เช้าตรู่วันที่สอง ลวี่เหลียงใช้หยกถ่ายทอดเสียงให้บรรพชนยันต์กระบี่ อธิบายปัญหาการฝึกของเสือั์ เดิมทีลวี่เหลียงแค่อยากขอหินอสูรไม่กี่ก้อน ให้เสือั์ฝึกฝนก่อน รอโอกาสคราวหน้า ค่อยให้มันกลับไปบำเพ็ญเพียรที่สนามฝึกฝน ถึงอย่างไรที่นั่นก็มีปราณอสูร
แต่บรรพชนยันต์กระบี่จิตใจกว้างขวางเกินความคาดหมายของลวี่เหลียง บรรพชนยันต์กระบี่บอกว่า ก่อนหน้านี้เขาไปตรวจสอบดูแล้ว ที่นั่นเป็สถานที่สายแร่หินอสูรชั้นยอด พื้นที่ใต้ดินค่อนข้างใหญ่ แบ่งเป็พื้นที่ขนาดเล็กให้เสือั์เข้าไปฝึกฝนได้ ถือโอกาสให้มันดูแลสัตว์อสูรอื่นๆ ในสนามฝึกฝนด้วย ถึงอย่างไรหากว่ากันตามตบะแล้ว ขั้นจอมอสูร่ต้นก็ไม่อาจดูแคลนได้เลย ส่วนสัตว์อสูรขั้นจอมอสูร่สมบูรณ์สองตัวที่เหลือ ั้แ่เกิดเื่ก็มีคนผลัดกันดูแลโดยเฉพาะทุกวัน ไม่จำเป็ต้องให้เสือั์ไปคลุกคลีกับพวกมันอีก
ลวี่เหลียงกับเสือั์ต่างดีอกดีใจ ขณะนั้น เสือั์วิ่งตะบึงอย่างเริงร่า ตรงไปที่นั่นเพื่อฝึกฝนแล้ว มันในยามนี้ ไม่มีความรู้สึกเหมือนบริวารที่ถูกควบคุมสักนิด มีเพียงความรู้สึกสำนึกในบุญคุณอันใหญ่หลวงของลวี่เหลียงเท่านั้น
ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งวัน ในที่สุดก็มาถึงวันสิ้นสุดการทดสอบที่สอง ครึ่งวันต่อมา ลวี่เหลียงถูกเซียนกระบี่หุ้นหยวนเรียกไปวิหารหลักในตำหนักเซียนยันต์กระบี่
ลวี่เหลียงติดตามเซียนกระบี่หุ้นหยวนมาถึงหน้าประตูวิหารหลัก พบคนอีกสองกลุ่มที่มาถึงพอดี เป็ผู้ฝึกเซียนสิบคนที่เทียนฟางเจินเหรินพามาด้วย ลวี่เหลียงมองดูใจจดจ่อ แต่ละคนแผ่ไอสังหารเข้มข้น เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการต่อสู้อันโหดร้ายมา ในใจลวี่เหลียงหนาวสะท้าน พอเข้าใจท่าทีเ็าของศิษย์เปี่ยมพร์ที่จางหรานพูดถึงในวันนั้นแล้ว หลายหมื่นคนท้ายที่สุดแล้วเหลือเพียงสิบคน โหดร้ายเกินไปจริงๆ! ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ยอมแพ้ แต่ดูก็รู้ว่าคนที่ตายไปอาจมีมากกว่า
ในบรรดาสิบคน จ้าวเทียนติ้งที่สวมชุดดำใส่งอบก็รวมอยู่ด้วย ทำให้หัวใจลวี่เหลียงพองโต จ้าวเทียนติ้งบังเอิญมองมาทางลวี่เหลียงพอดี ต่างคนต่างส่งยิ้มให้กันบางๆ
อีกกลุ่มหนึ่งมากับบุรุษวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ลวี่เหลียงจำได้ลางๆ ว่าบุรุษวัยกลางคนผู้นี้ คงเป็เจิ้นหยวนเจินเหรินที่เซียนกระบี่หุ้นหยวนพูดถึงในตอนนั้น ด้านหลังของเขามีอยู่ห้าคน ล้วนเป็ผู้ที่มีกายพิเศษ
จากนั้น คนกลุ่มหนึ่งค่อยๆ ย่างเท้าเดินเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ในวิหารหลัก ที่นั่นได้จัดวางป้ายิญญาบนโต๊ะบูชาอย่างเป็ระเบียบ
“ป้ายิญญาเหล่านี้ ล้วนเป็ชื่อของยอดฝีมือแต่ละยุคของตำหนักเซียนยันต์กระบี่ ในบรรดาพวกเขา มีบางคนที่เหินทะยานขึ้นแดน์ บางคนแม้ตัวตาย แต่เคยสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้แก่สำนัก ข้าหวังว่าสักวันหนึ่ง พวกเ้าจะมีชื่อสลักอยู่บนนั้นเช่นกัน!” เซียนกระบี่หุ้นหยวนเอ่ยเสียงดังกังวานทั่วห้องโถงใหญ่
เพ่งพินิจรายชื่อที่ไม่คุ้นเคยเ่าั้ ภายในใจลวี่เหลียงบังเกิดคลื่นโหมซัดสาดเป็ระลอก จากนั้นครู่หนึ่ง ลวี่เหลียงก็รู้สึกว่าในห้วงสมองปรากฏม้วนคัมภีร์สีเขียวที่แผ่หลาอยู่ ้าเขียนกฎของตำหนักเซียนเรียงลงมาเป็บรรทัด
“นี่เป็กฎของตำหนักเซียนยันต์กระบี่ ในฐานะที่เป็ศิษย์ในสำนัก ควรจดจำให้ขึ้นใจและปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกฎเหล็กสามข้อ เมื่อฝ่าฝืน ก็รอิญญาแตกสลายได้เลย!” เสียงของเทียนฟางเจินเหรินดังก้องตามมา ราวกับเคาะระฆังปลุกลูกศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักทุกคน
จากนั้น เทียนฟางเจินเหรินยังจัดที่พักให้ทุกคน กลุ่มลูกศิษย์ใหม่ต่างแยกย้ายกันไป สำหรับการเลือกอาจารย์ ไม่ใช่เื่ที่พวกเขาต้องกังวล อีกไม่กี่วันจะมีคนช่วยพวกเขาเลือกอาจารย์และวิชาที่เหมาะสมให้
การพูดคุยกับผู้เฒ่าสมุนไพรก่อนหน้านี้ทำให้รู้ว่า ถ้ามีกายพิเศษ โดยทั่วไปจะเป็บรรพชนเซียนนภารับเป็ศิษย์ในรายชื่อโดยตรง รากจิตพิเศษหรือรากจิตทั่วไปสองชนิดขึ้นไป จะมีผู้าุโขั้นผันแปรหรือคืนสู่ว่างเปล่ารับเป็ศิษย์ก่อน รอให้ศิษย์เหล่านี้บรรลุถึงขั้นยาทองคำแล้ว ค่อยดูว่ามีคุณสมบัติพอที่บรรพชนเซียนนภาจะรับเป็ศิษย์ในรายชื่อหรือไม่
โดยทั่วไป ศิษย์ในรายชื่อของบรรพชนเซียนนภามีจำนวนไม่น้อย แต่ศิษย์ที่จะได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงนั้นมีน้อยจนน่าเวทนา ต้องเป็ผู้ที่มีพร้อมทั้งนิสัยใจคอและพร์อันยอดเยี่ยมเท่านั้น จึงจะเป็ศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาของบรรพชนเซียนนภาโดยตรงในอนาคต
เมื่อกลับมาถึงเรือนพักหลังเขา ลวี่เหลียงศึกษากฎของสำนักอย่างละเอียดหนึ่งรอบก่อน ถึงอย่างไรก็อยู่ใต้ชายคาสำนัก ย่อมต้องเคารพกฎเกณฑ์ กฎของสำนักมีมาก แต่ส่วนใหญ่พูดถึงเื่ซ้ำซากคร่ำครึ เช่นเคารพอาจารย์และไม่อนุญาตให้เข่นฆ่าศิษย์ร่วมสำนักเป็ต้น
มีเพียงกฎเหล็กสามข้อ ที่ลวี่เหลียงต้องจดจำให้ขึ้นใจ
กฎเหล็กข้อแรก: ศิษย์ตำหนักเซียนห้ามทำร้ายมนุษย์ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
กฎเหล็กข้อสอง: ศิษย์ตำหนักเซียนห้ามทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักหรือศิษย์สำนักเสวียนหนี่ว์จนตาย
กฎเหล็กข้อสาม: ศิษย์ตำหนักเซียนห้ามฝึกวิชานอกรีตที่มีลักษณะเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิต
นอกจากนี้ กฎของสำนักยังอธิบายถึงเครื่องแต่งกายของศิษย์ภายในตำหนัก กล่าวโดยรวมคือแยกความแตกต่างของตบะด้วยสีของเครื่องแต่งกาย
ศิษย์ขั้นหลอมปราณสวมเสื้อคลุมสีเขียว ศิษย์ขั้นสร้างฐานสวมเสื้อคลุมสีขาว ศิษย์ขั้นยาทองคำสวมเสื้อคลุมสีเหลือง ศิษย์ขั้นผันแปรสวมเสื้อคลุมสีฟ้า ศิษย์ขั้นคืนสู่ว่างเปล่าสวมเสื้อคลุมสีม่วง
ขณะที่ลวี่เหลียงกำลังพิจารณากฎของสำนัก จางหรานก็มาถ่ายทอดคำพูด บอกว่ามีคนชื่อจ้าวเทียนติ้งอยากพบหน้า กำลังรออยู่ที่ทางเข้าหลังเขา หลังจากที่ลวี่เหลียงได้ยิน เขารีบรุดไปต้อนรับจ้าวเทียนติ้งมาถึงเรือนพักด้วยตัวเอง
พอเข้ามาภายในเรือนพัก จ้าวเทียนติ้งคารวะด้วยความนบนอบ “พี่ใหญ่! ท่านก็เข้าสำนักได้เช่นกัน! ได้ยินว่าท่านเป็คนทำลายแผนชั่วของจอมอสูรในสนามฝึกฝนได้ ร้ายกาจจริงๆ!”
“นั่นล้วนเป็ความชอบของท่านเซียนซั่งกวนแห่งสำนักเสวียนหนี่ว์ ความจริงข้าไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย ว่าแต่เ้าเถอะ เป็อย่างไรบ้าง าเ็ตรงไหนไหม?” ลวี่เหลียงยังคงเป็ห่วงจ้าวเทียนติ้งพอสมควร เขาเป็เด็กหนุ่มที่แบกรับภาระหนักอึ้งเช่นเดียวกับตัวเขาเอง
“าเ็ผิวเผิน ไม่เป็อะไรมาก! ครั้งนี้ข้าเข้ามาในฐานะอันดับที่ห้า สี่อันดับแรกแค่โชคดีกว่าข้าเล็กน้อย! ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป ข้าต้องไปทำงานที่วิหารสร้างยันต์สังกัดบรรพชนฝูหยวน ส่วนเื่กราบอาจารย์ เมื่อครู่บรรพชนเทียนฟางบอกกับพวกเราแล้ว คงเป็ผู้าุโขั้นผันแปร อีกไม่กี่วันจะมาเลือกพวกเราเอง” จ้าวเทียนติ้งตื้นเต้น นี่เป็ก้าวสำคัญบนเส้นทางการล้างแค้นของเขา
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน จางหรานก็มาอีกครั้ง บอกว่ามีคนมาเยี่ยมเยียนลวี่เหลียง คราวนี้มากันสามคน
จ้าวเทียนติ้งเห็นสถานการณ์ ก็ลุกขึ้นกล่าวคำอำลา โดยจางหรานพาเขาไปหลบอยู่ในเรือนพักของตนก่อน รอให้ทั้งสามคนมาถึงเรือนพักของลวี่เหลียงแล้ว ค่อยพาเขาออกไปจากที่นี่อย่างระมัดระวัง ถึงอย่างไรการติดต่อของพวกเขาสองคน หลีกเลี่ยงหูตาคนอื่นได้จะดีกว่า
ลวี่เหลียงจ้องเขม็ง ที่แท้เป็ศิษย์ที่มีกายพิเศษสามคนจากทั้งหมดห้าคนนั่นเอง หนึ่งในนั้นคือคุณชายชุดเขียวที่เคยยิ้มให้ลวี่เหลียง ตอนนี้เปลี่ยนชุดเป็เสื้อคลุมสีเขียวที่มีสัญลักษณ์ของตำหนักเซียน ยังคงยิ้มแย้ม ถือพัดเล็กๆ ไว้ในมือ
ส่วนอีกสองคน คนหนึ่งคือหนุ่มน้อยหน้าดำดูซื่อๆ ร่างสูงใหญ่ แข็งแรงบึกบึน ดูเผินๆ ละม้ายคล้ายคลึงกับลวี่เหลียงตอนยิ้มอยู่หลายส่วน อีกคนคือสาวน้อยตัวเล็กน่ารักคนหนึ่ง ใบหน้างามประดุจดอกท้อ กิริยางดงาม ดูเหมือนบุตรีตระกูลมีชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลมปราณที่สาวน้อยคนนี้แผ่ออกมา ทำให้ลวี่เหลียงเกิดความรู้สึกคุ้นเคยคล้ายมีคล้ายไม่มีขึ้นมา
“ท่านคือพี่ลวี่เหลียงสินะ ผู้น้อยอวี้จวิ้น สองคนนี้คือสหายสนิทของข้า ฉีหลิงกับลวี่ซินอวิ๋น พวกเราล้วนมาจากแคว้นซื่อสุ่ย ได้ยินวีรกรรมของพี่ลวี่มานาน ข้าเฝ้ารอวันที่จะได้มาเยี่ยมเยียนท่าน บัดนี้สมหวังแล้ว!” คุณชายนามว่าอวี้จวิ้น ประสานมือคารวะ ชายร่างสูงใหญ่นามว่าฉีหลิงและสาวน้อยน่ารักนามว่าลวี่ซินอวิ๋นต่างคารวะตามพร้อมกัน
“ทั้งสามท่านอย่าได้เกรงใจเช่นนี้! นั่นล้วนเป็ความชอบของศิษย์ในสังกัดผู้าุโเซียนเสวียนหนี่ว์ ข้าแค่พลอยได้ประโยชน์ก็เท่านั้น! กลับเป็ทั้งสามท่านที่มีกายพิเศษ ซึ่งทุกคนต่างอิจฉาตาร้อน!” ภายนอกลวี่เหลียงผ่อนคลายเป็ปกติ แต่ภายในใจบังเกิดคลื่นลูกมหึมาสูงเทียมฟ้าขึ้น!
คนหนึ่งแซ่อวี้ คนหนึ่งแซ่ฉี อีกคนแซ่ลวี่ ล้วนมาจากแคว้นซื่อสุ่ย ทั้งยังเป็สหายสนิทกัน! ใต้หล้าไม่น่ามีเื่บังเอิญเช่นนี้! ไม่ว่าคิดอย่างไร ทั้งสามคนต่างก็เป็ผู้ที่โดดเด่นของทั้งสามตระกูลใหญ่แห่งแคว้นซื่อสุ่ย!
โดยเฉพาะลวี่ซินอวิ๋น มิน่าลวี่เหลียงถึงมีความรู้สึกคุ้นเคย นางเป็ญาติพี่น้องของเขานี่เอง! ลวี่เหลียงสะกดกลั้นความตื่นเต้นไว้ กล่าวทักทายทั้งสามคน นั่งล้อมโต๊ะน้ำชาพูดคุยสนทนากัน
จากวงสนทนา นับลวี่เหลียงด้วยก็เป็สี่คน อวี้จวิ้นอายุมากที่สุด ปีนี้อายุยี่สิบ รองลงมาคือฉีหลิง ปีนี้อายุสิบเก้า ตามด้วยลวี่เหลียงอายุสิบเจ็ด อายุน้อยที่สุดคือลวี่ซินอวิ๋นที่ปีนี้อายุสิบหก
ในสามคนนี้ อวี้จวิ้นพูดเก่งที่สุด ฉีหลิงยิ้มซื่อๆ บ้างเป็ครั้งคราว ลวี่ซินอวิ๋นนิ่งเงียบที่สุด เป็ผู้รับฟังอย่างเงียบๆ พูดแทรกบ้างในบางครั้ง แม้แต่ตอนยิ้ม ก็ยังเม้มปากยิ้มน้อยๆ
ระหว่างนี้อวี้จวิ้นยังกล่าวหยอกล้อลวี่เหลียงกับลวี่ซินอวิ๋น ว่าเป็ญาติพี่น้องกันหรือไม่ เหตุใดถึงรู้สึกว่าลมปราณคล้ายคลึงกันมาก ทำเอาลวี่เหลียงใ ได้แต่หัวเราะร่วนเพื่อยุติหัวข้อสนทนานี้
ทั้งสามคนเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียง มีกายพิเศษ ว่ากันตามหลักแล้วล้วนเป็ผู้ซึ่งเป็ที่ภาคภูมิใจแห่ง์ ทว่าตัวพวกเขากลับไม่วางมาดใหญ่โต ทำให้ลวี่เหลียงรู้สึกดีกับพวกเขาจากก้นบึ้งหัวใจ
อันที่จริง ลวี่เหลียงอยากถามถึงสกุลลวี่แห่งซื่อสุ่ยอยู่หลายครั้ง แต่ยังไม่มีหัวข้อสนทนาที่เหมาะสม ได้แต่เลิกล้มความคิดไปก่อน ถึงแม้ั้แ่ลวี่เหลียงจำความได้จะไม่เคยอยู่ในสกุลลวี่ก็ตาม แต่ในร่างกายของเขามีเืของสกุลลวี่ไหลเวียนอยู่! โดยเฉพาะหลังจากได้ยินคำพูดของท่านพ่อ เขาไม่เคยถือโทษการกระทำของบรรพชนสกุลลวี่ในตอนนั้น กลับรู้สึกขอบคุณจากใจมากกว่า! ทำให้เขาที่ไม่เคยเห็นคนสกุลลวี่ รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่ลึกๆ
ดังนั้นพอเห็นลวี่ซินอวิ๋น ลวี่เหลียงก็ตื่นเต้นจนควบคุมไว้ไม่อยู่ เบ้าตารู้สึกร้อนเล็กน้อย หากไม่ใช่คอยย้ำเตือนตัวเองตลอดว่ายังมีภาระหนักอึ้งมากมายที่ต้องให้สำเร็จ คาดว่าลวี่เหลียงคงยอมรับว่าเป็พี่น้องทั้งน้ำตาไปแล้ว
หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่เป็สภาพภายในตำหนักเซียน จากปากของพวกเขา ทำให้ลวี่เหลียงเข้าใจในเื่บางเื่
ผู้ฝึกเซียนที่มีกายพิเศษ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนล้วนอยู่บนจุดสูงสุด ไม่เว้นแม้แต่ตำหนักเซียนยันต์กระบี่ ไม่ต้องพูดถึงเื่งดการทดสอบ อาจารย์ของพวกเขาทั้งห้าคนล้วนเป็บรรพชนเซียนนภาทั้งสิ้น
อวี้จวิ้นมีกายยันต์เทวะ ว่ากันว่าเกิดมาเพื่อเป็ผู้ที่บรรลุจุดสูงสูดของการสร้างยันต์ เป็ไปตามคาด ั้แ่เด็กอวี้จวิ้นมีความสนใจยันต์อักขระมากกว่าคนปกติ ตอนเขาอายุแปดขวบ เพิ่งก้าวสู่ธรณีประตูขั้นหลอมปราณ ไม่นึกว่าเขาจะแอบดูม้วนตำราแนะนำยันต์อักขระในบ้าน บวกกับการวิเคราะห์ของตนเอง ถึงกับหลอมยันต์อักขระสายอัคคีที่มีอานุภาพขั้นหลอมปราณ่กลางได้ จนถึงตอนนี้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะขีดจำกัดของตบะ ั้แ่ยันต์อักขระขั้นผันแปรลงไปไม่มีทางที่เขาจะหลอมไม่ได้!
ฉีหลิงมีกายอัสนี จึงมีข้อได้เปรียบในการฝึกฝนวิชาสายทองคำมาแต่กำเนิด เช่นเดียวกับปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่งที่มีกายเซียนกระบี่ในตอนนั้น ขั้นคืนสู่ว่างเปล่า่กลางก็สามารถบรรลุพลังแห่งกฎวิถีกระบี่ได้ ผ่านไปอีกหน่อย เมื่อฉีหลิงบรรลุกฎแห่งอัสนี ก็สามารถทะลวงขั้นได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ
ลวี่ซินอวิ๋นมีกายที่น่าสนใจมาก เป็กายมนต์เสน่ห์ ตามที่นางบอกมา ก่อนหน้านี้เซียนกระบี่หุ้นหยวนเป็ผู้เจอนาง ถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัยก็จะให้นางไปสำนักเสวียนหนี่ว์รับการถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์ เพราะกายของนางเหมาะกับ ‘เคล็ดเสน่ห์สรวง์’ ของสำนักเสวียนหนี่ว์ ราวกับฟ้าดินบรรจงสรรค์สร้างขึ้น!
เซียนเสวียนหนี่ว์ที่เป็เ้าสำนักไม่ได้มีกายมนต์เสน่ห์ จึงฝึก ‘เคล็ดเสน่ห์สรวง์’ ถึงขั้นที่แปดเท่านั้น ลือกันว่าถ้าฝึก ‘เคล็ดเสน่ห์สรวง์’ จนสำเร็จ แม้แต่เซียนอรหันต์ทองคำยังต้องหวาดกลัวอยู่สามส่วน
