ทุกคนในห้องมองออกไป องครักษ์ตรงประตูมิอาจขัดขวางเด็กน้อยทั้งสองที่ร้องไห้งอแง ทำได้เพียงพาพวกเขาเข้ามา ใบหน้าของคุณชายแปดและคุณชายเก้าเต็มไปด้วยน้ำตา เมื่อเหยียบย่างเข้าประตูมาก็มองไปยังอวิ๋นซู แล้วมองไปยังเนื้อตุ๋นอันหอมหวนบนโต๊ะจานนั้น พลันชี้ไปยังตะเกียบของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างระมัดระวัง
“เนื้อตุ๋น...นั่นมันกระต่ายของพวกเรา...”
ฮูหยินผู้เฒ่ามือสั่น พลันรู้สึกมวนท้อง รีบคายออกมาโดยเร็ว
อวิ๋นซูรีบไปช่วยลูบหลังให้นาง ดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองฉายแววหวาดหวั่น ท่านย่าถึงกับกินกระต่ายของพวกเขาไปแล้ว...
“คุณชายทั้งสอง พวกท่านบอกว่านี่คือเนื้อกระต่ายหรือ?” แม่นมข้างๆ ไม่อยากจะเชื่อ เนื้อกระต่ายไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แต่ว่านั่นเป็รางวัลที่ฮูหยินผู้เฒ่ามอบให้พวกเขา “คุณหนูหก นี่มันเกิดอะไรขึ้นเ้าคะ?”
อวิ๋นซูไม่ทราบสาเหตุ พลันนั้นชุนเซียงรีบยืนขึ้น “คุนชายทั้งสองเข้าใจผิดหรือไม่เ้าคะ นี่เป็เนื้อหมูป่าที่บ่าวซื้อมาจากในเมือง ไม่ใช่กระต่ายของคุณชายเ้าค่ะ”
คุณชายทั้งสองถูกขนกระต่ายและเืนั่นทำให้ใจนไม่รู้อะไรเป็อะไรแล้ว จะฟังคำพูดของชุนเซียงได้อย่างไร “เ้าโกหก! มีขนกระต่ายกับเืด้วย นี่เป็เนื้อกระต่าย!”
พริบตานั้นรอบๆ พลันเงียบงันจนเหลือเพียงเสียงสะอึกสะอื้น อวิ๋นซูมองฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังขมวดคิ้วแน่น “ในเมื่อเป็เช่นนี้ ชุนเซียง เ้าพาคุณชายทั้งสองไปดูในโรงครัวเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าย่อมไม่เต็มใจจะไปด้วย จึงให้แม่นมชราตามพวกชุนเซียงไปที่โรงครัวเล็กของเรือนไผ่
บนเขียงยังมีเนื้อหมูป่าเหลืออีกครึ่งหนึ่ง ในหม้อก็มีขาหมูร้อนๆ แม่นมมองออกว่าคุณหนูหกเลือกส่วนนิ่มๆ ยกไปให้ที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าทั้งหมด เหลือเพียงเนื้อส่วนที่แข็งเคี้ยวยาก ทั้งยังไม่มีร่องรอยของกระต่ายเลยแม้แต่ครึ่งส่วน
“คุณชายเ้าคะ พวกท่านเข้าใจผิดแล้วจริงๆ!”
หลังจากคุณชายทั้งสองตามหาไปรอบๆ ก็ไม่พบกระต่ายของพวกเขาจริงๆ พลันรู้สึกอัดอั้นตันใจจนหน้าแดง “แต่ว่า ข้างนอกมีเืของกระต่ายน้อย...”
เมื่อนำทุกคนไปยังถนนเล็กๆ นอกเรือนไผ่ แม่นมจึงพบรอยเืในพงหญ้า ต่อให้เป็เช่นนี้ก็อธิบายอะไรไม่ได้ บางทีอาจจะถูกเหยี่ยวคาบไปแล้วกระมัง?
นางถอนใจเบาๆ ไม่ง่ายเลยกว่าที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะยอมกินอาหารจานเนื้อ เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นจะกินลงได้อย่างไร? เพิ่งจะปล่อยตัวคุณหนูห้าออกมา คุณชายทั้งสองก็ก่อเื่อีกแล้ว ่นี้ชีวิตในจวนไม่สงบเลย
“จะบอกว่าหากระต่ายไม่เจอหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่ามองไปยังเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังคุกเข่าอย่างสำนึกผิด แล้วมองไปยังเนื้อตุ๋นบนโต๊ะที่เดิมทีรู้สึกว่าอร่อย ทว่าตอนนี้ไม่มีอารมณ์กินแล้ว
“ท่านย่าขอรับ พวกเราผิดไปแล้ว...”
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงอนุสี่ดังแว่วมา ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชายตามองแม้แต่น้อย “ให้นางเข้ามา”
“หาเจอแล้ว! หาเจอแล้ว! หากระต่ายน้อยเจอแล้ว! ฮูหยินผู้เฒ่า ที่แท้กระต่ายน้อยสองตัวนี้หลบอยู่ในพงหญ้า ไม่ได้หาย...” รอยยิ้มบนใบหน้าของอนุสี่ดูฝืนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามการปรากฏตัวของนาง ทำให้สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่ายิ่งดูไม่ได้
เมื่อครู่แม่นมกล่าวว่า บางทีกระต่ายอาจจะถูกเหยี่ยวคาบไปแล้วถึงได้มีรอยเื ตอนนี้อนุสี่กลับถือกระต่ายมาสองตัว นี่ไม่ใช่ว่าเห็นฮูหยินผู้เฒ่าโง่งมหรอกหรือ?
อวิ๋นซูทราบว่าครั้งนี้ต่อให้พูดอย่างไรก็ช่วยอนุสี่ไม่ได้แล้ว เมื่อเจอกับปัญหาของแม่ลูก นางอดไม่ได้ที่จะใคร่ครวญอย่างใจเย็น เหตุใดจึงได้ยิ่งทำยิ่งผิดกัน
“ฮ่าๆ พวกเ้าแต่ละคนรู้สึกว่าข้าหลอกง่ายนักหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะเสียงเย็นจนอนุสี่ใ นางชะงักไปอย่างไม่รู้ว่าควรจะกล่าวอะไรดี เป็ไปไม่ได้ หรือฮูหยินผู้เฒ่าสายตาดีขนาดนั้นถึงได้รู้ว่ากระต่ายที่ตนหามาเป็ตัวปลอม?
“ฮูหยินผู้เฒ่า ข้า...”
“คุณชายแปดและคุณชายเก้าอายุยังน้อย ดูแล้วคงจะต้องใส่ใจการเรียนให้มากเสียหน่อย แม่นม ย้ายข้าวของคุณชายทั้งสองออกมา ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปให้มาเรียนข้างกายข้า รอให้พวกเขารู้ความสักหน่อยค่อยส่งกลับไป”
อะไรนะ? ความหมายของฮูหยินผู้เฒ่าก็คือจะพาตัวคุณชายทั้งสองไปจากอนุสี่หรือ?!
พริบตานั้น แขนของสตรีนางนั้นที่อุ้มกระต่ายอยู่พลันคลายออก “ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ ข้าผิดไปแล้ว! ขอท่านอย่าได้...”
อวิ๋นซูที่ยืนอยู่ข้างหลังฮูหยินผู้เฒ่าส่งสายตาให้อนุสี่ สถานการณ์เช่นนี้ขอร้องไปกลับทำให้เกิดผลเสียมากกว่า ในจวนโหวคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าเป็ใหญ่ หากใครกล้าต่อต้าน ก็จะมีจุดจบเช่นเหลยซื่อ
อนุสี่เงยหน้าขึ้นสบเข้ากับสายตาของอวิ๋นซูพอดี ในใจของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง แม้ว่านางจะเข้าใจความหมายของอวิ๋นซู แต่จะให้นางมองลูกทั้งสองถูกพาตัวไปต่อหน้าเช่นนี้ เ็ปยิ่งกว่ากรีดเนื้อของนางเสียอีก นางในตอนนี้รู้ว่าตนเองทำผิดครั้งใหญ่ เมื่อนานมาแล้ว นางรู้ว่าไม่ควรหลอกลวงฮูหยินผู้เฒ่า ทว่าวันนี้นางทำลายทุกอย่างด้วยมือของตน!
“อี๋เหนียง พวกข้าไม่ไป...พวกข้าไม่ไป...” คุณชายทั้งสองถูกแม่นมลากตัวไป ส่งเสียงร้องแหบแห้งพุ่งเข้าไปจับมืออนุสี่ นางเกิดความขัดแย้งในใจ เสียงร้องของลูกๆ ราวกับคลื่นทะเลที่้ากลืนกินนาง นางอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามอง น้ำตาไหลออกมาอย่างระงับไม่อยู่ ทว่าดวงตาเ็าราวหิมะของฮูหยินผู้เฒ่าที่จ้องมองนางนั้นเป็ดั่งไฟร้อนแรงที่กำลังเผาทำลายนาง
“อนุสี่เ้าคะ คุณชายทั้งสองมีแม่นมคอยดูแล จะต้องรู้ความขึ้นแน่นอน อี๋เหนียงอย่าได้ดื้อดึงเลยเ้าค่ะ” อวิ๋นซูกล่าว นาง้าบอกอนุสี่ว่า คุณชายทั้งสองอยู่ที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ได้รับการปฏิบัติที่ย่ำแย่อย่างเด็ดขาด แต่หากนางยังมองข้ามความหวังดีของผู้อื่นเช่นนี้ก็พูดยากแล้ว
อนุสี่ไม่ทราบว่าตนเองผิดหรือถูก ทว่าตอนนี้นางทำได้เพียงเลือกที่จะเชื่อใจอวิ๋นซู นางโค้งกายอย่างสั่นเทาโขกศีรษะให้ฮูหยินผู้เฒ่า “ขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าเ้าค่ะ มีฮูหยินผู้เฒ่าสั่งสอน เป็โชคของคุณชายทั้งสองแล้ว...”
หัวใจอันเ็ปราวกับกำลังฉีกกระชาก เสียงร้องของคุณชายทั้งสองไกลออกไป ราวกับ่ชิงจิติญญาสุดท้ายของอนุสี่ไป
ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “ข้าเหนื่อยแล้ว เ้าออกไปเถิด” นางยืนขึ้นด้วยการประคองของอวิ๋นซู เดินออกไปจากห้อง
ในที่สุดอนุสี่ก็ยืนหยัดต่อไปไม่ไหวทรุดกายลงกับพื้น นางมองกระต่ายน้อยทั้งสองตัว พลันยกมือปิกปากของตนด้วยเกรงว่าจะอดกลั้นเสียงร้องไว้ไม่ได้
ภายในสวนดอกไม้ หลิ่วอวิ๋นชิงอารมณ์ดียิ่งนัก นางแกะเมล็ดแตงไปพลางรับลมเย็นๆ ไปพลาง จนกระทั่งที่ไกลๆ ปรากฏเงาร่างหนึ่ง นางจึงหยุดการกระทำของตนแล้วนั่งให้เรียบร้อย สายตามองออกไปที่ไกลๆ
อนุสี่ถูกสาวใช้นางหนึ่งประคองอยู่ ฝีเท้าอันเลื่อนลอยค่อยๆ ใกล้เข้ามา นางเบนสายตาขึ้นอย่างเหนื่อยล้าเห็นหลิ่วอวิ๋นชิงนั่งอยู่คนเดียวในสวนดอกไม้จึงยิ้มน้อยๆ ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่มีแรงเลยสักนิด
เนิ่นนานผ่านไป หลิ่วอวิ๋นชิงจึงหันกลับมา ทว่าอนุสี่เดินโซเซไปไกลแล้ว ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน สมน้ำหน้า! ใครใช้ให้อี๋เหนียงรักแต่พวกเขากัน ทั้งยังพูดว่าขอเพียงไม่ไปหาเื่ใคร ตนเองก็จะสามารถใช้ชีวิตสงบสุขได้ นี่ไม่ใช่ว่าท่านย่าเองก็ไม่ได้คิดว่าคุณชายทั้งสองยังอายุน้อย ในใจของนางถือหางแต่หลิ่วอวิ๋นซู ขอเพียงนางอยู่นานขึ้นวันหนึ่ง คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีเลย!
“คุณหนูห้าเ้าคะ คุณชายแปดกับคุณชายเก้าถูกนำตัวไปที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว อนุสี่กำลังเสียใจ คุณหนูไม่ไปปลอบนางเสียหน่อยหรือเ้าคะ?” สาวใช้ออกมาจากห้อง เดินมาข้างกายหลิ่วอวิ๋นชิงอย่างระมัดระวัง
“เสียใจ? ข้าก็เสียใจเหมือนกัน มีผู้ใดมาปลอบข้าเล่า!” หลิ่วอวิ๋นชิงยืนขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ มองไปยังสาวใช้ที่ยุ่งไม่เข้าเื่แวบหนึ่งแล้วจึงหมุนกายเดินก้าวยาวๆ จากไป
...
ฮูหยินผู้เฒ่าเอนกายนอนอย่างกลัดกลุ้มใจโดยมีอวิ๋นซูช่วยฝังเข็มระบายเืลมให้นาง
“ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ ท่านโหวกลับมาแล้วเ้าค่ะ!” แม่นมเดินเข้ามาจากข้างนอก ฮูหยินผู้เฒ่าลืมตาขึ้นโดยพลัน ลุกขึ้นนั่งโดยมีอวิ๋นซูช่วยประคอง
“ท่านย่าเ้าคะ ซูเอ๋อร์ขอตัวก่อนเ้าค่ะ”
นางถอยออกไปเงียบๆ พบชางหรงโหวที่กลับมาอย่างเหนื่อยล้าที่หน้าประตู
“ท่านพ่อ”
“อืม” ใบหน้าของท่านโหวเจือความเหนื่อยล้าอยู่หลายส่วน ส่งเสียงตอบรับอย่างเรียบเฉยไปหนึ่งคำ จากนั้นจึงเดินเฉียดไหล่อวิ๋นซูเข้าไป
ได้ยินว่าชางหรงโหวถูกเรียกตัวเข้าวังกะทันหัน ทว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ อวิ๋นซูทำได้เพียงขบคิด จากนั้นจึงเก็บสีหน้าแล้วเดินจากไปเงียบๆ
“ท่านแม่ขอรับ เจียงหนานเกิดโรคห่าระบาดหนัก ลูกต้องพาหมอหลวงไป”
“โรคห่า?” ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้ว ั์ตาเต็มไปด้วยความกังวล “ร้ายแรงหรือไม่? มิใช่ว่าอันตรายมากหรือ? เหตุใดฝ่าาจึงให้เ้าไป เห็นได้ชัดว่ามีขุนนางใหญ่มากมาย...”
ชางหรงโหวหัวเราะเสียงเย็น “เป็ความเห็นจากท่านมหาเสนาบดี”
ในราชสำนัก มหาเสนาบดีและชางหรงโหวเป็ศัตรูกันมานาน ครั้งนี้เขาใช้ปัญหานี้มาแสดงความคิดเห็นที่แท้จริง กล่าวว่าควรให้ผู้ที่มีตำแหน่งสูงเป็ที่เคารพไปด้วย จึงจะสามารถปลอบใจประชาชนให้สงบลงได้ ยิ่งไปกว่านั้นชางหรงโหวรู้จักเจียงหนานเป็อย่างดี มีเขาพาหมอหลวงไปดูแลสถานการณ์เป็ความคิดที่ดีเยี่ยม ฝ่าาได้ยินมหาเสนาบดีกล่าวก็คิดว่ามีเหตุผล จึงได้ตกลง ขุนนางใหญ่คนอื่นๆ คิดเพียงว่าไม่ให้เื่แย่เช่นนี้ตกมาอยู่บนหัวของพวกเขาก็พอ ดังนั้นจึงไม่มีใครคัดค้าน
“เหตุใดมหาเสนาบดีจึงได้ทำตัวเป็ศัตรูกับเ้าตลอด?”
“ฮึ เขาเองคงไม่พอใจกระมัง ลูกจึงทูลเสนอกับฝ่าา ให้มหาเสนาบดีไปด้วยกันกับลูก!” วางแผนร้ายใส่เขาแล้วคิดจะหนีหรือ? ฝันกลางวันแท้ๆ! ชางหรงโหวราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ “ท่านแม่ แม่ทัพเวยหย่วนทูลเสนอฝ่าาให้ส่งอวิ๋นซูไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่แคว้นอี้”
ฮูหยินผู้เฒ่าหน้าเปลี่ยนสี เื่นี้นางเองก็เคยได้ยินมา เพียงแต่รู้สึกว่าข้อเสนอของแม่ทัพเวยหย่วนน่าขัน นางอยู่จนอายุปูนนี้แล้วยังไม่เคยได้ยินเื่ไร้สาระเช่นนี้มาก่อน
“ดูท่าภรรยาเอกของเ้าจะนั่งไม่ติดที่เสียแล้ว” สมองของฮูหยินผู้เฒ่ากระจ่างแจ้งยิ่งนัก แม่ทัพเวยหย่วนไม่มีทางผสมโรงเื่นี้โดยไม่มีเหตุผล เกรงว่าคง้าบีบบังคับให้ชางหรงโหวประนีประนอม ไม่ว่าฝ่าาจะตกลงหรือไม่ เขาก็้าให้ชางหรงโหวทราบว่า จวนแม่ทัพของพวกเขาไม่พอใจจวนโหวมากแล้ว ไม่แน่ว่านี่จะเป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
“ฮึ ตอนนี้ยังสนใจนางไม่ได้ รอให้เลยวันพระราชสมภพของไทเฮาไปเสียก่อน หลังจากนั้นลูกจะต้องไปเจียงหนาน ถึงตอนนั้นขอเพียงท่านแม่ผลักทุกสิ่งมาให้ลูก อย่างไรเสียทุกเื่ต้องเห็นชาติบ้านเมืองสำคัญที่สุด เชื่อว่าจวนแม่ทัพมิอาจพูดอะไรได้”
ขอเพียงท่านโหวไม่อยู่ในเมืองหลวง เหลยซื่อเองก็กลับมาไม่ได้ เช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าก็จะมีข้ออ้างที่สามารถใช้แก้ปัญหาเื่การแต่งงานนี้ไปได้ แผนการนี้ของเหลยซื่อย่อมไปต่อไม่ได้
“ฮูหยินผู้เฒ่า ในวังส่งคนมาขอรับ!”
ตอนนี้เอง พ่อบ้านชราเดินเข้ามาจากข้างนอกอย่างร้อนรน ชางหรงโหวละฮูหยินผู้เฒ่าชะงัก ท่านโหวเพิ่งจะกลับถึงจวน เหตุใดจึงมีคนมาอีกแล้ว?
