ซุนซื่อเป็ผู้หญิงที่ถูกตามอกตามใจมาโดยตลอด นางเคยถูกกระทำเยี่ยงนี้เสียที่ไหน นางถูกล่าวไท่จุนตำหนิต่อหน้าเช่นนั้น ย่อมทำให้นางเสียหน้ามากจริงๆ
ใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ และนางก็เอ่ยพูดอย่างรวดเร็วเพื่อโต้ตอบ “ล่าวไท่จุนไม่สามารถพูดอย่างนี้นะเ้าคะ เหตุใดเมื่อก่อนนี้ฮุ่ยเจี่ยร์ทำดี ล่าวไท่จุนก็มักจะพูดเสมอว่าฮุ่ยเจี่ยร์โตมาภายใต้การดูแลสั่งสอนของท่าน? ก่อนหน้านี้ท่านยังพูดว่าเพื่อช่วยลูกสะใภ้ จึงเอาฮุ่ยเจี่ยร์มาสั่งสอนด้วยตนเอง เหตุใดตอนนี้บ่าวเคียงข้างของฮุ่ยเจี่ยร์ได้กระทำความผิด ท่านกลับมาถามข้าล่ะเ้าคะ นางเป็เช่นนี้ ก็ไม่ใช่เพราะข้าสอนคนเดียวนี่เ้าคะ”
ล่าวไท่จุนได้ยินในสิ่งที่นางพูดแล้ว ก็โกรธจนเกือบจะคายเืเก่าออกมา
ในตอนแรกเป็เพราะสมองของนางถูกน้ำมันหมูทำให้ใจบอดไปแล้วจริงๆ เหตุใดถึงได้รู้สึกว่าซุนไห่หานคนนี้ ช่างเป็คนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงงี่เง่าไร้เดียงสาจริงๆ จะคู่ควรกับลูกชายคนโตที่มีความสามารถของนางหรือ
“ซุนซื่อ น้ำเสียงที่เ้าเจรจานั้นสมควรใช้กับแม่สามีหรือ? เ้าหมายความว่าอย่างไร? ข้าในฐานะแม่สามี ช่วยเ้าเลี้ยงลูกสาวแล้ว นอกจากเ้าจะไม่รู้สึกขอบคุณ ซ้ำยังตำหนิกล่าวหาข้าว่าสั่งสอนได้ไม่ดี? ตกลงข้าเป็แม่ของนางหรือว่าเ้าเป็แม่ของนางกันแน่?”
ล่าวไท่จุนขุ่นเคืองมาก นางชี้ไปที่ซุนซื่อแล้วพูดว่า “แต่เดิมข้าคิดว่าเ้ากลับมาอีกในครั้งนี้ จะมีเหตุผลแล้วเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าเ้ายังคงเป็อย่างนี้อีก ช่างเป็ไม้แก่ดัดยากจริงๆ”
ซุนซื่อถูกดุด่าจนน้ำตาร่วงผล็อย นางยืดคอตรงและเอ่ยขึ้น “ล่าวไท่จุนพูดออกมาตรงๆ เถิดว่ายังรักหลานสุดที่รักของท่านอยู่อีกหรือไม่ เหตุใดถึงได้ลากเื่เข้ามาที่ข้า?
ตอนนี้ข้าเป็ ‘ไม้แก่ดัดยาก’ แล้วตอนนั้นคนที่คิดทุกวิถีทางเพื่อแต่งงานสานสัมพันธ์นั้นก็ไม่ใช่บ้านซุนของข้านะเ้าคะ เป็เพราะคนในจวนนี้ที่มาขอข้าแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์กับจวนติ้งกั๋วกง หลายปีมานี้ถึงแม้ว่าข้าไม่ได้พูดว่าตัวเองดีถึงเพียงใด แต่ว่าฉินเิการงานราบรื่นเช่นนี้ โชคลาภต่อสามีของภรรยาอย่างข้าก็ถือว่ามีอยู่นะเ้าคะ เหตุใดล่าวไท่จุนมองข้าก็ขุ่นเคืองเช่นนี้ล่ะเ้าคะ”
“เ้า! เ้า!” ด้วยน้ำเสียงและคำพูดของซุนซื่อทำให้ล่าวไท่จุนเสียหน้าและหน้าซีด “ถ้าเ้าเป็ลูกสาวของข้า ข้าตบเ้าบินไปนานแล้ว!”
แม่สามีสามารถกำหนดกฎสำหรับลูกสะใภ้ของนางได้ แต่ว่าการตบตีคนนั้นจะทำให้ผู้คนในแวดวงที่มีเกียรติยศหัวเราะเอาได้ หากเื่นี้ได้กระจายออกไปข้างนอกจะทำให้ชื่อเสียงของล่าวไท่จุนจะกลายเป็แม่สามีที่ชั่วร้ายก็เป็ได้
ใน่หลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าล่าวไท่จุนจะมีเอาแต่ใจบ้าง แต่นางก็ไม่เคยแตะต้องลูกสะใภ้แม้แต่นิ้วเดียว
เพียงแต่ว่า คำพูดของซุนซื่อหนนี้แรงมากเกินไป แต่เดิมเื่ที่ฉินฮุ่ยหนิงได้ก่อเอาไว้ทำให้ล่าวไท่จุนโกรธมากั้แ่แรกแล้ว
มายามนี้ซุนซื่อยังทำให้โทสะของนางต้องพวยพุ่งและดวงตาของนางเป็สีดำ ในขณะเดินอยู่นั้นก็รู้สึกเวียนหัว เกือบจะหกล้ม
“ล่าวไท่จุน!”
แม่นมฉินกับฉินหยีหนิงรีบเข้าไปประคอง
“ท่านไม่เป็อะไรใช่หรือไม่? รีบเข้าไปข้างในพักผ่อนก่อนเถิดเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงส่ายศีรษะให้ซุนซื่อ เพื่อบอกนางว่าอย่าพูดอะไรมากกว่านี้อีกเด็ดขาด เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดเื่ถึงตัวได้ จากนั้นนางก็หันไปประคองล่าวไท่จุนเข้าไปในบ้าน
ซุนซื่อกำมือทั้งสองแน่นและสั่นไปทั้งตัว
ใช่ว่านางไม่อยากจะควบคุมอารมณ์ของตัวเอง แต่การควบคุมอารมณ์ของตนเองนั้นก็ทำให้ตัวเองต้องเสียใจ นางได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีจากท่านย่ามาั้แ่นางยังเป็เด็ก พ่อแม่ของนางก็มีความรักและมีเมตตาต่อนาง นางเคยเจอความทุกข์เช่นนี้เสียที่ไหนกัน? ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าตาของฉินหวยหยวนแล้ว นางก็คร้านที่จะดูแลแม่สามีที่ชั่วร้ายอย่างนี้เช่นกัน
ซุนซื่ออยากที่จะหันหลังกลับและออกไป แต่หลังจากที่ได้ขบคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมด นางยังคงต้องดูแลเป็ห่วงล่าวไท่จุนเสียหน่อย ไม่เช่นนั้นจะทำให้คนอื่นพูดไม่ดีเอาได้ จึงต้องติดตามอยู่ข้างหลังคนทั้งสามและเดินเข้าไปในห้องข้างใน
ฉินหยีหนิงและแม่นมฉินได้ช่วยประคองล่าวไท่จุนให้นอนลง และเมื่อเห็นว่าสุขภาพกายของล่าวไท่จุนไม่มีปัญหาแล้ว ทั้งสองคนต่างกระซิบปลอบประโลม
ซุนซื่อยืนดูเงียบๆ ในขณะที่ฉินหยีหนิงกับแม่นมฉินกำลังรับใช้ล่าวไท่จุนถอดรองเท้าและถุงเท้า ได้เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ล่าวไท่จุนหลับตาทำท่าราวกับไม่อยากพูดออกมาแม้แต่ประโยคเดียว ซุนซื่อเองก็รู้ว่าหากวิงวอนขอโทษต่อไปอย่างไรก็ไร้ประโยชน์เสียแล้ว
นางคิดอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ยังรู้สึกว่าฉินฮุ่ยหนิงไม่ใช่คนแบบนั้น อาจเป็เพราะมีคนยั่วยุลับหลัง เพื่อจงใจให้ฉินฮุ่ยหนิงมีส่วนร่วม
จากนั้นซุนซื่อก็เดินไปหาแม่นมช่ายที่อยู่เคียงข้างฉินฮุ่ยหนิง เพื่อสอบถามความเป็มาของเื่ทั้งหมด
แม่นมช่ายเป็หลานสาวของแม่จินผู้ซึ่งเป็แม่นมของซุนซื่อ ซุนซื่อเห็นแม่นมช่ายเป็เหมือนคนของตัวเอง นางจึงพูดออกมาตรงๆ
“ตกลงฮุ่ยเจี่ยร์เป็คนสั่งให้ปี้ถงใส่ร้ายบ่าวของหยีเจี่ยร์จริงหรือ?”
“ฮูหยิน ท่านคิดเช่นนี้ได้อย่างไรกันเ้าคะ? คุณหนูฮุ่ยหนิงเป็คนที่มีเหตุผลและอ่อนโยน ท่านก็รู้นะเ้าคะ ตอนนี้นางใช้ชีวิตเหมือนอยู่บนน้ำแข็งบางๆ เมื่อคืนนี้ก็จะแขวนคอฆ่าตัวตายแล้ว แต่แขวนคอฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ แล้วยังถูกคุณหนูสี่บีบคออีกด้วย บอกว่าอะไรนะ ถ้าอยากจะตายแล้วไม่กล้า นางสามารถช่วยพวกเราได้...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ แม่นมช่ายก็น้ำตาร่วง “วันนี้ หากฮูหยินยังไม่เชื่อคุณหนูฮุ่ยหนิง คุณหนูฮุ่ยหนิงก็ไม่มีชีวิตที่ดีอีกแล้ว ปกติปี้ถงเป็คนใฝ่สูง ไม่แน่นางอาจจะมีความคิดที่ไม่ดี จึงจงใจใส่ร้ายคุณหนูฮุ่ยหนิงก็เป็ได้!”
แม่นมช่ายเช็ดน้ำตา แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะสังเกตสีหน้าของซุนซื่อ เมื่อเห็นว่าซุนซื่อเชื่ออยู่แปดส่วนแล้ว ในใจของนางก็พลอยโล่งอกอยู่
จะให้นางยอมรับว่าฉินฮุ่ยหนิงทำเื่ใส่ร้ายคนอื่น?
เพราะว่าความคิดนั้นเป็ความคิดที่นางเป็คนบอกฉินฮุ่ยหนิงให้ทำ
เื่ของฉินฮุ่ยหนิงก็มาถึงขนาดนี้แล้ว แม่นมช่ายก็กลัวว่านางจะโดนลากเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะยั่วยุเ้านายทำเื่ไม่ดี นางจะต้องกัดฟันพูดให้ตายว่าฉินฮุ่ยหนิงโดนใส่ร้าย
เมื่อซุนซื่อเห็นแม่นมช่ายมั่นใจถึงเพียงนั้น นางย่อมไม่สงสัยแล้ว ครั้นนึกถึงอีกคำที่แม่นมช่ายบอกเล่าว่าฉินหยีหนิงได้กระทำต่อฉินฮุ่ยหนิง นางขมวดคิ้วฉับพลัน อย่างไรก็ตามความประทับใจที่นางมีต่อฉินหยีหนิงนั้นดีขึ้นมาแล้ว นางรู้สึกว่าเื่นี้มีแปดส่วนที่พูดเกินจริง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย
“ในเมื่อเ้าพูดเช่นนั้น ข้าก็จะเชื่อฮุ่ยเจี่ยร์ แต่ใครจะเป็คนใส่ร้ายฮุ่ยเจี่ยร์ล่ะ? อีกทั้งเหตุใดปี้ถงกับเสี่ยวอ้ายถึงได้พูดตอนที่องค์ชายรัชทายาทเดินผ่านมาพอดี? เหตุใดข้าคิดและรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้มีคนวางแผนอยู่นะ”
แม่นมช่ายรู้สึกโล่งใจหลังได้ยินคำยืนยันของซุนซื่อ นางเบะปากพูด “ฮูหยินเป็คนฉลาด มีบางเื่ยังจะต้องให้บ่าวพูดอีกหรือเ้าคะ คนที่ใส่ร้ายคุณหนูฮุ่ยหนิงจะเป็ใคร เห็นได้ชัดเจนว่าใครที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด นั่นก็คือคนนั้นแหละเ้าค่ะ”
ใครที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด?
ซุนซื่อเริ่มนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าก่อนนี้นางไม่ได้ดูแลล่าวไท่จุนที่เรือนของล่าวไท่จุน แต่ว่าฉินหยีหนิงพาบ่าวสองคนมาจากจวนติ้งกั๋วกง อีกทั้งหนึ่งในสองคนนั้น มีคนหนึ่งที่ถูกสงสัยว่าเป็ขโมย นั่นก็คือรุ่ยหลาน นางก็รู้
ตอนนี้ใครเป็คนที่ได้รับผลประโยชน์? เห็นได้ชัดว่าเป็ฉินหยีหนิง
คิ้วของซุนซื่อถูกขมวดพันกันจนกลายเป็ก้อน นางไม่อยากเชื่อว่าฉินหยีหนิงทำร้ายฉินฮุ่ยหนิง แต่ว่าแม่นมช่ายพูดอย่างนี้ ในใจของนางนั้นลังเลไม่หยุด
ในขณะที่สมองของซุนซื่อเกือบจะกลายเป็หม้อไหม้ ฉินหยีหนิงก็พาคนเข้ามา
“ฮูหยิน ท่านอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย ข้าเดาแล้วว่าท่านต้องอยู่ที่นี่” คนที่ตามฉินหยีหนิงมาด้วยนั้นคือ ปิงถาง ซงหลาน เหยาฉินและยวี้ฉีสี่คน
ตลอดทั้งวันซุนซื่อยุ่งมาก จึงพาเพียงแค่ฉ่ายจู๋วมาคนเดียวเท่านั้น อีกทั้งตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ข้างๆ นางด้วย
เมื่อทบทวนท่าทีของฉินหยีหนิงตอนที่เพิ่งกลับเข้าสู่ตระกูล และนึกทบทวนเกี่ยวกับนางในตอนนี้ ก่อนและหลังจากนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทำให้ซุนซื่อต้องใช้เวลาคิดไตร่ตรอง
“ท่านแม่เป็อะไรหรือเ้าคะ? มองข้าโดยที่ไม่พูดเช่นนี้?” ในใจของฉินหยีหนิงมีการคาดเดาอยู่แล้ว แต่สีหน้าของนางนั้นยังคงยิ้ม
ซุนซื่อขมวดคิ้วและเอ่ยขึ้น “เ้าตามข้ามา”
พูดพลางจับมือฉินหยีหนิงแล้วเดินไปที่เรือนซิ่งหนิงอย่างรวดเร็ว
และเวลาเดียวกันในห้องเก็บฟืน ฉินหวยหยวนยืนอยู่หน้าฉินฮุ่ยหนิงที่กำลังคุกเข่าและร้องไห้อยู่ เขาเอ่ยถามด้วยความเคร่งขรึม “เอาสิ่งที่ควรพูด พูดออกมาให้หมดล่ะ อย่ายึกยักชักช้าให้เสียเวลาเลย ข้าไม่ได้มีความอดทนถึงเพียงนั้นนะ”
