ณ บ้านตระกูลอู่
ถังหนิงมองอู่หาวเฉียงที่กำลังเล่นตัวต่อก่อนถามว่า “หาวเฉียง วันนั้นอาเล็กช่วยลูกออกมาได้ยังไง?”
“หนวนหน่วนบอกผมว่า คุณอาเอาหนังสือการ์ตูนของผมมาทำเป็มนุษย์กระดาษ แล้วให้มันหาตำแหน่งที่ผมอยู่ หลังจากเจอผมแล้วก็พาผมออกมาจากที่นั่น” อู่หาวเฉียงตอบด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
“ไอ้มนุษย์กระดาษนั่นมันหน้าตาเป็ยังไงกัน!” ถังหนิงยังคงถามต่อ
“มนุษย์กระดาษก็คืุ์กระดาษ! แม่ครับ แม่ถามผมหลายรอบแล้วนะครับ”อู่หาวเฉียงตอบกลับอย่างหงุดหงิด
ถังหนิงหัวเราะอย่างขวยเขินแล้วพูดว่า “ก็แม่เป็คนขี้ลืม ลูกก็รู้ไม่ใช่เหรอ?”
อู่หาวเฉียงมองแม่ของตนด้วยความกังวล เขาพูดขึ้นว่า “แม่เพิ่งจะอายุเท่านี้แต่ความจำไม่ดีซะแล้ว แบบนี้น่าเป็ห่วงนะครับ!”
ถังหนิงส่ายหน้าแล้วพูดอย่างจนใจ “พ่อของลูกน่าจะใกล้กลับมาแล้ว แม่จะออกไปดูสักหน่อย”
“อาหนิง วันนี้เธอโทรไปหาฉันบอกว่าอาเฉียงเกิดเื่ เกิดเื่อะไรขึ้นอีกล่ะ” อู่ซือหานวางกระเป๋าเอกสารลงก่อนถามด้วยความเป็ห่วง
“เื่ครั้งนี้มันอาจฟังดูน่าในะคะ แต่ก็ไม่ได้มีอันตรายอะไรเกิดขึ้น คือว่าวันนี้ฉันพาลูกออกไปข้างนอก ตอนที่เดินผ่านโรงพยาบาลสัตว์ มีหมาป่วยตัวหนึ่งหลุดออกมา มันทำท่าเหมือนจะเข้ามากัดอาเฉียง แต่ในตอนนั้นหยกที่อาเฉียงพกติดตัวก็เปล่งแสงจนหมาตัวนั้นกระเด็นออกไป คุณก็รู้ว่าหยกชิ้นนั้นเป็ของที่เย่ฝานให้ลูกเราไว้” ถังหนิงกล่าว
ถังหนิงนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในวันนี้ ในใจยังคงอกสั่นขวัญแขวนอยู่ไม่น้อย หมาตัวนั้นสูงหนึ่งเมตรกว่าๆ ในปากของมันเต็มไปด้วยฟันแหลมคม ถ้าลูกชายเธอโดนกัดเข้าจริงๆ อาจถึงขั้นขาขาดได้
ตอนที่เย่ฝานมอบหยกชิ้นนั้นให้อู่หาวเฉียง แล้วอู่หาวเฉียงก็ถามเขาว่าถ้ารถจะชนเขารถจะกระเด็นหรือเปล่า แต่เย่ฝานตอบว่าหยกนี้ทำให้รถลอยขึ้นไม่ได้ หล่อนยังคิดว่าบทสนทนาของสองอาหลานฟังดูประหลาดนัก หยกจะทำให้รถลอยได้อย่างไร จนกระทั่งวันนี้ที่เธอได้เห็นกับตาว่า หยกนั่นทำให้หมาตัวใหญ่กระเด็นออกไปได้จริงๆ
อู่ซือหานมองถังหนิงและถามกลับไป “เธอไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม”
“ฉันจะตาฝาดได้ยังไง หมาตัวนั้นลอยผ่านหน้าฉันไปเลย มันยังไม่ทันได้ชนกับอะไรก็กระเด็นออกไปแล้ว หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป ฉันก็สังเกตว่าความวาวของหยกก็ลดลงตามไปด้วย”
อู่ซือหานขมวดคิ้วก่อนพูดขึ้นว่า “เย่ฝาน เ้าหมอนั่นตอนนี้ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ถ้าเขากลับมาฉันจะลองถามเขาดู”
“ฉันว่าเย่ฝานไม่ธรรมดาเลยนะคะ! คุณก็รู้ว่าเต่าของเย่ฝานตัวนั้น มันเป็เต่าที่มีจิติญญา แถมยังกินจุอีกต่างหาก มันดูแตกต่างจากเต่าทั่วไป” ถังหนิงกล่าว
อู่ซือหาน “…”
ั้แ่เย่ฝานนำเต่ามาฝากไว้ อู่หาวเฉียงก็ดูแลเอาใจใส่มันอย่างดี เขาจะไปหามันทุกวันและยังป้อนอาหารให้อีกด้วย
…
ณ บ้านตระกูลไป๋ในเมืองหลวง
“คุณปู่ครับ มีจดหมายที่ส่งมาพร้อมกับพระพุทธรูปหยกไหมครับ?” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยถาม
ได้ยินไป๋อวิ๋นซีถามถึงจดหมายฉบับนั้น ไป๋ซื่อหยวนก็โมโหขึ้นมาทันที “หลานรู้ได้ยังไง? หลานเจอกับเ้าหมอนั่นแล้วหรือ?”
“เขาไปสุสานโบราณพร้อมกับผม” ไป๋อวิ๋นซีตอบ
ไป๋ซื่อหยวนขมวดคิ้วพูดว่า “เ้าหมอนั่น รู้จักฉวยโอกาสแท้ๆ”
“คุณปู่ จดหมายล่ะครับ ขอผมดูหน่อย” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
ไป๋ซื่อหยวนนำจดหมายออกมาส่งให้ไป๋อวิ๋นซีด้วยสีหน้าเ็า เมื่อเขาเห็นข้อความบนจดหมายก็ใจเต้นระรัว คิดไม่ถึงเลยว่าคุณปู่ขี้โมโหของเขาจะไม่ได้เผาจดหมายไร้ศีลธรรมนี้ทันทีที่ได้อ่าน
ไป๋ซื่อหยวนเห็นปฏิกิริยาของไป๋อวิ๋นซีก็อดประหลาดใจไม่ได้ เมื่อหลานของตนอ่านจดหมายแล้วกลับไม่มีอาการโกรธจนเต้นเร่าๆ อย่างที่คาดไว้ “ถ้าเป็อย่างนี้ แสดงว่าเขาเป็คนเขียนใบสั่งยานั่นจริงๆ”
ไป๋ซื่อหยวนพยักหน้าพลางกล่าว “น่าจะไม่ผิดแล้วล่ะ”
ไป๋อวิ๋นซีเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ดูท่าทางแล้ว ผมคงจะติดค้างน้ำใจเขาในครั้งนี้จริงๆ”
“อาซี! ใบสั่งยานั่นใช้ได้ผลไหม?” ไป๋ซื่อหยวนถาม
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าพลางตอบ “ใช้ได้ผลดีนะครับ” หลังจากที่เขาใช้ยาตามใบสั่งยานั้น อาการนอนไม่หลับก็ดีขึ้น อาการหนาวเย็นในร่างกายก็ทุเลาลงกว่าเดิม
ไป๋ซื่อหยวนมองไปยังไป๋อวิ๋นซี เขาััถึงการเปลี่ยนแปลงของเ้าหลานชายคนนี้ได้
…
ณ บ้านตระกูลเซี่ยว
คุณนายเซี่ยวมองเซี่ยวฉือที่เดินวนไปมาอยู่ในห้องรับแขก ก่อนพูดอย่างจนใจว่า “ฉันเห็นคุณเดินไปเดินมาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ เกิดเื่อะไรขึ้นหรือเปล่าคะ!”
“วันนี้ตอนผมออกไปข้างนอก ไปเจอกับไอ้กุ๊ยคนหนึ่งเข้า! มันน่าต่อยสักทีจริงๆ” เมื่อกล่าวถึงเย่ฝาน เซี่ยวฉือก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
คุณนายเซี่ยวพูดอย่างไม่เข้าใจว่า “ถ้าไอ้อันธพาลคนนั้นมันทำตัวน่ารังเกียจนัก คุณก็ไม่จำเป็ต้องไปสนใจเขาหรอกน่า”
“ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเ้าหมอนี่ถึงมันจะน่ารำคาญ แต่ก็ดูเหมือนเป็คนที่มีความสามารถมาก!” เซี่ยวฉือกล่าว
คุณนายเซี่ยวถามอย่างสับสนว่า “มีความสามารถ? เขามีวิชาความรู้มากอย่างนั้นหรือคะ?”
เซี่ยวฉือโบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้เป็อย่างนั้นหรอก เขาไม่มีความรู้แถมยังดูเป็คนพิลึกอีกต่างหาก มัวแต่คุยกับเธอคงจะไม่ได้การ ฉันจะต้องไปคุยกับตาเฒ่าไป๋สักหน่อย”
คุณนายเซี่ยวพยักหน้าแล้วพูดว่า “ดีเลยค่ะ ฉันจะฝากคุณเอาขนมไปให้อวิ๋นซีด้วย”
เซี่ยวฉือพยักหน้ารับคำ “ได้สิ”
…
ณ บ้านตระกูลไป๋
“ตาเฒ่าเซี่ยว นายอายุมากจนสมองมีปัญหาแล้วหรือไง?” ไป๋ซื่อหยวนมือสั่นระริก เขามองเซี่ยวฉือและพูดอย่างไม่พอใจ
เซียวฉือที่พ่ายแพ้ไป๋ซื่อหยวนราบคาบจึงพูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นนายคิดว่าควรจะทำยังไง?”
“ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่ว่าตอนนี้มีไอ้บ้าคนหนึ่งบอกว่า ถ้าอวิ๋นซีอยากมีชีวิตอยู่ต่อก็ต้องนอนกับมัน แต่นายกลับเชื่อมัน ขนาดคำพูดของคนบ้านายก็ยังเชื่อเหรอ?” ไป๋ซื่อหยวนพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“แล้วฉันจะทำยังไงได้ล่ะ ไอ้บ้านั่นบอกว่าอวิ๋นซีมีสัมพันธ์กับผู้หญิงไม่ได้ อวิ๋นซีก็ยอมรับแล้วว่าเขาไม่สนใจผู้หญิง นายคิดว่าฉันอยากให้เป็แบบนั้นเหรอ” เซี่ยวฉือข่มความโกรธไว้แล้วกดเสียงพูดให้ต่ำลง
“นายรู้ได้ยังไงว่าที่หลานพูดเป็ความจริง อวิ๋นซีเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนนี่” ไป๋ซื่อหยวนกัดฟันพูด
เซี่ยวฉือมองไป๋ซื่อหยวน เขาขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “หลายปีมานี้นายเห็นอวิ๋นซีสนิทสนมกับใครไหม?”
ไป๋ซื่อหยวนตอบกลับว่า “เื่นี้ไว้ค่อยคุยกัน ยังไงตอนนี้อวิ๋นซีก็เพิ่งจะอายุสิบเก้า ยังเหลือเวลาอีกเยอะ ค่อยๆ สังเกตกันไป เื่นี้ยังไงก็ต้องฟังความคิดเห็นขออวิ๋นซี แล้วนายคิดว่าอวิ๋นซีสนใจเ้าหมอนั่นไหมล่ะ?”
เซี่ยวฉือขมวดคิ้วก่อนจะพูดว่า “อวิ๋นซีเองก็เหมือนมีท่าทีที่เปลี่ยนไป”
ตอนที่นั่งรถไปสุสานโบราณ เ้าหมอนั่นใช้หยกแลกที่นั่งกับเขา ขากลับเขาก็รีบขึ้นไปนั่งที่เดิมแล้วเรียกให้อวิ๋นซีไปนั่งข้างๆ ซึ่งอวิ๋นซีเองก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
“ไม่เหมือนเดิม? นายดูผิดไปหรือเปล่า อวิ๋นซีเป็คนเข้าถึงยากจะตายไป” ไป๋ซื่อหยวนกล่าว
เซี่ยวฉือพยักหน้าพร้อมเอ่ยว่า “ก็เพราะเป็อย่างนี้ ฉันถึงได้กังวลไงล่ะ!”
…
ไป๋ซื่อหยวนเปิดประตูแล้วเดินเข้าไป ก็เห็นว่าไป๋อวิ๋นซีกำลังจัดแจงยาสมุนไพรอยู่
“หลานกำลังทำอะไรอยู่? สมุนไพรมากขนาดนี้จะส่งไปให้ใครงั้นเหรอ!” ไป๋ซื่อหยวนถาม
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าพลางพูดว่า “ใช่ครับ!”
ไป๋ซื่อหยวนดูเห็ดหลินจือที่มีรากสมบูรณ์และดอกใหญ่ รูปร่างคล้ายห่อสิ่วโอว[1] วางอยู่บนโต๊ะ ในดวงตามีประกายความสงสัยปรากฏขึ้น
ไป๋ซื่อหยวนมองไป๋อวิ๋นซีพร้อมพูดว่า “หลานคงไม่ได้จะส่งของพวกนี้ไปให้เ้าหมอนั่นหรอกนะ!”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วพูดว่า “ผมติดค้างน้ำใจของเขา ยังไงก็ต้องตอบแทนครับ”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่จำเป็ต้องส่งของดีขนาดนี้ไปให้ก็ได้ ส่งแอปเปิลสองกล่องไปให้เขาก็พอ!” ไป๋ซื่อหยวนพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน
ไป๋อวิ๋นซีเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “มันดูไม่สมศักดิ์ศรีเลยครับ”
ไป๋ซื่อหยวนพูดออกมาอย่างหุนหัน “ส่งของให้เ้าหมอนั่น ยังจะต้องเอาศักดิ์ศรีอะไรอีก?”
…
ณ บ้านตระกูลอู่ในเมืองชาง
อู่ซือหานเดินเข้ามาพร้อมกล่องหนึ่งใบ ถังหนิงมองอู่ซือหานแล้วถามว่า “ข้างในกล่องนี้คืออะไรคะ!”
อู่ซือหานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่ากล่องนี้ส่งมาให้เย่ฝาน”
ถังหนิงถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ส่งให้เย่ฝาน? ใครกันที่ส่งของให้เขา!”
ในตอนนั้นเอง อู่หาวเฉียงก็ะโโลดเต้นเข้ามา “ของที่ส่งมาให้คุณอาเล็ก จะต้องเป็ของที่ดีมากแน่ๆ”
“ถึงแม้พัสดุจะไม่ได้ลงชื่อผู้ฝาก แต่ว่ามันส่งมาจากเมืองหลวง” อู่ซือหานกล่าว
ถังหนิงครุ่นคิดก่อนจะพูดขึ้น “จะเปิดดูสักหน่อยไหมคะ ถ้าเป็ของที่เน่าเสียได้ อาจต้องแช่เย็นเพื่อรักษาเอาไว้”
อู่ซือหานพยักหน้าแล้วตอบกลับไปว่า “ก็ดีเหมือนกัน”
อู่ซือหานเปิดกล่องพัสดุ ทันใดนั้นก็ต้องตกตะลึงกับของที่อยู่ในกล่อง
“นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็...” ในกล่องมีโสมอายุมากกว่าร้อยปี เห็ดหลินจือและถั่งเช่า ทุกอย่างล้วนเป็ของดี
“ราคาสมุนไพรทั้งหมดนี้รวมกันน่าจะมากกว่าสิบล้านหยวน บางคนมีเงินแต่ไม่อาจเสาะหามาครองได้ เย่ฝานไปผูกสัมพันธ์กับใครมานะ!” ถังหนิงเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รอเขากลับมาค่อยเอาของให้เขาก็แล้วกัน” อู่ซือหานตอบ
อู่ซือหานเดิมทีไม่เชื่อเื่ผีสางเทวดา แต่นอกจากเื่ที่เย่ฝานช่วยอู่หาวเฉียงออกมาได้อย่างมหัศจรรย์แล้ว ก็ยังมีเื่ที่หมาตัวใหญ่กระเด็นลอยไปต่อหน้าต่อตา มันทำให้มุมมองที่เขาเคยยึดมั่นมาตลอดเกิดสั่นคลอน
ถังหนิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้ค่ะ”
…
เย่ฝานพุ่งตัวเข้าไปในป่าโดยไม่มีทีมสำรวจโบราณคดีมาเป็ภาระเหมือนครั้งก่อน ทำให้การเดินทางของเย่ฝานสะดวกขึ้น
เย่ฝานเดินวนในป่าได้หนึ่งรอบก็เก็บยาสมุนไพรวิเศษมาได้ไม่น้อย
เมื่อความมืดมาเยือน เย่ฝานก็เดินมาถึงสถานที่ตั้งแคมป์ของทีมสำรวจโบราณคดีเมื่อครั้งที่แล้วพอดี
ในตอนนั้นทีมสำรวจโบราณคดีรีบร้อนจากไป แม้แต่เต็นท์ก็ยังกางอยู่เหมือนเดิม เย่ฝานจึงตัดสินใจพักผ่อนในเต็นท์หลังเดิม
กลางดึกสงัด เย่ฝานก่อกองไฟและย่างงูหนึ่งตัว
“เ้านี่มันช่างกำเริบเสิบสาน! เมื่อวานมาก่อกวนเื่ดีๆ ของข้า วันนี้ยังจะกล้าโผล่หน้ามาอีก!” ผีดิบในชุดจีนโบราณปรากฏตัวขึ้นในระยะสายตาของเย่ฝาน ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยรอยบอบช้ำจนทำให้รู้สึกขวัญผวาเมื่อได้เห็น
เย่ฝานมองผีดิบนั่นแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ข้าเพียงแต่เห็นว่าที่นี่ฮวงจุ้ยไม่เลว กะว่าจะมาฝึกตนสักระยะหนึ่ง พวกเราต่างคนต่างอยู่ดีไหม?”
“ต่างคนต่างอยู่งั้นหรือ? เ้าเข้ามายุ่งเื่ของข้า เข้ามาขัดขวางข้าแล้วยังกล้าพูดกับข้าว่าต่างคนต่างอยู่งั้นหรือ?”
ทันใดนั้นกลุ่มควันสีดำก็รวมตัวกันจนกลายเป็หัวกะโหลกและพุ่งไปทางเย่ฝาน หัวกะโหลกที่เกิดจากไอร่างผีดิบเต็มไปด้วยกลิ่นอายกระหายเื ความโกรธแค้นและความโลภ
เย่ฝานยิ้มที่มุมปาก เขาไม่ได้หลบไปไหน ทันทีที่หัวกะโหลกนั้นพุ่งชนเย่ฝาน มันก็สลายเป็ฝุ่นไปในพริบตา
ผีดิบในชุดฝ่ายในร้องโอดครวญ เย่ฝานเห็นดังนั้นก็หัวเราะและพูดว่า “เ้านี่ช่างโง่เขลาจริงๆ! กล้าใช้ิญญาร้ายมาโจมตีข้า”
ร่างของเย่ฝานแฝงด้วยิญญาธาตุเก้าสี กล่าวกันว่าเทพเ้าเท่านั้นถึงจะมีได้ เมื่อิญญาทั่วไปเข้ามาโจมตี เย่ฝานจึงไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
ผีดิบสาวในชุดจีนโบราณจ้องเย่ฝานด้วยความโกรธแค้นก่อนจะจากไป เย่ฝานตัดสินใจไม่ตามผีตนนั้นไป
ฝ่ายตรงข้ามมีสิบแปดราชบุตรเขยคุ้มกัน หากเขาตามไปก็อาจโดนล้อมไว้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นผีดิบองค์หญิงก็ได้รับาเ็ไปไม่น้อย คาดว่าต้องใช้เวลาพักฟื้นหลายสิบปีพลังจึงจะกลับมาดังเดิม เกรงว่า่นี้นางคงจะไม่มาก่อกวนเย่ฝานอีก
เย่ฝานมองไปยังทิศทางของสุสานโบราณ ในดวงตาเกิดประกายไฟแห่งความรุ่มร้อน เย่ฝานรู้สึกได้เลือนรางว่าในสุสานนั้นมีของบางอย่างที่เขา้า แต่ว่าเขายังไม่กล้าเสี่ยงลงไปในสุสานตอนนี้
..............................................................................................................
[1] ห่อสิ่วโอว คือสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง
