ภายในเรือนของเหลยซื่อติดยันต์สีเหลืองอยู่เต็มห้อง นักพรตเต๋าบริกรรมคาถา โยนข้าวสารไปพลางจุดไฟเผายันต์แล้วสะบัดไปในอากาศไปพลาง
ภายในเรือนมีผู้คนรวมตัวกันไม่น้อย ฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนขมวดคิ้วแน่น มองดูนักพรตเต๋าผู้นั้นเดี๋ยวก็พ่นไฟเดี๋ยวก็รำกระบี่ ในใจรู้สึกสับสนวุ่นวายเป็อย่างมาก
“ผีร้ายจงออกไป ณ บัดนี้!”
เสียงตึงตังดังขึ้น ในปากของเขาพ่นไฟออกมาอีกครั้ง รอบด้านส่งเสียงร้องอย่างใ
“อา...ข้าจะฆ่าเ้า เพื่อแก้แค้นให้ฮั่นเอ๋อร์!”
อย่างไรก็ตาม ด้านในก็เกิดเสียงร้องะโอย่างโกรธแค้นขึ้นมาอีกครั้ง ถึงกับทำให้นักพรตเต๋าผู้นั้นใ เขาะโถอยหลังไปก้าวใหญ่ๆ “เรียนฮูหยินผู้เฒ่า ปีศาจร้ายภายในห้องแกร่งกล้ายิ่งนัก ข้ากังวลว่าวิธีการขับไล่จะทำร้ายทุกท่าน เชิญทุกท่านถอยออกไปก่อนเถิด”
ทุกคนรีบถอยออกไปหลายก้าว หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามองไปยังหน้าต่างที่ปิดสนิทด้วยความเคร่งเครียด เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เหลยซื่อทำร้ายผู้คน ข้ารับใช้จึงมัดนางไว้บนเก้าอี้ คิดไม่ถึงว่านางจะถึงกับอาละวาดจนขาเก้าอี้ทั้งสี่พัง ไม่มีใครที่สามารถหยุดยั้งนางได้ทั้งสิ้น
บนหน้าผากของนักพรตเต๋าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ เขาสั่นกระดิ่งในมือไม่หยุด ไหนเลยจะรู้ว่าสำหรับเหลยซื่อแล้วทำเช่นนี้จะเป็การทรมานนางโดยสิ้นเชิง
“ควรจะ ควรจะปิดปากฮูหยินท่านโหวด้วย!” ข้ารับใช้ทนไม่ไหว ใช้มือทั้งสองอุดหูของตนเอง
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าได้ยินก็มองตาขวาง คนเหล่านี้ถึงกับกล้าทำเช่นนี้กับมารดาของนาง!
พิธีกรรมดำเนินไปั้แ่เช้าจนกระทั่งเที่ยงวัน สีหน้าของนักพรตเต๋าท่านนั้นซีดขาวยิ่งนัก สตรีภายในห้องก็ค่อยๆ เงียบลง
“ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ ข้าสะกดปีศาจร้ายเอาไว้ชั่วคราว เพียงแต่ปีศาจตัวนี้มีอาคมแข็งแกร่ง ข้า้าอุปกรณ์ทำพิธีกรรมมากกว่านี้ ขอฮูหยินผู้เฒ่าอนุญาตให้ข้ากลับไปนำมาจากสำนักเต๋า” ในยามที่นักพรตเต๋ากล่าวมีการหอบหายใจอยู่บ้าง
“ได้ ได้ ลำบากท่านแล้ว”
ทุกคนเริ่มเก็บกวาดยันต์บนพื้น หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเข้ามาข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนเงียบๆ “ท่านยายเ้าคะ ั้แ่เมื่อวานท่านแม่ก็ไม่ได้รับอาหารเลย หากเป็เช่นนี้ต่อไปท่านแม่จะต้องยืนหยัดไม่ไหวเป็แน่”
แววตาของฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนเจือไปด้วยความเหนื่อยล้า “เช่นนั้นเ้าก็จัดเตรียมน้ำและอาหารเข้าไปเถิด”
ภายในห้องมีเสียงอู้อี้ดังขึ้นมาเป็ระยะ เหลยซื่อนั่งอยู่ตรงนั้น นางก้มหน้าผมเผ้ายุ่งเหยิง ดูแล้วอ้างว้างโดดเดี่ยวยิ่ง
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าผลักประตูให้เปิดออกอย่างระมัดระวัง ด้วยสภาพเช่นนี้จึงไม่มีผู้ใดในจวนที่กล้ามาส่งอาหารให้นาง
“ท่านแม่? ท่านแม่เ้าคะ ท่านรู้สึกดีขึ้นหรือไม่?”
อย่างไรก็ตาม สตรีผู้นั้นกลับไม่ได้ตอบนาง
ในมือของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าประคองโจ๊กใสอยู่ บนพื้นมีของระเกะระกะ กระทั่งโต๊ะก็ถูกเหลยซื่อทุบทำลายไปแล้ว นางจึงทำได้เพียงนำโจ๊กวางไว้ที่พื้น แล้วยื่นมือออกไปจัดผมให้เหลยซื่อ
ลมหายใจอันอ่อนระโหยโรยแรงของอีกฝ่าย ทำให้ดวงตาของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าแดงเรื่ออย่างอดไม่อยู่
หากรู้ว่าจะเป็เช่นนี้ นางจะไม่พาท่านแม่กลับมา อย่างน้อยอยู่ที่จวนโหว อาการของท่านแม่ก็ไม่สาหัสถึงเพียงนี้
“...อวิ๋นฮว๋า...”
“ท่านแม่?!” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าคิดว่าตนเองฟังผิด นางรีบขยับเข้าไปใกล้ ได้ยินเสียงอันอ่อนแรงของเหลยซื่อจริงดังคาด
อวิ๋นฮว๋ารวบผมที่ปรกหน้าของนางไปอยู่ด้านหลัง “ท่านแม่เ้าคะ ท่านตื่นแล้วหรือ? ท่านตื่นแล้วจริงๆ หรือ?” คิดไม่ถึงว่านักพรตเต๋าผู้นั้นจะฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้
ริมฝีปากของเหลยซื่อแห้งกร้าน เวลาเพียงสองวันทำให้นางซูบผอมจนเปลี่ยนไปเป็คนละคน “อวิ๋นฮว๋า...ข้า...หิว...”
หิวแล้ว? “เ้าค่ะ ได้เ้าค่ะ! กินโจ๊กเสียหน่อยเถิด!”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าถือโจ๊กใสเข้ามาด้านหน้า คอยปรนนิบัติอย่างระวัง ท่าทางของเหลยซื่อดูแล้วเหมือนจะเป็ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ราวกับว่าทุกลมหายใจต้องใช้พลังงานทั้งหมดของนาง หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเริ่มรู้สึกสงสัย ที่ท่านแม่ไม่ร้องะโแล้ว หรือจะเป็เพราะหิวและเหนื่อยจึงไม่มีแรง?
เช่นนั้น นักพรตเต๋าผู้นั้นไม่ใช่ว่าเป็พวกหลอกลวงหรือ?!
“กินมากๆ หน่อยนะเ้าคะ...”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าทนมองตรงๆ ไม่ได้ น้ำตาเอ่อล้นออกมาจากดวงตาโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม จู่ๆ เหลยซื่อก็อ้วกเอาโจ๊กที่เพิ่งกินไปเมื่อสักครู่ออกมา ท่าทางค่อยๆ เปลี่ยนเป็ดุดัน
“ท่านแม่! ท่านเป็อย่างไรเ้าคะ?!”
น้ำตาสองสายไหลออกมาตามหางตาของเหลยซื่อ “ข้าเกลียด! ข้าเกลียดเหลือเกิน...”
“ท่านแม่…”
นางก้มหน้าต่ำมองเท้าของตนอย่างไม่พอใจ “หากรู้เช่นนี้ ตอนแรกข้าจะกำจัดนังสารเลวนั่นให้เร็วกว่านี้!” น้ำเสียงเจือไปด้วยความเสียใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ท่าทางของเหลยซื่อในยามนี้น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสูดลมหายใจลึก “ท่านแม่วางใจเถอะเ้าค่ะ ลูกจะต้องแก้แค้นอย่างแน่นอน!” หลิ่วอวิ๋นซู จะต้องทำให้นางอยู่ไม่สู้ตาย!
“อา ฮั่นเอ๋อร์!” ทันใดนั้น ลมหายใจของเหลยซื่อเปลี่ยนไป นางมองไปด้านหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ร่างกายก็คิดอยากจะกระโจนไป
“ท่านแม่เ้าคะ ท่านพูดอะไร?”
ด้านหน้าไม่มีอะไรแท้ๆ!
“ฮั่นเอ๋อร์! รอแม่ แม่จะแก้แค้นให้เ้า จะต้องทำอย่างแน่นอน! ฮ่าๆ ...ฮ่าๆ ...” นางหัวเราะเสียงแหบแห้งสองครั้ง ท่าทางของเหลยซื่อก็หยุดชะงักเพียงเท่านั้น
หลิ่วอวิ๋นฮว๋า ด้านหนึ่งกำลังจัดการชายเสื้อของนาง ด้านหนึ่งก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง “ท่านแม่? ท่านแม่?” นางส่งเสียงเรียกหลายครั้ง แต่กลับไม่มีการตอบสนองจากเหลยซื่อ
ยื่นมือออกไปตบแก้มนางเบาๆ เหลยซื่อเงียบงัน ศีรษะพลันตกลง
“...”
“รายงานฮูหยินผู้เฒ่า โปรดอภัยที่หมอชราอย่างข้าไร้ความสามารถ”
ท่านหมอจำนวนมากล้อมรอบเหลยซื่อที่ไร้ลมหายใจ พากันส่ายศีรษะอย่างเสียใจ หลิ่วอวิ๋นฮว๋านิ่งค้างอยู่ตรงนั้น กระทั่งจะร้องไห้ก็ไม่มีแรง
“ลูกของข้า...” ฮูหยินผู้เฒ่ากู่ะโด้วยเสียงแหบแห้ง โยนไม้เท้าของตนทิ้งแล้วโถมตัวเข้าไปกอดร่างของเหลยซื่อแน่น “ลูกข้า...เ้าทนเห็นข้าเป็คนผมหงอกส่งศพผมดำได้หรือ...”
พริบตานั้น ข่าวการเสียชีวิตจากอาการป่วยของฮูหยินท่านโหวก็แพร่ไปทั่วทั้งจวนแม่ทัพ ไม่นานก็ไปถึงจวนชางหรงโหว
“คุณหนู เมื่อครู่จวนแม่ทัพส่งจดหมายมา บอกว่าฮูหยิน...”
น้ำเสียงของอวี้เอ๋อร์เคร่งเครียดอยู่บ้าง อวิ๋นซูหยุดการกระทำในมือแล้วเงยหน้าขึ้น นี่เป็เื่ราวที่อยู่ในความคาดหมายของนาง ชีพจรสับสนเช่นนั้นของเหลยซื่อ สามารถยืนหยัดได้จนถึงตอนนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
อนุห้าที่อยู่ภายในเรือนได้ยินแล้วก็ถอนใจเบาๆ ผู้ใดจะคิดว่าสถานการณ์จะเป็เช่นนี้ ฮูหยินท่านโหวที่เดิมทีเป็ที่ยกย่องสรรเสริญถึงกับมีจุดจบเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็กระทำชั่วมามากจนได้รับกรรมของตนเองแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าได้รับข่าวนี้ก็ทำเพียงตอบรับเสียงเรียบครั้งหนึ่ง เนิ่นนานผ่านไปจึงจะวางลูกประคำในมือลง “ตามข้าไปคัดคัมภีร์เสียหน่อย”
เหลยซื่อเสียชีวิตจากอาการป่วย นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจวนชางหรงโหวของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เดิมทีสุขภาพของนางก็ดีขึ้นมากแล้ว แต่จวนแม่ทัพ้าจะพาคนกลับไป วันนี้คนก็ตายไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าสามารถทำได้เพียงทอดถอนหายใจอย่างเสียใจ คัดคําภีร์รอบหนึ่งให้เหลยซื่อ ไม่ให้ความรู้สึกที่ได้เป็มารดาและลูกสะใภ้หลายปีนี้ของพวกนางต้องเสียเปล่า
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารู้สึกว่าร่างกายของตนเองล่องลอย ข้างหูของนางมีเสียงดังหึ่งๆ ความเ็ปในใจทำให้นางไม่สามารถหลั่งน้ำตาได้แม้เพียงหยดเดียว
ร่างของเหลยซื่อถูกผ้าสีขาวคลุมเอาไว้ ฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนขมวดคิ้ว คิดไตร่ตรองว่าควรจะจัดการงานศพของนางอย่างไร แต่สุดท้ายเมื่อคิดแล้วก็ควรจะส่งกลับไปที่จวนชางหรงโหว
ความจริงแล้วนางไม่อยากจะส่งเหลยซื่อกลับไป แต่จะอย่างไรนางก็ยังเป็ฮูหยินท่านโหว หากว่าพวกเขาจัดงานศพที่จวนแม่ทัพ เกรงว่าบุตรีของตนตายไปแล้วก็จะถูกผู้คนหัวเราะเยาะ ต้องอดทนเอาไว้ นางทำได้เพียงส่งเหลยซื่อกลับไปเท่านั้น
ยกพู่กันขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนกลับไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร อารมณ์ขุ่นมัวจนมองอะไรเป็สีเทาไปหมด เบื้องหน้าปรากฏรองเท้าปักคู่หนึ่ง นางเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าสงบนิ่งของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า
“ท่านยายเ้าคะ อวิ๋นฮว๋า้ากลับไป”
น้ำเสียงนี้ ราวกับลอยมาจากสถานที่อันไกลแสนไกล
“...อืม กลับไปเถอะ จัดการงานศพของมารดาเ้าให้ดี” ปฏิกิริยาของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าทำให้นางรู้สึกเป็กังวล แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนกลับมองออกว่าในสายตาของสตรีผู้นี้มีความหวังหลังจากเผชิญความสิ้นหวัง
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ปฏิเสธการขอร้องของฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วน จะอย่างไรเพื่อหน้าตาของทั้งสองตระกูล ก็ควรจะรับเหลยซื่อกลับมา
รถม้าของจวนแม่ทัพหยุดอยู่ที่หน้าจวนโหว ฮูหยินผู้เฒ่านำคนออกมายืนรอ เห็นหลิ่วอวิ๋นฮว๋าลงรถมาอย่างเงียบสงบ ท่าทางเช่นนั้นทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ามองไม่ออก
นางค่อยๆ เดินมาอยู่เบื้องหน้าของฮูหยินผู้เฒ่า คุกเข่าลงอย่างแรง แล้วโขกศีรษะ
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่สะดวกจะตำหนิอะไร รีบเข้าไปประคองนางลุกขึ้น
จากนั้นเหลยซื่อที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวก็ถูกคนหามเข้าไปภายในห้องโถง
ไม่นาน ทั่วทั้งจวนโหวก็ปลิวไสวไปด้วยผ้าไหมสีขาว โลงศพถูกแบกไปวางไว้ที่ห้องเก็บศพ มีหลิ่วอวิ๋นฮว๋าอยู่หน้าสุด บุตรีและบุตรชายอนุภรรยาคนอื่นๆ คุกเข่าอยู่ด้านนอก
ในตอนที่หลิ่วอวิ๋นเฟิงและชางหรงโหวมาถึง ก็เห็นเพียงภาพอันเปลี่ยวเหงา
คุณชายใหญ่ค่อยๆ เดินเข้าไป ปรากฏท่าทางไม่อยากจะเชื่อออกมาอย่างชัดเจน ในเวลาเพียงสั้นๆ ตนเองสูญเสียญาติมิตรไปถึงสองคน เมื่อย้อนคิดไปถึงคำพูดในวันที่เขากลับจวนมาของเหลยซื่อ ตอนนี้ถึงกับรู้สึกว่า ความรู้สึกไม่สบายใจในตอนนั้นมีผลลัพธ์เช่นนี้นี่เอง
นั่นราวกับเป็คำสั่งเสียงสุดท้าย แทงลึกลงไปในใจของหลิ่วอวิ๋นเฟิง
บุรุษไม่อาจหลั่งน้ำตา ทว่าดวงตาของเขายังคงแดงก่ำ มองไปยังหลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่คุกเข่าอยู่ตรงกลางห้อง เขาพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
อย่างไรก็ตาม สตรีที่สวมชุดไว้ทุกข์ผู้นั้นก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเขาแม้เพียงสายตา นางมองไปข้างหน้าอย่างสงบนิ่งเช่นนั้น สงบนิ่งจนน่าแปลกใจ
หลิ่วอวิ๋นเหยาอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน มองไปยังโลงศพเย็นเยียบแล้วอดไม่ได้ที่จะร่างกายสั่นเทา นางจะคาดคิดได้อย่างไรว่า กระทั่งท่านแม่ก็มีจุดจบเช่นนี้? ทันใดนั้นก็มองไปยังทิศทางของอวิ๋นซูอย่างหวาดกลัว
ชางหรงโหวตัดสินใจจัดการงานศพอย่างเงียบๆ หลังจากการเฝ้าศพอย่างง่ายแล้วก็นำโลงศพของเหลยซื่อฝังอย่างสงบ เื่ราวราบรื่นจนทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับว่าทั้งหมดเป็เพียงความฝัน ส่วนหลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่เอะอะโวยวาย นี่เป็เื่ที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจมากที่สุด
“คุณหนูเ้าคะ บ่าวรู้สึกว่าคุณหนูรองเหมือนจะเปลี่ยนไป” ชุนเซียงอดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างกังวล
อวิ๋นซูกลับนึกไปถึงสายตาของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า ในตอนที่ส่งเหลยซื่อลงเขา หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามองมายังตนเองจากที่ไกลๆ สายตาเช่นนั้นประทับอยู่ในความคิดของนางอย่างลึกล้ำ
ความหวังสุดท้ายของคนตาย นางถึงกับเห็นสายตาเช่นนี้ออกมาจากใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า
การตายของเหลยซื่ออาจจะส่งผลกระทบต่อนางอย่างรุนแรง แต่เป็เช่นนี้จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบนตัวนาง งานศพของเหลยซื่อจัดอย่างเรียบง่ายเป็อย่างมาก ไม่เหมือนกับฮูหยินท่านโหวเลยแม้แต่น้อย ในจุดนี้ในใจของหลายคนต่างก็เข้าใจดี เกรงว่าท่านโหวจะไม่เต็มใจสิ้นเปลืองความคิดต่อเหลยซื่อแม้แต่นิดเดียว
ยามค่ำคืน หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายืนอยู่ภายในเรือนของเหลยซื่อเพียงลำพัง ในมือของนางถือเสื้อคลุมที่ยังทำไม่เสร็จอยู่ตัวหนึ่ง
ไฟในเตาลุกโชน นางมองเปลวไฟที่เต้นระริก สุดท้ายจึงโยนผ้าในมือเข้าไป มุมปากปรากฏรอยยิ้มเ็าที่ดูคล้ายทุกข์คล้ายไม่ทุกข์
