หลังจากวันที่เหวินอ๋องขี่ม้าไปพบกู้โยวหนิงอย่างฉุกละหุกแล้ว ทั้งเมืองฉางอันได้เริ่มมีข่าวลือต่างๆ มากมาย ผู้คนส่วนใหญ่กล่าวกันว่าการที่เหวินอ๋องลอบไปพบพระชายาก่อนเข้าพิธีอภิเษกถือเป็เื่ไม่เหมาะสม เป็ถึงเชื้อพระวงศ์ก็ควรจะเป็แบบอย่างที่ดีให้กับผู้คนใต้หล้า การกระทำเช่นนี้ของฉู่อวี้ เพียงพริบตาได้ถูกเหล่าขุนนางหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันไม่หยุด โต้เถียงกันมาหลายวันกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นั่นเป็เพราะฮ่องเต้มีพระาานุญาตให้เหวินอ๋องไม่ต้องประชุมในท้องพระโรง เพื่อพักรักษาอาการาเ็จากการเข้าร่วมพิธีล่าสัตว์ครั้งก่อน
แต่ไม่รู้ว่ามีผู้ใดจงใจหรือเพราะเหตุใด คำครหาถึงยิ่งบิดเบือนจนไม่น่าฟังขึ้นเรื่อยๆ เต๋อเซิ่งฮ่องเต้ทรงได้ยินแต่เสียงถกเถียงกันของเหล่าขุนนางเป็เวลาหลายวันจนเริ่มทนไม่ไหว อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายอยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากฮ่องเต้จะลงโทษเหวินอ๋องในยามนี้ ก็เท่ากับกำลังตบหน้าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายไปด้วย เต๋อเซิ่งฮ่องเต้ได้แต่กักเก็บความกริ้วโกรธเอาไว้ เพราะเขาไม่สามารถทำสิ่งใดโดยไม่เห็นแก่หน้าตาของขุนนางเก่าแก่ได้ แต่หลังจากการเข้าเฝ้าในท้องพระโรงเสร็จสิ้น ฮ่องเต้มีพระราชโองการให้เหวินอ๋องเข้าวังเพื่ออธิบายถึงเื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทันที
ฉู่อวี้ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ หลังได้รับพระราชโองการ หลายวันมานี้หูเขาก็ไม่ได้พักเช่นกัน เพียงแต่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ข่าวลือแพร่กระจายออกไปเป็เวลาหลายวันแล้วแท้ๆ แต่เสด็จพ่อเพิ่งจะมีพระราชโองการเรียกเขาเข้าเฝ้าตอนนี้ แสดงว่ายังไว้หน้าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายอยู่ จึงไม่แสดงความกรุ่นโกรธใดๆ ออกมา
อาการาเ็ของฉู่อวี้ดีขึ้นนานแล้ว เขาแค่้ายืดเวลาออกไปเพียงเพราะไม่อยากเข้าร่วมประชุมในท้องพระโรง แต่ในเมื่อมีพระราชโองการให้เข้าวังเช่นนี้ เขาก็ไม่จำเป็ต้องแสร้งป่วยอีกต่อไป หลังเปลี่ยนไปสวมชุดราชสำนักเสร็จเรียบร้อยก็ขี่ม้าเข้าวังอย่างเอ้อระเหย
มุมปากฉู่อวี้ยกยิ้มเย็นเมื่อนึกภาพเสด็จพ่อที่อยู่ในความทรงจำ ประกายแสงวูบผ่านั์ตาดำขลับที่ฉายแววเกลียดชัง เขาไม่มีทางไม่รู้สึกเกลียดชัง ถึงอย่างไรเขาก็เป็บุตรชายเช่นกัน ั้แ่เล็กจนโต ในสายพระเนตรของเสด็จพ่อมีเพียงองค์รัชทายาทเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะพยายามทำดี หรือโดดเด่นมากเพียงใด เสด็จพ่อไม่เคยจะสนใจแม้แต่น้อย และท้ายที่สุด เขาคาดไม่ถึงสักนิดว่าเสด็จพ่อจะมีพระราชโองการให้เขาปลิดชีพตน เพราะเกรงว่าผู้ควบคุมกำลังทหารอย่างเขาจะชิงตำแหน่งฮ่องเต้ขององค์รัชทายาทในภายหน้า
ฮ่องเต้้าให้ขุนนางตาย หากขุนนางไม่ตาย ก็เท่ากับว่าไม่ซื่อสัตย์
บิดา้าให้บุตรตาย บุตรไม่ตาย ก็เท่ากับว่าอกตัญญู
หากกล่าวถึงฐานะขุนนาง ฉู่อวี้พลีชีพนำทัพออกรบคว้าชัยสู่รัฐจาว
หากกล่าวถึงฐานะบุตรชาย เขาเคารพนอบน้อมต่อเสด็จพ่อมาโดยตลอด ไม่เคยมีสักครั้งที่คิดกำแหง
แล้วเหตุใดจึงไว้ชีวิตเขาไม่ได้!
ฉู่อวี้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาในตอนนี้ไม่มีทางเหมือนกับฉู่อวี้ในชาติก่อนที่จงรักภักดีอย่างโง่เขลา ต่อให้ตอนนี้เขาต้องฆ่าพ่อปลงพระชนม์ฮ่องเต้ หรือนำกำลังทหารเข้าล้อมวังหลวงก็จะไม่รู้สึกเสียใจแม้แต่นิด เดิมทีเขาไม่ได้หวังบัลลังก์ แต่เขาจำเป็ต้องใต้หล้านี้ เพื่อตนเอง และเพื่อกู้โยวหนิง
ฉู่อวี้หลับตาลงและโค้งคำนับให้เต๋อเซิ่งฮ่องเต้ หลังจากการก้มหัวครั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดาและบุตรของเขากับเต๋อเซิ่งฮ่องเต้ ถือว่าสิ้นสุดลง ณ บัดนี้
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรฉู่อวี้เพียงชั่วครู่ ไม่รับสั่งให้เขาเงยหน้าขึ้น และตรัสตำหนิฉู่อวี้ที่ไม่ยอมสงบเสงี่ยม ทำให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ต้องเสื่อมเสียเกียรติทันที
สีหน้าของฉู่อวี้เรียบนิ่งเ็า รอให้ฮ่องเต้ตรัสตำหนิเสร็จจึงเอ่ยว่า “เอ๋อร์เฉิน**รู้สึกละอายยิ่งนัก ทว่าเื่นี้เอ๋อร์เฉินมีเหตุผล ขอเสด็จพ่อโปรดอภัย”
ฮ่องเต้พิโรธจนถึงกับแย้มพระสรวลออกมา เื่ราวทั้งหมดมีเหตุผล? จะยังมีเหตุผลอื่นใดได้อีก นอกเสียจากความโเี้ของเขา ต้องเป็เพราะไม่พอใจในการอภิเษกพระชายาบุรุษ จึงคิดจะไปข่มเหงว่าที่พระชายา ไปก่อเื่ถึงจวนอัครเสนาบดีแล้วแท้ๆ ยังกล้าพูดว่ามีเหตุมีผลอีกหรือ!
“ฮึ! ช่างเถิด ในเมื่อเ้าพูดว่าเ้ามีเหตุผล ถ้าเช่นนั้นเจิ้น**ก็จะยอมฟังว่าเหตุผลของเ้าคืออะไร เหตุใดจึงไม่รักษาขนบธรรมเนียม ลอบออกไปพบหน้ากับพระชายาที่ยังไม่ผ่านพิธีอภิเษก?”
ฉู่อวี้เม้มริมฝีปาก จากนั้นกล่าวว่า “เสด็จพ่อทรงทราบว่าเอ๋อร์เฉินโปรดสตรี ไม่พอใจในการอภิเษกพระชายาบุรุษ เพราะเอ๋อร์เฉินมีเพียงสิ่งเดียวที่ปรารถนามาโดยตลอด เอ๋อร์เฉินหวังเพียงว่าพระชายาจะเป็ผู้ที่เอ๋อร์เฉินรู้สึกรักที่สุดในชีวิต ทั้งยังเคยจินตนาการว่าพระชายาของเอ๋อร์เฉินจะมีหน้าตาเป็เช่นไร ทันทีที่ทราบว่าจะต้องอภิเษกพระชายาบุรุษ เอ๋อร์เฉินจึงไม่อาจยอมรับได้ แต่เมื่อได้ยินคำร่ำลือว่าบุตรอนุภรรยาของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายนามว่ากู้โยวหนิง รูปงามจนหาได้มีผู้ใดในฉางอันเทียบได้ เอ๋อร์เฉินใคร่รู้ว่าว่าที่พระชายาของตนแท้จริงแล้วหน้าตาเป็เช่นไร จึงอดไม่ได้ที่จะออกไปพบว่าที่พระชายาพะย่ะค่ะ เอ๋อร์เฉินรู้สึกละอายยิ่งนัก ขอเสด็จพ่อโปรดอภัยให้เอ๋อร์เฉินด้วยพะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นหรือ?” ฮ่องเต้พระพักตร์ไร้ซึ่งอารมณ์ใด “ถ้าเช่นนั้นแล้วเ้าได้เห็นอะไรบ้าง?”
เมื่อกล่าวถึงกู้โยวหนิง รอยยิ้มแสดงความพึงพอใจจึงปรากฏอยู่บนใบหน้าฉู่อวี้ในทันที “กราบทูลเสด็จพ่อ แม้กู้โยวหนิงจะเป็บุรุษ แต่สามารถกล่าวได้ว่างดงามยิ่งนัก เพียงแรกพบสบตา เอ๋อร์เฉินก็พร้อมจะมอบความรักทั้งหมดให้กับคนผู้นี้”
แม้เต๋อเซิ่งฮ่องเต้จะทรงไม่เชื่อในคำพูดของฉู่อวี้มากนัก ทว่าพระพักตร์ที่กำลังพิโรธในคราแรก กลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย เพราะรอยยิ้มพึงพอใจเมื่อครู่ของฉู่อวี้ไม่คล้ายกับเสแสร้ง อีกทั้งเขาไม่ปรารถนาที่จะอภิเษกกับพระชายาบุรุษั้แ่ต้น จึงไร้ความจำเป็ที่ต้องแสร้งรู้สึกสำนึกบุญคุณ ท่าทางเช่นนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าบุตรชายผู้นี้ที่เชี่ยวชาญแต่เื่การรบ และไม่เคยเข้าใจเื่รักใคร่ คงจะถูกใจว่าที่พระชายาเข้าเสียแล้ว
เต๋อเซิ่งฮ่องเต้ค่อยๆ วางพระทัย เขารู้สึกพอใจยิ่งนักเมื่อเป็เช่นนี้ แม้เขาจะบังคับให้ฉู่อวี้อภิเษกพระชายาบุรุษ เพื่อเป็การเตือนบุตรชายและป่าวประกาศต่อผู้คนทั้งฉางอันว่า ยามนี้บุตรชายผู้นี้ไร้ซึ่งคุณสมบัติในการสืบทอดบัลลังก์ แต่จะมีสิ่งใดดีไปกว่าการที่ฉู่อวี้สามารถรักพระชายาจากใจจริง ขึ้นชื่อว่าบิดาแล้วล้วนแต่ไม่้าให้บุตรเกลียดตน แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ไม่เว้น
หลังตรัสตักเตือนอีกไม่กี่คำ จึงมีรับสั่งให้ฉู่อวี้กลับจวน ก่อนกลับทรงกำชับให้เขารักษาตัวอยู่ภายในจวนให้ดี ทั้งยังมีพระาานุญาตให้เขาพักผ่อนต่ออีกสักระยะหนึ่ง
สีหน้าฉู่อวี้ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็เ็าหลังก้าวพ้นประตูวัง เขารู้ว่ารับสั่งเช่นนี้หมายถึงการกักบริเวณตนไม่ผิดแน่นอน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือท่าทีของเขาที่แสดงออกต่อพระพักตร์ฮ่องเต้เมื่อครู่ คาดว่าในไม่ช้านี้คงจะเป็ที่กล่าวขานกันโดยทั่วราชสำนัก เพราะเขา้าป่าวประกาศต่อผู้คนทั่วหล้าว่าเหวินอ๋องรักใคร่ว่าที่พระชายายิ่งนัก เขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดดูิ่ดูแคลนกู้โยวหนิงอีกแม้แต่นิด
--------------------------------------
1 เอ๋อร์เฉินคือคำใช้แทนตัวขององค์ชายต่อหน้าฮ่องเต้
2 เจิ้นเป็คำแทนตัวของฮ่องเต้
