สำหรับหลิ่วอวิ๋นชิงแล้ว ยิ่งเป็เช่นนี้ก็ยิ่งแพ้ไม่ได้! นางพยายามรักษาท่าทางของตนเองเอาไว้ ยิ้มออกมาน้อยๆ
“พวกเราก็เป็พี่น้องร่วมบิดากัน ย่อมคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่อย่างไรน้องหกก็คือน้องหก ข้าก็คือข้า มิอาจเหมือนกันได้” ในน้ำเสียงมีเจตนาเอาชนะอยู่หลายส่วน
“ย่อมเป็เช่นนี้” เฟิ่งซีไม่ได้คิดมากว่าเหตุใดจู่ๆ นางจึงได้เปลี่ยนไป เมื่อคิดถึงใบหน้าเล็กๆ อันสุขุมเยือกเย็นของอวิ๋นซู ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “หากคุณหนูหกพูดจาไพเราะได้สักครึ่งหนึ่งของคุณหนูห้าก็จะดีมากเลยเชียว!”
หลิ่วอวิ๋นชิงกัดฟัน ไม่ลืมพูดเื่ไม่ดีของอวิ๋นซูเสียหลายประโยค “ั้แ่เด็กๆ น้องหกก็ไม่ได้อยู่ในจวน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ รับมือไม่ง่ายเลยจริงๆ เ้าค่ะ”
อืม นิสัยเช่นนั้น ก็มีความรู้สึกว่าทำให้ผู้อื่นรับมือได้ยากจริงๆ เฟิ่งซีหาได้สนใจไม่ “ใช่แล้ว ผู้น้อยมีเื่ไม่เข้าใจอยากจะสอบถาม”
“คุณชายรองเฟิ่งอย่าได้เกรงใจไป!” แม้ว่าสีหน้าของหลิ่วอวิ๋นชิงจะไม่ดี แต่ก็ยังโอบกอดความใฝ่ฝันสุดท้ายของตนเอาไว้
“ไม่ทราบว่าคุณหนูห้าเต็มใจเชิญคุณหนูหกให้ผู้น้อยเมื่อนางกลับถึงเมืองแล้วหรือไม่ คราวที่แล้วคุณหนูหกมีบุญคุณช่วยชีวิต ผู้น้อยยังไม่ได้ตอบแทน”
พริบตานั้น ความหวังอันอ่อนแอในใจของหลิ่วอวิ๋นชิงพลันพังทลาย นังหลิ่วอวิ๋นซูสมควรตาย! เหตุใดเื่ดีๆ ล้วนเป็ของนางหมด?
นางไม่ยอมเงยหน้าขึ้น มุมปากแข็งค้างอยู่หลายส่วน พริบตานั้นราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน
เฟิ่งซีชะงักไปเล็กน้อย สังเกตเห็นถึงความแปลกประหลาดของนางได้อย่างฉับไว ดวงตาดุจดวงดาราส่องประกาย ถึงกับเอ่ยถามความสงสัยในใจของตนออกไปตรงๆ “ความสัมพันธ์ของพวกท่านไม่ดีหรือ?”
หลิ่วอวิ๋นชิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบยกยิ้มขึ้นอย่างกระวนกระวาย อธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “จะเป็ไปได้อย่างไรเ้าคะ? ในจวนโหวนี้ ความสัมพันธ์ของข้ากับนางดีที่สุดแล้วเ้าค่ะ”
กล่าวไปก็นึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของเฟิ่งซี “คุณชายรองเฟิ่ง โปรดวางใจ หากน้องหกกลับเมืองมาแล้ว ข้าจะต้องบอกเจตนาดีของคุณชายรองเฟิ่งให้กับน้องหกแน่นอนเ้าค่ะ”
เฟิ่งซีพยักหน้า ไม่สืบสาหาความอีก พริบตานั้นรอบด้านพลันเงียบลง
อาหารมื้อหนึ่งที่เดิมทีรู้สึกคาดหวัง กลับทำให้หลิ่วอวิ๋นชิงกินอย่างไร้อารมณ์
จากนั้นมีเพียงการปราศรัยกันง่ายๆ หลายคำ เมื่อมองแผ่นหลังที่เดินจากไป ความโกรธที่เก็บงำมาเนิ่นนานในที่สุดก็ะเิออกมา นิ้วเรียวบางแกะผ้าพันแผลที่พันอยู่บนฝ่ามือออกอย่างรุนแรง หลิ่วอวิ๋นซู! เหตุใดจึงต้องเป็หลิ่วอวิ๋นซูอีกแล้ว!
หลิ่วอวิ๋งชิงไม่พอใจ เห็นได้ชัดเจนว่าตอนเริ่มต้นล้วนดียิ่ง เหตุใดสุดท้ายกลายเป็นางอาศัยบารมีของหลิ่วอวิ๋นซูไปได้! นังตัวโชคร้ายนั่นมีอะไรดีกันแน่ เหตุใดคนเหล่านี้จึงมักจะพูดถึงนาง ล้วนเป็บุตรีของอนุภรรยาเหมือนกันแท้ๆ อาศัยอะไรนางจึงได้พบแต่เื่ดีๆ?
ก้มลงมองฝ่ามือที่ได้รับาเ็ของตน พริบตานั้น ความอยุติธรรม ความอิจฉา ความไม่พอใจ ราวกับกลายเป็งูพิษตัวหนึ่งที่ทำให้นางหายใจไม่ออก
...
ในใจของหลิ่วอวิ๋นชิงโกรธแค้นยิ่งนัก เนิ่นนานยังคงไม่อาจสงบลงได้ นางก่นด่าอวิ๋นซูไปพลาง เดินกลับจวนโหวไปพลาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินผ่านร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่ง นางก็อดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าลง
“คุณหนูท่านนี้ สายตาช่างยอดเยี่ยมมากจริงๆ ที่ถืออยู่ในมือของท่านเป็เครื่องประดับแบบใหม่ของร้านเราที่เพิ่งออกขายเมื่อวานซืนนี้ ในเมืองหลวงแห่งนี้ เครื่องประดับของพวกเราย่อมเป็ของชั้นเลิศที่สุด ท่านลองดูสิขอรับ รูปแบบเช่นนี้ แล้วยังมีฝีมือการแกะสลักที่โดดเด่นเหนือผู้อื่น จะต้องทำให้คุณหนูงดงามจนผู้อื่นไม่อาจละสายตาไปได้อย่างแน่นอนขอรับ” สายตาของหลงจู๊เปล่งประกาย ใช้ลิ้นทองสามแฉกของเขาพูดออกมาจนน้ำไหลไฟดับ
งดงามจนทำให้ผู้อื่นละสายตาไปไม่ได้?
คำพูดนี้ปักเข้าไปในอกของหลิ่วอวิ๋นชิงพอดี นางกลับอยากจะเห็นว่างดงามถึงเพียงใดกันแน่! ทุกคนต่างก็รักสวยรักงามกันทั้งนั้น หลิ่วอวิ๋นชิงคิดว่าตนเองมีรูปโฉมงดงาม เมื่อฟังคำพูดของหลงจู๊ผู้นี้ก็มีใจที่จะซื้อเครื่องประดับ พอดีกับที่สามารถใช้ปรับอารมณ์ของตนได้
นางมองไปที่ป้ายแวบหนึ่ง ร้านฝูเสียงจิน? นี่เป็ร้านที่มีชื่อเสียงมากในเมืองหลวง
“แม่นาง้าเครื่องประดับศีรษะหรือว่าเครื่องประดับมือขอรับ?” เสี่ยวซือ1ที่อยู่ข้างๆ เห็นหลิ่วอวิ๋นชิงสวมอาภรณ์ชั้นดี จึงวิ่งมาตรงหน้าด้วยสายตาเฉียบแหลม ใบหน้าประจบประแจง
คิดไม่ถึงว่าสตรีตรงหน้ากลับมีใบหน้ามืดครึ้มไม่ยอมตอบ สายตากวาดมองไปยังเครื่องประดับบนชั้นวาง ดวงตาเปล่งประกายงดงามยากจะหาใดเทียบ
เสี่ยวซือมีใบหน้ากระอักกระอ่วน รีบหยิบตุ้มหูคู่หนึ่งมาให้อวิ๋นชิงดู “แม่นาง ท่านดูตุ้มหูนี้ของร้านเราเถิด เป็หินโมราชั้นเลิศ ดูสีแดงชาดนี้ บริสุทธิ์เกลี้ยงเกลาไร้ตำหนิขอรับ”
หลิ่วอวิ๋นชิงปรายตามองไปด้วยความสนใจ แต่ที่สนใจคือที่ติดผมที่สตรีด้านข้างทั้งสองนั้นกำลังดูอยู่
ที่ติดผมตัวนั้นไม่เพียงแต่ใช้วัสดุที่เป็ทอง ทั้งยังใช้กระจกอีกด้วย ข้างบนสลักลายโบตั๋นหลายดอกงดงามราวกับมีชีวิต ดึงดูดสายตาเป็อย่างยิ่ง
หลิ่วอวิ๋นชิงมองเพียงครั้งเดียวก็ต้องตาเสียแล้ว ถึงกับเดินเข้าไปยื่นมือหยิบออกมา
สตรีทั้งสองตกตะลึง สตรีหนึ่งในนั้นที่มีท่าทางเหมือนกับสาวใช้โกรธขึ้นมา “แม่นางท่านนี้ ที่ติดผมตัวนี้คุณหนูของข้าเห็นก่อนเ้าค่ะ!”
ผู้ใดจะรู้ว่า หลิ่วอวิ๋นชิงไม่ยอมฟัง กลับเอ่ยถามหลงจู๊ “ของชิ้นนี้ราคาเท่าไร ข้า้า!!!”
“เ้า!” สาวใช้ตัวน้อยโกรธ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยพบเห็นคนที่ไร้เหตุผลถึงเพียงนี้มาก่อน
หลงจู๊ข้างๆ ที่เดิมทีอบอุ่นเป็มิตรกลับปรากฏความกระอักกระอ่วนบนใบหน้า “แม่นางขอรับ ที่ติดผมตัวนี้เป็คุณหนูท่านนี้เห็นก่อนจริงๆ ขอรับ...”
ยังกล่าวไม่ทันจบ หลิ่วอวิ๋นชิงก็มีใบหน้ามืดครึ้มลงโดยพลัน ค่อยๆ เลิกคิ้วขึ้น เจือไปด้วยความโกรธอยู่หลายส่วน “ทำไม? เ้าคิดว่าข้าไม่มีปัญญาซื้อที่ติดผมนี่หรือ?”
กล่าวจบพลางยกที่ติดผมในมือขึ้นมาดู “นางจ่ายเท่าไร ข้าจ่ายมากกว่านางก็ใช้ได้แล้ว!”
สาวใช้ด้านข้างโกรธยิ่งนัก คนผู้นี้ไม่เพียงแต่ไร้เหตุผล แต่ยังรังแกผู้อื่นอีกด้วย
“เ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูของข้าคือผู้ใด?”
หลิ่วอวิ๋นชิงแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง กลอกตาใส่นางอย่างโอหัง “ข้าจะไปรู้หรือว่าคุณหนูของเ้าเป็ผู้ใด?”
“โอหัง คุณหนูของข้าคือบุตรสาวของเ้ากรมอาลักษณ์!” สาวใช้รู้สึกวิงเวียน กล่าวออกมาอย่างหยุดปากไว้ไม่ได้
หลิ่วอวิ๋นชิงได้ยินพลันหัวเราะออกมาเบาๆ “แค่บุตรีของอาลักษณ์เล็กๆ คนหนึ่ง ก็กล้าวางมาดถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” คำพูดนี้เมื่อฟังดูแล้วมีความเสียดสีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
พริบตานั้น คุณหนูฟางที่เงียบมาโดยตลอดฟังจนหน้าแดงหูแดง
ร้านนี้คือร้านฝูเสียงจินที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง เื่ในวันนี้อาจจะเป็เื่เล็ก แต่หากแพร่ออกไป ไม่ใช่ว่าตนเองจะถูกผู้คนหัวเราะหรอกหรือ? บิดาเองก็จะถูกหัวเราะเยาะเพราะตน
ด้วยความโกรธ คุณหนูฟางจึงเดินขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งเก้า แขนที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น มองไปทางหลิ่วอวิ๋นชิง “โอหัง เ้าคิดว่าเ้าเป็ผู้ใดกัน? ถึงกับกล้ามาดูถูกขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งในราชสำนัก?”
หลิ่วอวิ๋นชิงยิ่งรู้สึกว่าน่าหัวเราะ กำลังคิดจะบอกชื่อของตนเอง ทันใดนั้นดวงตาพลันสว่างวาบ “ทำไม? เ้าคิดว่าจะลงโทษข้าหรือยัง? เ้าก็เป็แค่บุตรีของอาลักษณ์ แต่คุณหนูของข้าคือหย่งจี๋เสี้ยนจู่! ฮึ...”
หลิ่วอวิ๋นซูในเมื่อนางทำร้ายตนเองจนย่ำแย่ เช่นนั้นนางก็อย่าคิดว่าจะได้อยู่อย่างสงบเลย! คิดว่าเป็เสี้ยนจู่แล้วจะยิ่งใหญ่นักหรือ? ครั้งนี้ตนเองจะสร้างบารมีแทนนางให้เอง!
สตรีสองคนนั้นได้ยินก็ตกตะลึง หย่งจี๋เสี้ยนจู่? นั่นไม่ใช่คุณหนูหกของจวนชางหรงโหวหรอกหรือ? เหตุใดจึงได้มาพบกับสาวใช้ของนางได้?
“เ้าเป็สาวใช้ของจวนชางหรงโหวหรือ?” ทั้งสองมองขึ้นลงสำรวจหลิ่วอวิ๋นชิงอย่างประหลาดใจ ท่าทางแต่งกายด้วยอาภรณ์ประณีตเช่นนี้ จะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนกับสาวใช้เลย!
ในสายตาของหลิ่วอวิ๋นชิงเปล่งประกายอย่างไม่เป็ธรรมชาติ สุดท้ายถึงทำท่าทางเลียนแบบสาวใช้เมื่อครู่นี้ ยกนิ้วอันละเอียดอ่อนของตนขึ้นมาพิจารณาต่อหน้าคนทั้งสอง “ทำไม? สงสัยข้าหรือว่าสงสัยคุณหนูของข้า? คุณหนูของข้าเป็ถึงหย่งจี๋เสี้ยนจู่ หรือข้าจะต้องเหมือนสาวใช้ธรรมดาทั่วไป?”
คิดแล้วจึงมองไปยังเสื้อผ้า “คุณหนูของข้า แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเห็นข้าเป็บ่าวรับใช้! ดังนั้นถึงแม้ว่าข้าจะเป็สาวใช้ การแต่งกายของข้าก็ไม่ใช่อะไรที่บุตรสาวของกรมอาลักษณ์เล็กๆ ไร้ความสำคัญคนหนึ่งจะมาเปรียบเทียบได้!”
ใบหน้าของคุณหนูฟางเต็มไปด้วยความระทมทุกข์ คำพูดของอีกฝ่ายเหยียดหยามตนเองว่าเทียบไม่ได้กระทั่งสาวใช้
ช่าง...ช่างไม่รู้อะไรเสียจริง!
นางไม่สนใจชั่วคราวว่าคนตรงหน้าคือใคร ต่อให้เป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่ก็ไม่สามารถไร้เหตุผลเช่นนี้ได้ ทั้งยังทำให้นางอับอายครั้งแล้วครั้งเล่า!
หลิ่วอวิ๋นชิงเห็นว่าคุณหนูฟางโกรธแต่ไม่กล้ากล่าว ในใจไม่เพียงไม่ยินดี ทั้งยังโกรธมากยิ่งขึ้น
นังหลิ่วอวิ๋นซูสมควรตาย สมควรมีใบหน้าใหญ่โตเช่นนี้เชียวหรือ? ฮึ! นางอยากจะฉีกปากฉีกหน้านังนั่นจริงๆ!
“ทำไม? หรือว่าข้ากล่าวไม่ถูกต้อง? ที่ติดผมนี้ไม่เหมาะกับเ้าแท้ๆ ดูใบหน้าของเ้าสิ หน้าใหญ่ราวกับจาน แล้วยังมีรอยเต็มหน้า หากเป็ข้าคงไม่กล้าก้าวออกมาจากบ้านแล้ว ยังจะมีใจมาใช้ที่ติดผมอะไรอีก? หากให้เ้าซื้อไปจริงๆ ของดีเช่นนี้มิใช่ว่าเสียของแย่หรอกหรือ?”
หลิ่วอวิ๋นชิงยิ่งพูดก็เผ็ดร้อน นางในตอนนี้เป็ตัวแทนของหลิ่วอวิ๋นซู ยิ่งนางพูดจาโหดร้าย ผู้อื่นก็ยิ่งมั่นใจว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ไร้คุณธรรม ถึงตอนนั้นต่อให้เื่ถูกเปิดเผย อย่างมากตนเองก็แค่รับโทษอีกครั้งหนึ่ง แต่ชื่อเสียงของหลิ่วอวิ๋นซูจะต้องเหม็นเน่าอย่างแน่นอน!
“เ้า...เ้า...” คุณหนูฟังแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยอับอายเช่นนี้มาก่อน พริบตานั้นโกรธจนสั่นไปทั้งตัว
“ข้าทำไม? ที่ข้าพูดล้วนแต่เป็ความจริง! หากเ้าไม่เชื่อก็ลองถามหลงจู๊ดู ว่าข้าพูดผิดหรือไม่!”
เกินไปแล้วจริงๆ!
น้ำตาของคุณหนูฟางระงับไว้ไม่อยู่อีกต่อไป มือทั้งสองกุมคว่ำอยู่บนหน้าอกของตน
สาวใช้ตัวน้อยไม่เคยพบสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ถึงแม้ว่าจะมีใจปกป้องคุณหนู แต่อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็คนของจวนชางหรงโหว ยิ่งไปกว่านั้นคือสาวใช้ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ ชั่วขณะนั้นจึงไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี ทำเพียงยืนขวางอยู่ข้างหน้าคุณหนูของตน จากนั้นจึงมองไปยังหลงจู๊ด้วยใบหน้าขอความช่วยเหลือ
หลงจู๊รู้เื่ราวดี ถึงแม้ว่าคนตรงหน้าจะมีที่มายิ่งใหญ่ แต่ปัญหาของที่ติดผมตัวนี้ไม่ใช่เงินหรือฐานะ คุณหนูผู้นั้นเห็นก่อน ตามเหตุผลแล้วก็ควรจะให้นางได้เลือกก่อน
ผู้ที่ทำการค้า ย่อมต้องรู้จักคำว่ามาก่อนได้ก่อน
“คุณหนูท่านนี้ ที่ติดผมนั้นเป็คุณหนูฟางเห็นก่อนจริงๆ ต่อให้ท่านอยากได้ ก็ต้องรอคุณหนูท่านอื่นบอกว่าไม่้าแต่ก่อนท่านถึงจะซื้อได้ขอรับ!”
หลิ่วอวิ๋นชิงได้ฟังคำพูดนี้ ก็มองไปอย่างเ็า “เ้าหมายความว่าอย่างไร? เ้าคิดว่าข้าสามารถซื้อได้เพียงของที่คนอื่นไม่้าเท่านั้นหรือ?”
“ไม่...ผู้ต่ำต้อยไม่ได้หมายความว่าเช่นนี้ขอรับ!” หลงจู๊รู้สึกว่านางไร้เหตุผลสิ้นดี
“เช่นนั้นเ้าหมายความว่าอย่างไร? เปิดร้านค้ามิใช่เพื่อทำกำไรหรือ? หรือว่าของบนโลกนี้ไม่ใช่ว่าผู้ให้ราคาสูงก็ได้ไป? ข้าจ่ายมากกว่านาง อาศัยอะไรที่ข้าต้องรอให้นางเลือกทิ้งเสียก่อนข้าถึงจะเลือกได้? หรือจะบอกว่า เ้าดูถูกหย่งจี๋เสี้ยนจู่?” หลิ่วอวิ๋นชิงยื่นมือออกไปตบโต๊ะ “ข้าจะบอกเ้า ที่ติดผมตัวนี้ เสี้ยนจู่ของพวกเรา้า!”
“คุณหนู ไม่ใช่ว่าท่านทำให้ผู้ต้อยต่ำลำบากใจหรือ?” หลงจู๊ราวกับถูกความโกรธของหลิ่วอวิ๋นชิงทำให้ใไปแล้ว จึงรู้สึกเสียใจขึ้นมา
พริบตานั้นรอบข้างมีผู้คนมารวมตัวกันไม่น้อย
ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กัน ทั้งยังชี้ไปทางหลิ่วอวิ๋นชิงที่อยู่ในร้าน
“เห็นหรือไม่ นั่นคือสาวใช้ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ ช่างโอหังจริง!”
“อะไรนะ? สาวใช้คนหนึ่งถึงกับโอหังถึงเพียงนี้เชียว? เช่นนั้นเสี้ยนจู่ไม่ใช่ว่าพลิกฟ้าได้เลยหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ เ้าดูปากของสาวใช้ผู้นี้ ข้าดูแล้วหย่งจี๋เสี้ยนจู่ก็คงไม่ใช่คนดีอะไร!”
************************
1 เสี่ยวซื่อ เป็คำเรียกผู้ชายวัยกลางคนที่เป็คนรับใช้
