เช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อเซียวปิงตื่น ซูเสียวเสี่ยวก็ทำอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่ทำให้เซียวปิงซาบซึ้งจนยิ้มออก คืออาหารส่วนของเขาก็ถูกวางเอาไว้บนโต๊ะเช่นกัน
“อรุณสวัสดิ์” เซียวปิงกล่าวทักทายอย่างยิ้มแย้ม
ซูเสียวเสี่ยวก็ราวกับลืมเื่เมื่อคืนไปแล้ว หรืออาจเป็เพราะเธอแค่ไม่อยากพูดถึงมันอีกก็ไม่ทราบ เธอพูดเรียบๆ ขณะก้มหน้าก้มตาทานขนมไข่ในจาน “อรุณสวัสดิ์”
เซียวปิงนั่งลงบนเก้าอี้ หยิบส้อมขึ้นมา ก่อนจะตักไปที่ขนมตรงหน้า เขาเหลียวมองซาลาเปาที่อยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะตักเค้กเข้าปากไป ขนมในปากให้รสชาติหวานกำลังดี กลมหล่อมเสียจนเซียวปิงอดไม่ได้ที่จะกล่าวชม “เธอทำเองเหรอ? ฝีมือไม่เลวจริงๆ!”
เมื่อเทียบกับเมื่อวานแล้ว แม้ซูเสียวเสี่ยวจะยังดูไม่ค่อยเป็มิตร แต่ท่าทีของเธอก็ดีขึ้นมากแล้ว บางทีอาจเป็เพราะเธอรู้สึกผิดที่เคยทำร้ายร่างกายเขาเมื่อวานนี้ล่ะมั้ง
เธอกินขนมไข่ในถ้วยจนหมด ก่อนจะยื่นมือไปหยิบกระดาษทิชชูขึ้นเช็ดปาก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “จำได้ว่าตอนเด็กๆ...พ่อกับแม่มักจะรีบร้อนทำงานอยู่เสมอ ตอนนั้น คนที่ทำอาหารเช้าให้ฉันทุกวันก็คือพี่...ขนมที่พี่ถนัดมากที่สุดก็คือขนมไข่...ต่อมา ฉันก็ค่อยๆ เรียนรู้จากพี่ จนทำเป็อย่างทุกวันนี้ น่าเสียดาย...หลังจากพี่ไป ก็ไม่มีใครทำให้ฉันกินอีกเลย”
เซียวปิงเห็นเธอเศร้า จึงรีบพูดเปลี่ยนเื่ “พ่อกับแม่เธอยุ่งมากเลยเหรอ?”
“ความเป็อยู่ของที่บ้านฉันเพิ่งจะดีขึ้นได้ไม่นานนี้เอง แต่ก่อน พ่อกับแม่ต้องทำงานหนัก เพื่อจะส่งฉันกับพี่ไปเรียนหนังสือ จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลพวกเรา?” ซูเสียวเสี่ยวถอนหายใจ ราวกับเพิ่งรู้ตัว ว่าตนพูดเื่ส่วนตัวกับผู้ชายที่เกลียดขี้หน้าคนนี้มากเกินไปแล้ว เธอแสดงสีหน้านิ่งขรึมลง แล้วกล่าวเ็า “ฉันกลับไปรอที่ห้องนะ กินเสร็จแล้วเรียกละกัน”
ไม่ว่าจะเป็เย่จื่อ หรือซูเสียวเสี่ยว พวกเขาเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน ฐานะทางบ้านยิ่งแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่พวกเธอกลับไม่มีความสุขกันทั้งคู่ ถ้าจะเทียบกันแล้ว ซูเสียวเสี่ยวอาจจะดีกว่านิดหน่อย เพราะถ้าไม่มีเื่พวกนี้เกิดขึ้นภายในบ้านล่ะก็...
เซียวปิงเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วทานอาหารตรงหน้าต่อ เขาเริ่มรู้สึกสงสารเด็กสาวที่ภายนอกดูเ็าคนนี้ขึ้นมา เพราะเื้ัความเ็าที่แสดงออกมา อาจแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยวที่ไม่สามารถบอกใครได้...
เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จ ทั้งสองก็เดินทางออกจากบ้านซูด้วยกัน ซูเสียวเสี่ยวกอดอัฐิเอาไว้แน่น สำหรับเธอแล้ว ในนั้นไม่ได้มีแค่เถ้ากระดูกที่ผ่านการเผาไหม้ของพี่สาวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงจิติญญาแห่งความอาลัย ของคนในครอบครัวที่มีต่อซูเพ่ยหย่า รวมทั้งของเธอเองด้วย
เพราะไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของใคร ซูเสียวเสี่ยวจึงหาที่สำหรับพี่สาวได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความที่เธอยังเป็แค่นักศึกษา จึงยังไม่มีเงินมากพอที่จะใช้สำหรับที่ตรงนี้ ดังนั้น เธอจึงต้องจ่ายด้วยเงินจากบัตรเครดิตที่ซูเพ่ยหย่าทิ้งเอาไว้ให้ เซียวปิงจึงส่งมอบบัตรให้เธอได้ในที่สุด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซูเสียวเสี่ยวหยุดยืนมองป้ายชื่อของพี่สาว ก่อนจะหันกลับไปมองเซียวปิงแวบหนึ่ง เธอพูดด้วยเสียงเศร้า “นายกลับไปก่อนเถอะ ฉันอยากคุยอะไรกับพี่สักพัก”
“งั้นฉันไปรอข้างนอก”
ซูเสียวเสี่ยวไม่ปฏิเสธ เธอรอจนเซียวปิงเดินจากไปไกล จึงค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งหน้าป้ายชื่อพี่สาว หน้ากากแห่งความเ็าที่เธอสวมอยู่ บัดนี้ได้ถอดลงแล้ว...
เธอทิ้งตัวลงหมอบกับพื้น ไหล่ทั้งสองของเธอสั่นเครือไม่หยุด เธอเริ่มร้องครวญครางถึงพี่สาว ก่อนจะกลายมาเป็การร้องไห้อย่างหนักด้วยความเ็ป
เซียวปิงที่หลบอยู่ในมุมมืดเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาลอบถอนหายใจ พลางในใจก็รู้สึกเศร้าตาม ทั้งหมดนี้เป็เพราะใครกัน? หลังการพูดคุยกับเย่จื่อในครั้งนั้น เซียวปิงเลิกที่จะโทษตัวเองอีกต่อไป เขากลับมานั่งคิดแค่เื่เื่เดียวแทน แก้แค้น!
เซียวปิงแอบมองพลางสูบบุหรี่ไปด้วย เมื่อบุหรี่มวนที่สองหมดลง เป็จังหวะเดียวกับที่ซูเสียวเสี่ยวยันตัวลุกขึ้น เขารีบหมุนตัวเดินไปยังทางออกเงียบๆ แล้วยืนรอต่ออีกประมาณสองนาที ก็ได้พบกับซูเสียวเสี่ยวที่ดวงตาแดงก่ำกำลังเดินออกมา
“ไปเถอะ” ท่าทางของเธอยังคงเ็าดังเดิม เธอดูเป็คนเข้มแข็งมากเลยทีเดียว หากไม่ใช่เพราะดวงตาแดงๆ คู่นั้น เขาคงไม่คิด ว่าหญิงสาวที่ร้องไห้แทบขาดใจเมื่อสักครู่กับเธอคนนี้เป็คนคนเดียวกันจริงๆ
“เธอจะไปไหน?” เซียวปิงถาม
“มหา’ลัย”
“ดีเลย รอฉันแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวฉันไปส่ง ที่ร้านก็อยู่ใกล้กับมหา’ลัยเธอพอดีด้วย” เซียวปิงพูดจบจึงโบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง ก่อนทั้งสองจะขึ้นโดยสารรถคันนั้นด้วยกัน
ตลอดทาง ซูเสียวเสี่ยวเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก แน่นอนว่าเซียวปิงก็ไม่อยากจะยุ่งกับเธอในเวลานี้ เมื่อรถแล่นมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย เซียวปิงบอกคนขับรถให้จอดรอซูเสียวเสี่ยวลงก่อน จากนั้นค่อยขับพาตนไปยังร้านบะหมี่ที่อยู่อีกข้าง
หลังเดินเข้าไปในร้าน หลี่หงที่คิดว่าเขาเป็ลูกค้า จึงรีบวิ่งออกมาต้อนรับทันที เมื่อเห็นว่าเป็เซียวปิง เธอก็ยิ้มหวานพลางชี้เข้าไปในร้าน ก่อนเอ่ยกระซิบ “พี่ปิง เพื่อนพี่มาอุดหนุนอีกแล้ว เมื่อกี้ยังถามถึงพี่ด้วย”
เซียวปิงหัวใจไหววูบ เขาขานรับรู้ แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าไป หลี่หงก็ถามเซ้าซี้ขึ้น “พี่ปิง บอกหน่อย ผู้หญิงที่สวยขนาดนี้...ได้ยินพวกนักศึกษาที่มากินข้าวเมื่อกี้ว่ากันว่าเป็ถึงดาวของมหา’ลัยซือฟ่านเชียว พวกพี่รู้จักกันได้ยังไง? เขาเป็แฟนพี่เหรอ?”
เซียวปิงยิ้มแห้งๆ ก่อนจะยื่นมือไปดีดหน้าผากหลี่หงดังเป๊าะ “เพิ่งจะอายุเท่าไรเองก็เริ่มถามเื่พวกนี้ซะแล้ว เขาเป็เพื่อนฉัน อย่าคิดไปไกล”
“โอ้ย...รังแกฉันอยู่ได้ ระวังไว้เถอะ ฉันจะไปใส่ร้ายพี่ให้เธอฟัง”
“ตามสบายเถอะ” เซียวปิงหัวเราะร่วน ก่อนจะเดินผ่านหลี่หงตรงไปยังเย่จื่อและเพื่อนอีกสองคนของเธอ เหมือนกับเมื่อวานไม่มีผิด สายตาทุกคู่ในร้านมองตรงไปยังเย่จื่อ อาจเป็เพราะความเคยชิน เย่จื่อดูธรรมชาติมาก ไม่มีความประหม่าหรือเขินอายอยู่เลย
“เย่จื่อ พวกเธอเล่นมากินกันทุกวันแบบนี้ เดี๋ยวร้านฉันก็เจ๊งเอาหรอก” เซียวปิงแซว
“งกจริงๆ เลยพี่เนี่ย” เย่จื่อหยิบทิชชูขึ้นเช็ดปาก ก่อนจะวางตะเกียบลง มองเขม่น “วางใจเถอะ วันนี้พี่ไม่ต้องเลี้ยงหรอก พวกเรามาอุดหนุน”
เซียวปิงหัวเราะร่วน “งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ”
พูดไปพลาง เซียวปิงก็นั่งลงตรงที่ข้างเย่จื่อ ที่ตรงนี้ราวถูกเว้นไว้ให้เซียวปิงอย่างไรอย่างนั้น เฉินหยวนหยวนและสวี่เหวินถิงนั่งอยู่ติดกันอีกด้าน ส่วนเย่จื่อนั่งคนเดียวอีกด้าน ตอนนี้เลยกลายเป็ว่า เย่จื่อและเซียวปิงนั่งข้างกันอยู่
เซียวปิงมองไปยังหลี่หง ก่อนจะดีดนิ้วเรียก “เอาบะหมี่ถ้วยใหญ่มาที่หนึ่ง เก็บเงินที่พวกเธอ”
เฉินหยวนหยวนที่เพิ่งกินเสร็จวางตะเกียบลง เมื่อได้ฟังเซียวปิงพูด เธอก็หัวเราะพรืดกล่าวว่า “พี่ปิง พี่นี่คิดเล็กคิดน้อยจริงๆ เลยนะ คงไม่ได้อยากจะเอาคืนจากมื้อเมื่อวานหรอกใช่ไหม?”
เซียวปิงพูดอย่างมีเหตุมีผล “ฉันก็เป็แค่คนจนๆ คนหนึ่ง ไม่ได้รวยเหมือนพวกเธอสักหน่อย”
เฉินหยวนหยวนพูดแหย่ “คนจนๆ ที่จีบเย่จื่อของเราติด ก็ไม่ใช่ธรรมดาๆ แล้ว พี่ไม่รู้อะไร มีคนอยากจะเชิญเย่จื่อกินมื้อเที่ยงเกือบทุกวัน แต่เย่จื่อก็ไม่เคยสนใจ คนเขาอุตส่าห์ตั้งใจมาหาพี่ติดต่อกันถึงสองวันเลยนะ”
เย่จื่อกรอกตาใส่เฉินหยวนหยวนอย่างเอาผิด กล่าวว่า “อย่าพูดไปเรื่อยน่า ฉันมาเพราะอาหารร้านนี้อร่อยต่างหาก”
“จริงด้วยๆ” สวี่เหวินถิงเองก็วางตะเกียบลง พลางยิ้มแซวเย่จื่อกับเซียวปิง “โดยเฉพาะราเม็งถ้วยเมื่อวาน ที่พี่ปิงลงทุนทำเองกับมือ เพราะในถ้วยนั่นซ่อนไปด้วยหัวใจแห่งรัก...”
เย่จื่อหน้าแดงขึ้นมานิดหน่อย ก่อนจะพูดตวาดเสียงใส “พูดบ้าอะไร...ถิงถิง ทีฉันยังไม่ได้พูดเื่เธอกับวู๋ฉางเลย...รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จะส่งสายตาถึงกันหนักเลยนะ”
นี่สินะ หนามยอกต้องเอาหยามบ่ม
ใครจะไปคิด ว่าสวี่เหวินถิงไม่ได้สนใจเลยสักนิด เธอพูดระคนหัวเราะ “ใช่สิ ตอนนี้พวกเรากำลังคบกันอยู่แน่ะ กำลังสวีทหวานเลย...”
เฉินหยวนหยวนที่นั่งข้างๆ ร้องใ “แม่เ้า จริงหรือเปล่าเนี่ย? เธอเก็บความลับได้ดีเกินไปแล้ว ทำไมพวกเราไม่รู้ล่ะ?”
“ฉันเพิ่งตัดสินใจว่าจะให้โอกาสเขาสักครั้ง แล้วพวกเธอจะไปรู้ตอนไหนเล่า”
ขณะที่ทั้งสามกำลังเมาท์มอยกันอย่างสนุกปาก บะหมี่ที่สั่งก็มาเสิร์ฟแล้ว เซียวปิงกินอาหารตรงหน้าคำโต ขณะนั้นเอง ที่หน้าร้านก็มีชายวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา พวกเขาน่าจะยังเป็นักศึกษาอยู่ ชายที่อยู่ตรงกลางเป็ชายผู้มีทรงผมเดียวกับ ‘เดวิด เบคแคม’ ชายวัยรุ่นนี้แต่งกายด้วยของแบรนด์เนมั้แ่หัวจรดเท้า ดูเหมือนคนที่มาด้วยกันจะยกย่องให้เขาเป็หัวหน้าซะด้วย
หลี่หงมองกลุ่มวัยรุ่นห้าคนตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองรอบๆ ร้าน ซึ่งขณะนี้มีคนนั่งจับจองที่กันเต็มไปหมดแล้ว เธอจึงกล่าวต่อพวกเขาด้วยความเกรงใจ “ขอโทษด้วยนะคะ พอดีทางร้านเราไม่มีที่ว่างแล้ว หรือพวกคุณจะรออีกสักหน่อย?”
ชายวัยรุ่นผู้เป็แกนนำกวาดสายตามองไปรอบร้าน ก่อนสายตามันจะหยุดลงที่เย่จื่อ มันแสดงท่าทางยโส ก่อนจะดันหลี่หงออกไปอีกข้างโดยไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ “หลบไป” เขาพูดน้ำเสียงเ็า
หลี่หงสะดุดล้มลงกับพื้น จางจิ้งที่รับผิดชอบเื่เก็บเงินรีบวิ่งเข้ามาประคองเธอลุกขึ้น ก่อนจะพูดอย่างโมโห “พวกนายทำแบบนี้ได้ยังไง ไม่เห็นหรือไง ว่าเธอเป็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง”
ชายวัยรุ่นเดินตรงไปยังเย่จื่อ ส่วนลูกน้องที่เหลือก็ยืนล้อมหลี่หงและจางจิ้งอย่างอวดดี ชายผมเกรียนหนึ่งในนั้น เดินไปกล่าวกับจางจิ้งที่ขณะนี้มีท่าทีไม่พอใจอยู่ “ในเมื่อรู้ตัวว่าเป็แค่ผู้หญิง ก็หุบปากไปซะ รู้ไหมว่าเขาเป็ใคร? เขาคือคุณชายหยีผู้มีชื่อเสียงในมหา’ลัยเรา เธออย่ามาหาเหาใส่หัวดีกว่า!”
จางจิ้งกำลังจะพูดต่อ หลี่หงจึงรีบรั้งเธอเอาไว้พลางส่ายหัวกระซิบ “ฉันไม่เป็ไร พวกเราเป็แค่เด็กรับจ้างจนๆ สู้อะไรพวกเขาไม่ได้หรอก!”
ไอ้หัวเกรียนพูดพลางหัวเราะ “ฮ่าๆ พูดถูก อ้อ...หน้าตาใช้ได้นี่ มีแฟนกันหรือยังล่ะ? สนใจมาเป็ของพี่ไหม? ทั้งสองคนเลย”
คนอื่นๆ เมื่อเห็นคุณชายหยีเดินไปหยุดอยู่หน้าเย่จื่อแล้ว จึงรีบร้อนพูดขึ้น “พอได้แล้ว ไอ้ไล่โถว1 อย่าทำลูกพี่เสียเื่”
“แม่เอ็งดิ อย่าเรียกชื่อช้า!!” ไล่โถวะโอย่างโมโห แต่ก็ไม่กล้าไม่ทำตามคำเตือนนั้น จึงได้แต่รีบร้อนตามคนอื่นๆ ไป ก่อนพวกมันก็หยุดยืนหลังไอ้ผมเดวิดฯ
ที่ๆ เย่จื่อและเซียวปิงนั่งอยู่หันไปทางประตูพอดี ทั้งสองจึงเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อไอ้หัวเดวิดฯ เดินเข้ามาหา เย่จื่อจึงขมวดคิ้วมุ่น และพูดอารมณ์เสีย “อวี๋เฮ่า ที่ที่มีฉันอยู่ นายอย่าหาเื่เลยดีกว่า”
อวี๋เฮ่ากวาดสายตามองเซียวปิงแวบหนึ่ง ดวงตาฉายแววอาฆาตแค้น ขณะที่ใบหน้ามันก็ยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้มสดใส กล่าวว่า “ทำไมล่ะ เย่จื่อ ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าฉันเป็คนยังไง ฉันก็แค่ได้ยินว่าเธออยู่แถวนี้ เลยตั้งใจมาหาเธอแค่นั้นเอง”
เย่จื่อแสดงความเกลียดชังออกมาทางใบหน้าอย่างชัดเจน พลางพูดอย่างไม่ไว้หน้า “อย่าเรียกฉันว่าเย่จื่อ ชื่อนี้นายไม่สมควรเรียก!”
ในตอนนี้ เซียวปิงวางตะเกียบลง ก่อนจะเรอออกมาด้วยความอิ่ม ทำราวกับมองไม่เห็นพวกคนตรงหน้าที่ยืนหาเื่อยู่ เขาเช็ดปากพลางกล่าว “เย่จื่อ ฉันอิ่มแล้ว”
เขาพูดเน้นคำว่าเย่จื่อเสียงดัง
“อืม” เย่จื่อมองไปยังเซียวปิง แล้วจึงยิ้มออกอีกครั้ง ดวงตาเธอยิ้ม จมูกเธอยิ้ม ปากเธอก็ยิ้ม ราวกับทุกส่วนในร่างกายกำลังยิ้มไปหมด โดยเฉพาะเสียงขานรับอ่อนหวานของเธอ...อวี๋เฮ่าคลั่งขึ้นมาจนถึงขีดสุด!
การหักหน้า มักจะมาโดยเงียบเชียบเสมอสิน่า
****************************************
1 ไล่โถว ไล่ แปลว่า วางใจ ไว้ใจ หรือในอีกแง่ แปลว่า การไม่มีเหตุผล นิสัยอันธพาลฯ ค่ะ ส่วน โถว แปลว่าหัว อีกแง่มุมก็เเปลว่าผู้นำเช่นกันค่ะ
