูเ้าสุนัขจิ้งจอกมากมารยานั่น ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็ที่พึงพอใจของเหวินอ๋องขึ้นมาได้”
“เป็ที่พึงพอใจแล้วจะมีประโยชน์อะไรกัน จวนอ๋องขาดเหล่าสตรีงามเสียเมื่อไร อีกทั้งมันเป็เพียงบุรุษไม่มีทางให้กำเนิดบุตรได้ เช่นนี้แล้วไม่เป็การทำให้เหวินอ๋องไร้ซึ่งทายาทหรอกหรือ เื่อัปยศเช่นนี้ข้าอยากจะถามจริงๆ ว่าบุรุษผู้ใดจะยอมรับได้” ฮูหยินหลี่เผยรอยยิ้มที่แฝงด้วยความเยือกเย็น เอ่ยต่ออย่างไม่สะทกสะท้านว่า “กู้ชิงซวงจงใจกล่าวเช่นนั้น เพราะ้าข่มขู่ให้ข้ารู้สึกกลัว เพื่อให้ข้าทำดีต่อเด็กนั่น ฮึ แต่ข้าไม่ทำ ข้าจะคอยดูว่ามันจะเป็ที่โปรดปรานได้ถึงขั้นไหนกันเชียว?”
ฮูหยินหลี่มองกู้เหรินอันครู่หนึ่ง “ครั้งนี้ที่เ้าส่งคนไปจับตาดูเด็กนั่นไว้ถือว่าทำได้ดีมาก นับแต่นี้ก็จัดการหาคนไปจับตาดูเด็กนั่นเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย หากพบว่ามันยังคิดหนีอีกให้จับไปขังไว้ในห้องเก็บฟืนเสีย ยังมีเ้าเด็กรับใช้นั่น ถึงเวลาก็จงจัดการตีให้ตาย แล้วไม่ต้องรายงานอะไรกับพ่อของเ้า!”
กู้เหรินอันพยักหน้ารับคำสั่งมารดาอย่างเงียบเชียบ เขาจะไม่จัดหาเด็กรับใช้ไปเฝ้าเ้าเด็กนั่นเพิ่มได้อย่างไร เกิดหนีไปได้จริงๆ ตนไม่ต้องเป็ผู้ขึ้นเกี้ยวเ้าสาวเองหรอกหรือ เป็ถึงบุรุษจะยอมให้ตนโดนกักขังไว้ในตำหนักตลอดไปกัน
......
หลังจากกู้โยวหนิงร่ำลากับกู้ชิงซวงก็เอาแต่นั่งถอนหายใจอยู่ภายในห้องของตัวเอง
เจียนอวี่นึกว่าเขาเสียใจเพราะเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถึงได้มีท่าทีร้อนรนยิ่งกว่าอะไร ราวกับกลัวว่าตนจะคิดไม่ตก “คุณชายห้า ท่านจะทานอะไรสักหน่อยหรือไม่ขอรับ? วันนี้ห้องครัวทำขนม ท่านจะลองชิมดูหรือไม่?”
กู้โยวหนิงโบกมือปฏิเสธอย่างอ่อนแรง “ข้าไม่อยาก เ้ากินเถอะ”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะออกไปเดินเล่นเป็เพื่อนท่านเอง พวกเราไปเยี่ยมแม่นางเชียนเซวี่ยที่หอชุนเฟิงดีหรือไม่ขอรับ?”
“จะดีอย่างไรเล่า ข้าจะต้องขึ้นเกี้ยวเ้าสาวอยู่แล้ว ยังจะมีหน้าไปหอนางโลมได้อย่างไรกัน วันนี้ฮูหยินทำอะไรเ้าไม่ได้ เ้าเลยอยากจะหาเื่ใส่ตัวใช่ไหม?”
“คุณชายห้า...” เจียนอวี่เงียบลง
เจียนอวี่อายุเพิ่งจะ 12 ย่าง 13 ปี ใบหน้าผุดผ่องมักจะปรากฏให้เห็นถึงความขลาดกลัวของเด็กน้อยอยู่เสมอ น้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น ขานเรียกคุณชายห้าราวกับจะบีบหัวใจผู้ฟังให้หยุดเต้นในทันที
กู้โยวหนิงค่อยๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง หันหน้าไปมองเจียนอวี่ อดที่จะนึกไม่ได้ว่า รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอมแบบนี้สิถึงเหมาะจะออกเรือน นี่เขาเป็ถึงผู้ชายแท้ๆ กลับคิดไม่ถึงว่าต้องเป็ฝ่ายออกเรือนเอง?
เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ!
ในขณะที่กู้โยวหนิงกำลังถอนหายใจครั้งที่ร้อยแปด ทันใดนั้นมีเด็กรับใช้เดินเข้ามาจากด้านนอกพอดี
“คุณชายห้า มีแม่นางผู้หนึ่งรอพบท่านอยู่ประตูด้านหลังเ้าค่ะ”
“แม่นางที่ไหนกัน? แล้วยังรอที่ประตูด้านหลังอีก เ้ารีบไปเชิญนางเข้ามา”
……
“คุณชายห้า~”
กู้โยวหนิงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เสียงเจียนอวี่ที่ได้ยินเมื่อครู่ราวกับบีบหัวใจผู้ฟังให้หยุดเต้น ทว่าน้ำเสียงเรียกคุณชายห้าที่ได้ยินในตอนนี้ กลับเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนที่เข้ากอบกุมหัวใจเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความโศกเศร้าปะปนอยู่
“...เชียนเซวี่ย เ้ามาได้อย่างไรกัน?” กู้โยวหนิงรีบเข้าไปกล่าวคำทักทายหลังรู้ว่าเป็ใครที่มาหาตน ทางด้านเจียนอวี่ก็ฉลาดนัก รีบไล่เด็กรับใช้ผู้นั้นออกไปแล้วเดินมาเฝ้าประตูแทน
“ข้าอยากพบคุณชาย ข้าอ้างว่าจะไปไหว้พระ แต่แท้จริงแล้วตั้งใจจะมาหาท่าน ข้าไม่ได้สร้างความลำบากอะไรให้คุณชายใช่หรือไม่?”
เชียนเซวี่ยสวมชุดกระโปรงสีชมพู เส้นผมสีดำยาวสลวยปักไว้ด้วยปิ่นที่สตรีทั่วไปนิยมใช้ ทว่าบนผมยังผูกไว้ด้วยผ้าไหมผูกผมสีทอง แลดูหรูหรา งามจนยากจะหาสิ่งใดเปรียบ ใบหน้าเรียวงามดั่งดอกบัวทำให้นางกลายเป็หญิงงามอันดับหนึ่งของหอชุนเฟิง แรกเริ่มเดิมทีผ้าไหมผูกผมสีทองเส้นนี้ คือของรักของหวงของท่านรัฐทายาท*ยูนนานอ๋องที่นำมาจากเมืองสู่จงเมื่อครั้งพำนักที่นั่น ภายหลังได้มอบมันให้กับกู้โยวหนิงเพราะชื่นชมในความงามล่มเมือง ทว่ากู้โยวหนิงกลับนำผ้าผูกผมเส้นนี้มามอบให้แม่นางเชียนเซวี่ย ในวันที่มอบให้ กู้โยวหนิงยังเป็ผู้ผูกผ้าไหมสีทองเส้นนี้ไว้บนผมสตรีผู้รู้ใจด้วยมือของเขาเองด้วย
“ไม่เป็ไรหรอก แต่เ้าเป็สตรี หากอยากพบหน้าข้า เพียงให้ผู้อื่นมาบอกกล่าวสักนิด ข้าจะออกไปหาเ้าเอง”
กู้โยวหนิงลอบถอนหายใจอีกครั้ง เขานึกโกรธและเกลียดท่านอ๋องมากขึ้นอีกเป็เท่าตัว ถ้าไม่ใช่เพราะท่านอ๋องอะไรนั่น ป่านนี้กู้โยวหนิงผู้นี้คงมีสาวงามคู่ใจทั่วทั้งเมืองฉางอันไปนานแล้ว ช่างหัวท่านอ๋องที่ไม่ใช่หญิงงามอันดับต้นๆ นั่นปะไร
กู้โยวหนิงไม่ได้กล่าวเกินจริงสักนิด ั้แ่โดนกระถางดอกไม้ตกใส่หัว จนกระทั่งข้ามเวลามา เขาไม่เคยนึกถึงหรือสนใจสิ่งอื่น นอกจากมองหาเหล่าหญิงงามในชุดโบราณเ่าั้ เพราะเกิดมาหน้าตาดีเป็ทุนเดิม และสำหรับหญิงงามนั้น กู้โยวหนิงยังให้ความรู้สึกคล้ายกับเจี่ยเป่าอวี้*ความรู้สึกที่ว่านั้น คือความรู้สึกเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่ทำให้พวกนางต้องรู้สึกผิดหวัง ยกตัวอย่างเช่นแม่นางเชียนเซวี่ยผู้นี้ นางคือผู้ที่ภักดีต่อกู้โยวหนิงอย่างสุดชีวิต คอยเฝ้ารอให้เขาแต่งงาน จากนั้นนางถึงจะขอแต่งเข้ามาเป็อนุภรรยา แต่ผู้ใดจะรู้ว่าสิ่งที่นางรอมาตลอด กลับกลายเป็ว่ากู้โยวหนิงจะต้องเป็ฝ่ายออกเรือนเสียเอง
เชียนเซวี่ยกุมมือของกู้โยวหนิง หลังจากจดจ้องเขาอยู่พักใหญ่จึงเริ่มร้องไห้ออกมา
“เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่เลย จู่ๆ เ้าร้องไห้ทำไมกัน อยู่ในหอชุนเฟิงถูกผู้อื่นรังแกมาใช่หรือไม่”
เชียนเซวี่ยหลุบตาลงต่ำ ค่อยๆ ส่ายหัว ทันใดนั้นก็คุกเข่าอยู่ต่อหน้ากู้โยวหนิงแล้วเอ่ยทั้งน้ำตา “คุณชาย ได้โปรดไถ่ตัวข้าออกมาเถิด เชียนเซวี่ยจะเข้าจวนอ๋องไปพร้อมกับท่าน ภายภาคหน้าเป็เด็กรับใช้คอยอยู่ดูแลข้างกายท่านตลอดไป!”
กู้โยวหนิงถอนหายใจออกมาอีกรอบ “ข้าเข้าไปในจวนอ๋องก็ยังไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่ ถึงยามนั้นหากเ้าเป็ที่พึงพอใจของท่านอ๋อง คงหนีไม่พ้นเป็ได้แค่อนุชายา เ้าจะมีความสุขเยี่ยงทุกวันนี้ได้อย่างไร”
“เชียนเซวี่ยไม่อยากเป็อนุชายาของท่านอ๋องแม้แต่นิดเ้าค่ะ เชียนเซวี่ย้าอยู่ข้างกายคุณชายห้า คอยพูดคุยแบ่งเบาความทุกข์ใจ เพื่อเป็การตอบแทนไมตรีของคุณชายห้าเท่านั้น”
เชียนเซวี่ยเอื้อมมือมาดึงชายอาภรณ์ของกู้โยวหนิง พร้อมทั้งร้องห่มร้องไห้อย่างหนัก
นางชื่นชมกู้โยวหนิงเป็อย่างมาก สตรีในยุคนี้ใช้ชีวิตไม่ง่ายนัก หากเกิดเป็คุณหนูในตระกูลมั่งคั่งร่ำรวยถึงจะสามารถแต่งเป็ฮูหยินเอก ออกเรือนไปกับชายที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน และผู้ชายที่พอมีหน้ามีตา ผู้ใดบ้างจะไม่มีเมียเล็กเมียน้อย แต่ถ้าเป็บุตรสาวในตระกูลเล็กๆ ไร้อำนาจและเงินทอง ล้วนต้องแต่งเข้าไปเป็อนุภรรยา ทั้งชีวิตต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่น และสตรีเช่นนางยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง หากจะเปรียบกับกรรมกรก็ยังด้อยค่ากว่านัก แม้จะเป็อันดับหนึ่งในหอชุนเฟิง แต่ถึงอย่างไร ท้ายที่สุดก็ยังเป็สตรีที่เดินอยู่บนความลำบาก บุรุษเ่าั้้าแค่หาความสุข ความสนุกสนานจากร่างกาย จะมีผู้ใดรักนางด้วยใจจริงบ้าง ทว่ากู้โยวหนิงกลับแตกต่างออกไป แม้ไม่ได้มีความรักลึกซึ้งต่อกัน แต่นางรู้ว่ากู้โยวหนิงใส่ใจและเอ็นดูนาง หากได้พบเจอกับผู้ที่มีจิตใจงดงามเช่นนี้แล้ว ทั้งชีวิตสตรีนางหนึ่งจะยัง้าสิ่งใดอีก
“พอได้แล้วๆ เ้าหยุดร้องไห้แล้วฟังในสิ่งที่ข้าจะพูดเถิด” กู้โยวหนิงประคองนางลุกขึ้น กล่าวอย่างจนปัญญา
“เ้าติดตามข้าไปมันจะดีได้อย่างไร ยามนี้เ้าเป็ถึงหญิงงามอันดับหนึ่งของหอชุนเฟิง แต่ไหนแต่ไรมาเ้าก็เป็ฝ่ายเลือกบุรุษ และคนในหอชุนเฟิงก็ไม่มีผู้ใดรังแกเ้า ภายหลังข้าเข้าไปอยู่ในจวนอ๋องคงจะพอมีทรัพย์สินส่วนตัวอยู่บ้าง ถึงเวลานั้นข้าจะซื้อหอชุนเฟิงให้เ้า วันข้างหน้าหากเ้าชอบก็จงใช้ชีวิตกับบุรุษอย่างสบายใจ หรือหากไม่ชอบ อย่างไรเสียเ้าก็เป็เ้าของหอชุนเฟิง ถึงคราวแก่ชรายังพอมีที่พึ่งพิงอยู่บ้าง”
กู้โยวหนิงกับเจียนอวี่ยืนอยู่หน้าประตูหลังส่งแม่นางเชียนเซวี่ยที่ยังคงร้องไห้ระงมกลับหอชุนเฟิง
“สตรีที่ดีเยี่ยงนี้ หากไม่ใช่ว่าข้าต้องออกเรือน นางคงต้องเป็อนุภรรยาที่งามจนผู้คนต้องพากันอิจฉาข้าแน่ๆ”
ระหว่างที่เ้านายกับเด็กรับใช้ทั้งสองไร้ซึ่งคำใดๆ จะกล่าว และกำลังลอบถอนหายใจ ทันใดนั้นก็มีบุรุษควบม้าพันธุ์งามมาหยุดอยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อกู้โยวหนิงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ จึงพบกับสายตาคู่หนึ่งเข้าพอดี
-----------------------------------
1 รัฐทายาทหรือซื่อจื่อ หมายถึงผู้สืบทอด ใช้เรียกบุตรชายคนโตหรือคนรองที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา ส่วนมากคือบุตรคนโตที่เกิดจากภรรยา แต่บางกรณีอาจแล้วแต่บิดาจะเลือกมอบบรรดาศักดิ์ให้ใคร
2 เจี่ยเป่าอวี้ เป็ชื่อตัวตัวละครเอกจากวรรณกรรมเื่ความฝันในหอแดง
