ในมุมมืด เฟิ่งซีสังเกตเห็นถึงทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เขาค้นพบว่าน้องสามของตนลึกลับยิ่งกว่าที่คิด
น้องสามของเขาเติบโตเป็บุรุษที่โดดเด่นเหนือผู้คนเพียงนี้ อีกทั้งยังไม่เห็นร่องรอยของอาการป่วยใดๆ บนใบหน้าหล่อเหลางดงามนั้นแม้แต่น้อย มีเพียงซีดขาวอยู่บ้างเท่านั้น
ตกลงแล้วหลายปีที่ตนเองไม่อยู่จวน เกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่? เื่ระหว่างน้องสามและคุณหนูหกดูจะไม่ค่อยปกตินัก
เฟิ่งฉีก้มหน้าเดินไปจากอย่างท้อถอย เขาเตะก้อนหินที่เท้าไปพลาง “สมควรตาย หรือว่ามีเพียงข้าคนเดียวที่เคร่งเครียด? พี่สามเป็อะไรกันแน่!”
เขาและเฟิ่งหลิงเติบโตขึ้นมาด้วยกัน ทุกคำพูดทุกการกระทำของเฟิ่งหลิง เขาล้วนเข้าใจมากกว่าผู้อื่น บางทีประโยคนั้น เมื่อผู้อื่นฟังแล้วจะคิดว่าเพียงแค่ล้อเล่น แต่เฟิ่งฉีกลับสังเกตเห็นได้อย่างเฉียบแหลมว่าท่าทีของพี่สามที่มีต่ออวิ๋นซู ดูเหมือนว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไปหลายส่วน
เป็เพราะทุกครั้งที่มีเื่เกี่ยวกับหย่งจี๋เสี้ยนจู่ พี่สามมักจะร้อนใจยิ่งกว่าเขา
“น้องสี่”
ในมุมมืด เฟิ่งซีรออยู่ตรงนั้น
เฟิ่งฉีเงยหน้าขึ้น แต่กลับแค่นเสียงออกมาเบาๆ
“...นี่มันหมายความว่าอย่างไร? ตอนนี้เ้าโกรธกระทั่งพี่รองเชียวหรือ?” เฟิ่งซีรู้สึกน่าขบขันอยู่บ้าง น้องสี่คนนี้ของตนมีนิสัยหุนหันพลันแล่นยิ่งกว่าเมื่อก่อนมากนัก
“พี่รอง อย่าได้คิดอะไรต่อหย่งจี๋เสี้ยนจู่เป็อันขาด” ในสายตาของเขา ความรู้สึกนับถือที่เฟิ่งซีมีต่ออวิ๋นซูดูน่าสงสัยเป็อย่างมาก เพียงแต่พี่ใหญ่คนเดียวก็ทำให้เขาปวดหัวมากพออยู่แล้ว หากกระทั่งพี่รองก็ก้าวเข้ามาร่วมความครื้นเครงนี้ด้วย เฟิ่งฉีรู้สึกว่าตนเองคงจะโกรธจนแทบอยากจะอัดคน
ที่โมโหมากที่สุดก็คือ คนที่สมควรจะกระวนกระวายใจมากที่สุดผู้นั้น ตอนนี้กลับกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง!
“เช่นนั้นเ้าเล่า ที่เ้ากล่าวว่าชอบหย่งจี๋เสี้ยนจู่ เป็เพราะเ้ากำลังโกรธหรือเป็เื่จริง?”
เฟิ่งฉีชะงัก ลมเย็นพัดเข้ามาปะทะใบหน้าของเขา เส้นผมละเอียดคลอเคลียอยู่บนแก้มทำให้รู้สึกจั๊กจี้อยู่บ้าง
เขาเดินผ่านข้างกายเฟิ่งซีไป กำหมัดทุบลงเบาๆ บนไหล่ของเขา “ข้าไม่รู้ว่าพี่รองกำลังพูดอะไรอยู่!”
เฟิ่งซีมองดูบุรุษผู้นั้นค่อยๆ เดินจากไปพลางแย้มยิ้มอย่างเงียบงัน โง่งมจริงๆ หรือว่าแกล้งโง่กันแน่
วันต่อมา
เสียงปังดังขึ้น ประตูห้องของเฟิ่งอวี่ถูกถีบจนเปิดออก “พี่ใหญ่ ได้ยินว่าท่านสนใจพี่ซู เป็เื่จริงหรือว่าเื่โกหก?!”
เสียงโมโหดังแว่วขึ้น บุรุษที่นอนอยู่บนเตียงหยัดกายนั่งขึ้นด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมืดมน สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาคือใบหน้าของคุณหนูเจ็ดอันอ่อนเยาว์ซึ่งยังล้างหน้าแต่งตัวไม่เรียบร้อยนัก
“ทำไม ฟังพี่สี่ของเ้าพูดมาหรือ?” น้ำเสียงเจือไปด้วยความจนใจอยู่หลายส่วน
“หึ ดูท่าแล้วจะเป็เื่จริง! เหตุใดพี่ใหญ่จึงได้ทำเช่นนี้! พี่ซูเป็คนที่พี่สามชมชอบนะ!” เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะยู่ปาก เฟิ่งอวี่รู้สึกขบขัน “ทำไมหรือ ในสายตาของเ้ามีเพียงพี่สามเท่านั้นหรือ? หากว่าเป็พี่ใหญ่ที่แต่งกับพี่ซูของเ้า มิใช่ว่านางก็เป็พี่สะใภ้อยู่ดีหรือ?”
“...” ดูเหมือนว่านี่จะมีเหตุผล ไม่ถูกสิ ไม่ถูก! เฟิ่งหลิงรีบส่ายศีรษะ “ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาก่อนได้ก่อน พี่ใหญ่ทำเช่นนี้ ช่างไม่มีจิตใจที่กว้างขวางเอาเสียเลย!”
“...” ดวงหน้าเล็กๆ ซึ่งโต้แย้งเขาโดยไม่มีเหตุผลทำให้เฟิ่งอวี่อดถามสิ่งที่ตนสงสัยที่อยู่ในใจมาโดยตลอดไม่ได้ ปีศาจน้อยตรงหน้านี้นอกจากท่านพ่อและท่านแม่แล้วก็ฟังเพียงคำพูดของน้องสามคนเดียว เป็เพราะเหตุใดกันแน่? “น้องเจ็ด เหตุใดเ้าจึงมักจะเข้าข้างน้องสามเล่า”
“นี่ยังต้องพูดอีกหรือ เป็เพราะพี่สามหน้าตางดงามไงเล่า!”
“...” เฟิ่งอวี่เงียบงันไปครู่หนึ่ง ช่างเป็เหตุผลที่ทำให้เขาเถียงไม่ออกจริงๆ เขาหันกายไปแล้วนอนลง “เอาล่ะ เ้าออกไปได้แล้ว”
“ทำไม? พี่ใหญ่รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ พี่ต้องรับปากกับข้าก่อนว่าจะไม่สนใจพี่ซูอีกโดยเด็ดขาด!”
เฟิ่งอวี่ค่อยๆ หันมา “หากว่าเ้าไม่อยากให้ท่านพ่อทราบว่า ครั้งที่แล้วเ้าแอบหนีออกมาตอนที่ถูกขังอยู่ในห้องสำนึกตน...”
เฟิ่งหลิงเบิกตากว้างแล้วจึงถอยออกไปอย่างเชื่อฟัง
“เป็อย่างไรบ้าง พี่ใหญ่รับปากหรือไม่?” เฟิ่งฉีมองไปยังสตรีน้อยเบื้องหน้าด้วยความคาดหวัง ไหนเลยจะรู้ว่านางกลับก้มหน้ายักไหล่อย่างผิดหวัง “พี่ใหญ่ข่มขู่ข้า”
“...” เอาเถิด กระทั่งปีศาจน้อยก็ยังอับจนหนทางกับเขา หรือว่าพี่ใหญ่จะใจแข็ง้าแย่งหย่งจี๋เสี้ยนจู่กับพี่สามจริงๆ?
ในสมองของเฟิ่งฉีพยายามครุ่นคิด หากว่าเขาเป็นางจะเลือกผู้ใด หากดูที่ตำแหน่งฐานะของทั้งสองคนก็แตกต่างกันไม่มาก ที่สำคัญก็คือท่าทีของพวกเขา ถ้าพี่สามยังคงมีท่าทางหดหู่เช่นนี้อยู่ตลอด หากพี่ใหญ่ขอร้องให้ท่านพ่อไปสู่ขอนาง ถึงเวลานั้นก็จะไม่มีทางพลิกสถานการณ์ขึ้นมาได้อีก
เมื่อถึงตอนนั้น...เฟิ่งฉีไม่อยากจะเห็นท่าทางจิตตกของเขาเลยจริงๆ เพียงแต่ว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดพี่สามจึงไม่ยอมบอกกล่าวกับตนเอง?
“คุณชายสี่ หย่งจี๋เสี้ยนจู่มาถึงในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วขอรับ”
เฟิ่งฉีและเฟิ่งหลิงสบตากัน ทั้งสองวิ่งไปด้วยกัน
ภายในเรือน ฮูหยินผู้เฒ่าค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อได้เห็นใบหน้าสุขุมเยือกเย็นของอวิ๋นซู นางพลันขมวดคิ้ว “หย่งจี๋เสี้ยนจู่?”
“ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ อย่าพึ่งลุกขึ้นเ้าค่ะ อีกสักครู่อวิ๋นซูจะฝังเข็มระบายเืลมให้ท่าน”
เสียงหายใจอย่างรุนแรงดังขึ้น ในตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้รู้สึกปวดหัวตาพร่า จากนั้นจึงนอนลงไปเงียบๆ นางจำได้รางๆ ว่าตนเองสั่งสอนเฟิ่งอวี่ไปหลายประโยค เื่หลังจากนั้นก็จำไม่ได้แล้ว
ดูท่าแล้ว โรคเก่าของตนจะกำเริบ
นางมองดูสตรีอายุน้อยข้างกายที่กำลังฝังเข็มให้ตนเองอย่างจริงจัง เหตุใดจึงได้บังเอิญถึงเพียงนี้ หลานชายทั้งสองของตนต่างก็ถูกใจนาง สำหรับผู้อื่นนางเป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่ที่ฝ่าาทรงแต่งตั้ง บุตรีอนุภรรยาแห่งจวนชางหรงโหวผู้นี้ไม่ได้ง่ายดายดังเช่นที่นางจินตนาการเหมือนในอดีตอีกแล้ว
ต้องทราบว่า การที่บุตรีอนุภรรยาที่ไร้ความสำคัญผู้หนึ่งสามารถได้รับตำแหน่งท่านหญิงเป็เื่ที่ยอดเยี่ยมมากเพียงใด
มีทั้งความสามารถและความทะเยอทะยานที่ไม่ธรรมดา นางไม่กล้าจะจินตนาการเลยว่า อนาคตของหย่งจี๋เสี้ยนจู่จะรุ่งโรจน์เพียงใด
“ลำบากเสี้ยนจู่แล้ว”
“ฮูหยินผู้เฒ่าไม่จำเป็ต้องเกรงใจเ้าค่ะ ลำบากแค่ยกมือเท่านั้น”
จากนั้นอวิ๋นซูจึงทิ้งเทียบยาเอาไว้ให้หลายเทียบและกำชับอีกหลายประโยค จึงค่อยถอยออกไปอย่างสงบ บริเวณประตูมีเงาร่างสองสายยืนรอนางอยู่ตรงนั้นนานแล้ว
“พี่ซู!”
“เสี้ยนจู่ พี่สามของข้าร่างกายไม่ค่อยดี ลำบากเสี้ยนจู่ไปตรวจให้เขาสักครู่ ดูเสียหน่อยว่าสมองเขากลับด้านหรือไม่” คำพูดของเฟิ่งฉีทำให้อวิ๋นซูชะงัก นี่มัน...
ปังๆๆ...
บนหอชั้นลอย เฟิ่งฉีเคาะประตูห้องของเฟิ่งหลิงอย่างอดรนทนไม่ไหว ท่าทางเช่นนี้ไม่เหมือนกับ้ามารักษาอาการป่วยให้ผู้คนเลยแม้แต่น้อย กลับเหมือนมาทวงหนี้เสียมากกว่า
“พี่สามเปิดประตู หย่งจี๋เสี้ยนจู่มารักษาให้ท่านแล้ว!”
เพียงไม่นานประตูก็เปิดออกอย่างฉับพลัน เฟิ่งฉีที่เดิมทีทำหน้าตาน่าเกลียดอยู่นั้นพลันต้องหน้าเจื่อนลงในพริบตา “...ท่านพ่อ...”
ชางติ้งโหวมีท่าทางเข้มงวด “เ้าอย่าวุ่นวาย ร่างกายของพี่สามของเ้าดีขึ้นมากแล้ว ไม่จำเป็ต้องลำบากหย่งจี๋เสี้ยนจู่อีก!”
อวิ๋นซูเห็นเฟิ่งฉีมีท่าทางหมองลงในพริบตาจึงยิ้มเดินเข้าไปอย่างเคารพ “ท่านชางติ้งโหว”
ในตอนนี้ชางติ้งโหวจึงมีสีหน้าอบอุ่นขึ้น เขามองสตรีสุขุมเยือกเย็นและใจกว้างตรงหน้า “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ บุตรชายไม่เอาไหนของข้าทำให้ท่านต้องหัวเราะแล้ว หลิงเอ๋อร์ไม่เป็อะไรมาก ขอบคุณเสี้ยนจู่”
คุณหนูเฟิ่งหลิง มองลอดเข้าไปด้านในผ่านทางช่องว่าง เห็นบุรุษชุดขาวนั่งอยู่ข้างโต๊ะจริงดังคาด “พี่สาม! พี่สามข้าเห็นท่านแล้ว!”
ชางติ้งโหวขมวดคิ้ว ยื่นมือออกไปจับแขนเล็กๆ ของเฟิ่งหลิง “เด็กคนนี้นี่...”
“หวา ท่านพ่อ เจ็บๆๆๆ...”
“สุขภาพของพี่สามของเ้าไม่ดี อย่าได้ไปรบกวนเขา!”
“แต่ท่านพ่อเ้าคะ เมื่อครู่นี้มิใช่ท่านกล่าวว่าร่างกายของพี่สามดีขึ้นมากแล้วหรือ?” เฟิ่งหลิงมุ่ยปากอย่างไม่พอใจ ชางติ้งโหวถูกนางขัดเช่นนี้ถึงกับกล่าวอะไรไม่ออก
เฟิ่งฉีแอบหัวเราะ “ใช่แล้วขอรับท่านพ่อ ในเมื่อพี่สามสุขภาพไม่ดี เหตุใดจึงไม่ให้หย่งจี๋เสี้ยนจู่ช่วยดูให้เขาเสียหน่อยเล่า? รอให้พี่สามสุขภาพดีขึ้นก่อนเถิด พวกเราเองก็อย่าไปรบกวนเลย”
“วุ่นวาย...”
ในตอนนี้เอง บุรุษภายในห้องส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยน
“ท่านพ่อ ไม่เป็ไรขอรับ ให้พวกเขาเข้ามาเถิด”
สีหน้าของชางติ้งโหวอ่อนโยนลงมาก เขาถลึงตามองเฟิ่งฉีครั้งหนึ่งแล้วจึงพาดรุณีน้อยที่กำลังดิ้นผู้นั้นลงจากหอไป มีเสียงโอดครวญของคุณหนูเจ็ดเฟิ่งหลิงดังแว่วออกมาเป็ระยะ
เฟิ่งฉีสีหน้ามืดครึ้มลง ไม่ทราบว่าั้แ่เมื่อไร เขารู้สึกราวกับว่าระหว่างพี่สามและท่านพ่อเกิดเื่อะไรบางอย่างขึ้น เขาพบว่าระยะนี้ดูเหมือนท่านพ่อจะเชื่อฟังพี่สามมาก ทั้งสองมักจะใช้เวลาหารืออะไรบางอย่างกันในห้อง เพียงแต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
“เสี้ยนจู่ ข้าไม่เข้าไปแล้ว จะรออยู่ด้านนอก”
เฟิ่งฉีหันหลังกลับเดินไปด้านข้างพลางทอดมองไปยังสถานที่อันห่างไกล คิดจะให้เวลาพวกเขาอยู่กันสองคน
อวิ๋นซูรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ทว่าก็ยังสาวเท้าเดินเข้าไปอย่างเงียบสงบ
ข้างโต๊ะ เฟิ่งหลิงสวมอาภรณ์ขาวทั้งร่าง บนใบหน้ามีความซีดขาวที่ดูไม่เป็ธรรมชาติอยู่หลายส่วน
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด นางจึงสังเกตเห็นความเ็าบนร่างของเขา มีที่ใดไม่ปกติกัน? ใช่แล้ว เป็แววตาของเขา แววตาของเขาไม่ได้อ่อนโยนเช่นกาลก่อนอีกต่อไปแล้ว แต่กลับมีความเ็าอยู่หลายส่วน
“คุณชายสาม รู้สึกไม่สบายหรือไม่เ้าคะ?”
“ต้องทำให้หย่งจี๋เสี้ยนจู่เห็นเื่น่าขันแล้ว น้องสี่ของข้าเป็ห่วงมากเกินไป ไม่สมควรไปรบกวนเสี้ยนจู่เช่นนี้”
น้ำเสียงอันเหินห่างนี้ทำให้อวิ๋นซูต้องขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะมองไปยังดวงตาของเฟิ่งหลิง พบว่าสายตาของอีกฝ่ายไม่ได้หยุดอยู่บนร่างของตน แต่ตกอยู่บนแจกันดอกไม้ข้างๆ
ความรู้สึกอันแปลกประหลาดสายหนึ่งเอ่อล้นขึ้นในใจ “คุณชายสาม เมื่อวานเกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?”
เฟิ่งหลิงอดกลั้นความเสียใจเอาไว้ จงใจทำสีหน้าเ็า “เมื่อคืนเฟิ่งหลิงเพียงรู้สึกล้าเล็กน้อย จึงได้กลับจวนมาก่อน”
ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ไปหานาง?
อวิ๋นซูเก็บอารมณ์ของตน ทำเพียงมองไปยังบุรุษตรงหน้าอย่างสงบเงียบ
มีเพียงเฟิ่งหลิงที่ทราบว่า แผ่นหลังของตนถูกย้อมไปด้วยเหงื่อเย็นๆ สายตาของนางมองลึกไปถึงจิติญญา ราวกับสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนคิดได้ นี่เป็ครั้งแรกที่เฟิ่งหลิงรู้สึกว่าตนเองไม่มีทางให้ถอย แต่เขาไม่้าให้นางเข้ามาพัวพัน
เส้นทางสายนั้นอันตรายเป็อย่างมาก
เดิมทีคิดว่านางจะเอ่ยถามตนเองตรงๆ คิดไม่ถึงว่าอวิ๋นซูจะมีความนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด “ในเมื่อเป็เช่นนี้ คุณชายสามก็พักผ่อนให้ดีๆ เถิดเ้าค่ะ”
นางยืนขึ้น จัดการอาภรณ์ของตนเล็กน้อย แล้วจึงหันกายเดินจากไป
เฟิ่งฉีเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง เพียงพริบตาเดียวอวิ๋นซูก็ลงมาจากหอ
นี่...เกิดอะไรขึ้น? เฟิ่งฉีเดินเข้าไปในห้อง เห็นบุรุษข้างโต๊ะผู้นั้นกำลังอยู่ในความตื่นตะลึง เหตุใดเวลาเพียงสั้นๆ จึงทำให้ทั้งสองมีความอึดอัดเพิ่มมากขึ้นจนถึงขั้นนี้ได้?
“พี่สาม นี่ท่าน...เฮ้อ!”
ในดวงตาของอวิ๋นซูไม่ได้มีความสั่นไหวมากนัก เขาเพียงรู้สึกร่างกายอ่อนล้าเลยกลับจวนไปก่อนจึงไม่ได้ไปหานาง ความจริงแล้ว ต่อให้ข้ออ้างจะสมบูรณ์แบบเช่นนี้ แต่เขากลับมีท่างทางการโกหกที่ย่ำแย่ยิ่ง ้าให้ตนเองรู้ว่าเขามีเื่ลำบากแต่ไม่อาจพูดได้ใช่หรือไม่?
อวิ๋นซูในตอนนี้เป็ผู้ที่อยู่มาสองภพชาติ นางไม่ใช่สตรีที่หุนหันพลันแล่นเช่นนั้นอีกแล้ว ทุกคนล้วนมีความลับของตน อวิ๋นซูก็ใช่ว่าจะไม่เคย ในเมื่อเขาไม่้าให้นางรู้มากเกินไป เช่นนั้นตนเองก็ไม่จำเป็ต้องกลายเป็ภาระของผู้อื่น
นางจำเป็ต้องมองภาพรวมเป็สำคัญ
เพียงแต่ว่าในใจของอวิ๋นซูกลับอดไม่ได้ที่จะเป็กังวล นางรู้สึกว่าเื่ที่เขาปิดบัง ดูเหมือนจะสำคัญยิ่ง
