เซียวปิงมองไปยังเอ้อร์ฮั่ว ก่อนยิ้มพลางส่ายหัว “คงจะไม่ได้”
นายมันเอ๋อ แต่ฉันไม่ได้เอ๋อแบบนายสักหน่อย เซียวปิงยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเ้าเด็กนี่ช่างน่ารักเสียจริง
ต่างกับเอ้อร์ฮั่วที่กลับรู้สึกโกรธขึ้นมา เขาราวสมองไม่มีรอยหยัก คิดได้เพียงทีละเื่เท่านั้น...เมื่อเห็นเซียวปิงปฏิเสธคำขอของตน เขาจึงโกรธใหญ่ “นายมันไม่มีสัจจะ อย่าคิดว่าเราเอ๋อแถมไม่รู้เื่ แล้วนายจะมารังแกเรานะ นายจะไม่ให้เราหักขานายจริงๆ เหรอ?”
“ไม่ได้จริงๆ ขาของฉันยังต้องเอาไว้เดินอีกนาน...แต่ถ้านายมีความสามารถพอที่จะหักขาฉันได้ด้วยตัวเอง ฉันก็จนปัญญา” เซียวปิงกล่าว
“งั้นเราจะลงมือแล้วนะ พวกเขาบอกเราว่า ถ้าเราหักขานายได้ พวกเขาจะปล่อยเราไป ไม่งั้นพวกเขาจะขังเราเอาไว้ตลอดชีวิต”
เซียวปิงระคนหัวเราะ “งั้นก็ต้องดูว่านายทำได้จริงหรือเปล่า”
เอ้อร์ฮั่วะโยกตัวขึ้น แรงส่งที่มีมากทำให้พื้นที่มันเคยเหยียบแตกละเอียด มันะโลอยตัว พลางชูกำปั้นพุ่งตรงเข้าหาเซียวปิง
เซียวปิงเบิกตาโพลง...
เ้าเอ้อร์ฮั่วเป็ยอดฝีมือ!
เซียวปิงหลบหลีกหมัดนั้นอย่างรวดเร็ว ขณะหมัดหนักของเอ้อร์ฮั่วก็ยังคอยตามเป็เงาไม่ห่าง หมัดแล้วหมัดเล่า ช่างรวดเร็วเหลือเกิน...เซียวปิงราวเห็นคลื่นอากาศกระจายออกเป็ห้วงๆ เมื่อหมัดนั้นฝ่าผ่าน ช่างเป็พลังที่น่าหวาดผวาเสียจริง
ยอดฝีมือเช่นนี้ หากมิใช่เพราะปัญญาไม่สมประกอบ ใยจะต้องถูกขังเอาไว้ในนี้?
เอ้อร์ฮั่วคำรามกึกก้อง เขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่เซียวปิงอย่างต่อเนื่อง กระบวนท่าที่เขาใช้เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ทว่าแต่ละท่วงท่าแต่ละการเคลื่อนไหว ช่างดูมีหลักการ เป็ขั้นเป็ตอน...กระบวนท่านั้น ช่างมีพลังราวเสือที่ดุร้าย ความเร็วดั่งแสง เฉียบขาดดั่งสายฟ้า!
เซียวปิงจับหมัดนั้นเอาไว้ ก่อนจะสวนศอกกลับไป...
ตุ้บ
ศอกนั้นพุ่งตรงเข้ากลางอกเอ้อร์ฮั่วจนเกิดเสียงดัง ก่อนเขาจะเสียหลักเซถอยหลังไปหลายก้าว หากแต่เอ้อร์ฮั่วยังคงสีหน้านิ่งเรียบ มิได้เปลี่ยนจากเดิม และหัวใจนั้น มิได้เต้นเร็วแรงไปกว่าเดิมเลย
เซียวปิงหมุนต้นแขนคลายกล้ามเนื้อ สายตาเพ่งเล็งไปยังเอ้อร์ฮั่วด้วยความสงสัย เขาคนนี้เป็ยอดฝีมือคนแรกที่เขาเจอ นับั้แ่เหยียบเข้ามาในเมืองเจียงเฉิง...คนแรกที่เหมาะกับคำว่ายอดฝีมืออย่างแท้จริง
เซียวปิงน้ำเสียงจริงจัง “ร่างดุจเหล็กกล้า สยบเหล็กไหล หมัดเหล็กไร้เทียมทาน แกร่งกล้าสะท้านทิศ...อย่างน้อย ตอนนี้นายก็อยู่ขั้นสูงสุดของศาสตร์ิจิ้น...ปะทะเหล็กกล้า มิเสื่อมกายา”
ลมปราณหัดกระดูก ิจิ้น...การฝึกลมปราณ เป็ขั้นแรกสำหรับการฝึกยุทธ์ผู้ที่ฝึกจนสำเร็จได้นั้น มิใช่เพียงพละกำลังทางกายจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ััทั้งหกอันลึกซึ้งแม่นยำของพวกเขา ก็ยังจะเหนือกว่าคนปกติอยู่มาก
ขั้นหัดกระดูก...ขั้นนี้จะหล่อหลอมให้ผู้ฝึกมีกระดูกแข็งแรงเหนือคนธรรมดา ผู้ที่สามารถฝึกมาถึงขั้นหัดกระดูกนี้ได้ สามารถแหลกเพชรแข็งได้ด้วยเพียงหมัดเดียว โดยที่หมัดนั้น จะไม่แดงไม่ช้ำไร้ซึ่งรอยแผล ไร้ซึ่งเื...และหากต้องต่อสู้กับคนธรรมดา ผู้ฝึกจะสามารถล้มคนนับสิบได้ด้วยตัวเพียงคนเดียว...
ผู้ฝึกขั้นลมปราณและขั้นหัดกระดูกได้สำเร็จ ก็ถือเป็ยอดฝีมือในหมู่คนธรรมดาแล้ว ทว่า ผู้ที่ฝึกฝนจนสำเร็จขั้นิจิ้นได้ จึงจะถือเป็ยอดฝีมือแห่งโลกวิทยายุทธ์อย่างแท้จริง ที่ไม่ว่าจะเป็พละกำลัง กระดูก กำลังแรง ก็ล้วนเหนือกว่าผู้ฝึกในขั้นทั้งสองก่อนหน้าอยู่มาก เป็สัญลักษณ์บ่งบอกถึงการฝึกจนถึงขั้นสุด ในศาสตร์แห่งวิชาด้านความแข็งแกร่งเลยก็ว่าได้
ก็เหมือนกับเอ้อร์ฮั่วคนนี้ ที่เมื่อครู่เพิ่งโดนเซียวปิงจู่โจมลงกลางอกไป แม้เมื่อครู่เขาจะใช้กำลังเพียงแค่ห้าในสิบที่มี แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับการทะลวงหินแกร่งให้แหลกแล้ว ทว่า เมื่อศอกนั้นแทงลงที่กลางอกเอ้อร์ฮั่ว กลับเกิดเสียงดังราวเหล็กกระแทกเข้าด้วยกัน เอ้อร์ฮั่วเอง ก็เพียงแค่เซถอยหลังไปไม่กี่ก้าว แม้แต่เสียงร้องสักคำ ก็ยังไม่ได้ออกจากปากเขาเลย...
การจะฝึกให้บรรลุถึงขั้นนี้นั้น หากว่ากันในคนธรรมดาที่ไม่มีพร์ควบมาด้วย อย่างน้อยๆ ก็ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักยี่สิบถึงสามสิบปีกว่าจะสำเร็จได้ ต่อให้เ้าเอ้อร์ฮั่วคนนี้ฝึกวิชานี้มาั้แ่อยู่ในท้องแม่ คนอายุยี่สิบกว่าๆ ที่ฝึกสำเร็จมาได้ ก็ยังถือว่าเป็คนมีพร์คนหนึ่งเช่นกัน นึกไม่ถึงเลยว่า ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เขาจะได้เจอกับยอดฝีมือชั้นสูงเช่นนี้...ยอดนักิจิ้น!
เมื่อโดนเซียวปิงต่อยจนผงะถอยไปหลายก้าว มันก็ย่ำกระทืบเท้าลงดิน เปรี๊ยะ...พื้นดินใต้ฝ่าเท้าทั้งสองแหลกออกอีกครั้ง
ชายกำยำทั้งสี่ตาค้างไปพร้อมๆ กัน
เอ้อร์ฮั่วร้องคำรามอีกครั้ง กลิ่นอายแห่งความสยดสยองพวยพุ่งตรงเข้ามา ในหมัดนั้น ราวจะแฝงไปด้วยเสียงลมหวีดหวิวพุ่งตามมาด้วย ทั้งหมดทั้งมวลพุ่งตรงเข้าใส่เซียวปิงอย่างบ้าคลั่ง ช่างเป็หมัดที่ซัดออกไปด้วยความบ้าคลั่งนัก ชายทั้งสี่ที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ลุ้นระทึกไปพร้อมๆ กัน
เดิมพวกเขายังเอาแต่หัวเราะเยาะ ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรผู้คุมถึงให้คนปัญญาไม่สมประกอบเช่นนี้ ตามพวกเขาเข้ามาด้วย แต่พอดูตอนนี้แล้ว เ้าเอ้อร์ฮั่วไม่ใช่มนุษย์ชัดๆ!
ทั้งที่เผชิญหน้ากับกลิ่นอายแห่งความสยดสยองเช่นนี้ ทว่าเซียวปิงก็ไม่ได้เลือกที่จะถอย แต่กลับเป็ฝ่ายรุก เขาก้าวไปข้างหน้า รับหมัดทรงพลังนั้นด้วยร่างกายแข็งแกร่งของเขา ทันทีที่หมัดนั้นซัดลงบนตัว พื้นปูนใต้เท้าก็แหลกละเอียดเป็ธุลี ดินที่แตกทรุดทำให้ขาเขาทรุดลงตามไปด้วยระดับหนึ่ง แรงที่เต็มไปด้วยพลังจนน่าขนลุกเมื่อครู่นั้น กลับถูกเซียวปิงถ่ายทอดลงสู่พื้นดินจนสิ้น นี่เขาสามารถใช้พลังที่มีได้ดีถึงเพียงนี้แล้วหรือนี่...
บอดี้การ์ดของเซี่ยหลุน ยังคงรับรู้ถึงพลังที่มีในตัวเซียวปิงได้ไม่มากพอจริงๆ เพราะบัดนี้ เซียวปิงมิใช่เพียงยอดนักิจิ้นอีกต่อไป เพราะระดับพลังของเขานั้น...
...อยู่เหนือขั้นิจิ้น!
หลังจากรับหมัดทรงพลังนั้นเอาไว้ได้ เซียวปิงก็เอื้อมมือคว้าไปยังคอเสื้อเอ้อร์ฮั่ว จากนั้นก็ดึงยกขึ้นจนเขาตัวลอย แล้ว...
ตูม
เขาทุ่มเอ้อร์ฮั่วลงบนเตียงอย่างแรง จนเกิดเสียงดังสนั่น ความรุนแรงจากการปะทะนั้น ทำให้เตียงแข็งแรงตรงหน้าแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
ตำรวจภายนอกห้องขัง เมื่อได้ยินเสียงดังสนั่น จึงมองหน้ากันไปกันมา ก่อนตำรวจผู้อายุน้อยที่สุดในนั้นจะถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “ทำไมเสียงดังขนาดนี้ล่ะครับ จะเกิดเื่อะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“เบื้องบนเขาสั่งมา จะไปกลัวเกิดเื่ทำไม? รอจนข้างในนั้นสงบลงก่อน แล้วค่อยเข้าไปเก็บกวาดก็พอ”
ในห้องขัง เซียวปิงทั้งลาก ถีบ กระแทก ชน ทุ่ม เตะ ต่อย ศอก ตีเช่นนี้วนไปมา เอ้อร์ฮั่วในขณะนี้ ไม่ต่างอะไรกับลูกบอลลูกหนึ่ง ทั้งบนเตียง ผนัง บนพื้น...ราวะุปืนใหญ่ที่โดนเหวี่ยงไปมา ชนโน่นชนนี่ กระแทกถูไปทั่ว จนเมื่อเซียวปิงคลายมือที่จับกุมออก หากเป็คนอื่น ป่านนี้คงกลายเป็เนื้อบดอัดก้อนไปแล้ว ทว่า เอ้อร์ฮั่วกลับเพียงแค่ใบหน้าบวมเขียวเท่านั้น เขาเพ่งตาบวมๆ นั่นจ้องมายังเซียวปิงเขม็ง เซียวปิงใบหน้ายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี ขณะที่เขากำลังจะยื่นมือคว้าตัวเอ้อร์ฮั่วอีกครั้ง จู่ๆ เอ้อร์ฮั่วก็ตีลังกาลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะถอยห่างไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เขาหยุดยืนหลังจากถอยไปไกลหลายเมตร ยกมือขึ้นเช็ดเืแดงๆ ที่จมูก ก่อนจะโบกมือไปมาห้าม กล่าวว่า “พอแล้ว ไม่เอาแล้ว”
ชายกำยำทั้งสี่มองทั้งสองตาไม่กะพริบ ราวหัวใจกำลังจะหยุดเต้น เหตุผลหนึ่งเป็เพราะความหวาดผวาในพละกำลังอันมหาศาล จนน่าขนลุกของเซียวปิง ทั้งที่เอ้อร์ฮั่วก็ราวไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว ทว่า เพียงพริบตาเดียว เขาก็ตกอยู่ในเงื้อมมือเซียวปิงอย่างง่ายดาย...ทั้งเซียวปิงยังสามารถควบคุมเขาได้ ราวเขาเป็เพียงลูกไก่ในกำมือ โดยใบหน้านั้นของเซียวปิงก็ยังคงแฝงไปด้วยรอยยิ้ม ราวนี่เป็เพียงเื่สนุกแสนง่ายดายของเขาเท่านั้น...หากเอ้อร์ฮั่วไม่ใช่มนุษย์ แล้วเซียวปิงเป็อะไร? สัตว์ประหลาด? วินาทีนั้น จู่ๆ ทั้งสี่ก็รู้สึกขอบคุณในความโชคดีของตัว พวกเขากล้าตอบรับคำตำรวจไปได้อย่างไร กล้ารับปากจะจัดการสัตว์ประหลาดเช่นนี้ได้อย่างไร?...พอมาคิดตอนนี้ แค่ไม่โดนเ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้เขมือบไป ก็ถือว่าโชคดีมากแค่ไหนแล้ว
อีกเหตุผล เป็เพราะเอ้อร์ฮั่วเองก็ทำให้พวกมันรู้สึกผวาเช่นกัน ั้แ่เขาเพิ่งเริ่มต่อสู้ พวกมันก็รู้สึกตกตะลึงแล้ว ใครจะไปคิดว่า คนที่ภายนอกทั้งซื่อบื้อและไม่เต็มเต็งแบบนี้ เมื่อคราต่อสู้จริงๆ พละกำลังและการจู่โจมกลับเหนือกว่าสิงโตเ้าป่าเป็ไหนๆ ตอนที่เขาโดนเซียวปิงจู่โจม ใครเห็นเข้าก็คงต้องคิดว่าไม่รอด ต่อให้ร่างเขาจะทำมาจากเหล็กกล้าทั้งร่างก็เถอะ เมื่อโดนเซียวปิงทั้งจับทุ่มทั้งเตะทั้งต่อยอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ อย่าว่าแต่ชีวิตรอดเลย แม้แต่ศพที่เหลือรอดมาก็ยังไม่น่าครบชิ้นส่วนเลย...
...แต่ตอนนี้ หลังจากโดนมาขนาดนั้น เอ้อร์ฮั่วเพียงแค่เช็ดเืกำเดาที่จมูกออก เขาก็ราวไม่ได้เป็อะไร ราวไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน เขายังดูเหมือนเก่าไม่มีอะไรผิดแปลกเลย
เอ้อร์ฮั่วถูกหลอมมาจากเหล็กหรืออย่างไร?
เซียวปิงมองไปยังเอ้อร์ฮั่วอย่างพอใจ เขาราวเหล็กกล้าที่ผ่านการหลอมมาอย่างดี ต่อให้เป็สุดยอดนักิจิ้นชั้นสูง ก็ยังยากจะฝึกจนได้ระดับดังเอ้อร์ฮั่วเลย นอกจากการฝึกฝน ในตัวเอ้อร์ฮั่วคงจะมีอะไรบางอย่างที่พิเศษไปกว่าคนทั่วไป...เมื่อไม่ได้ปัญญา จึงได้พละกำลังมาทดแทนสินะ
การโตแต่ตัว ก็หาใช่คำด่าเสมอไป...เมื่อโชคชะตาปิดประตูชีวิตเราลงบานหนึ่ง ก็ย่อมจะเปิดหน้าต่างอีกบานทิ้งไว้ให้เสมอ...โชคชะตายุติธรรมกับเราเสมอ...
กำลังไร้ขีดจำกัด แข็งแกร่งประดุจเหล็กไหล คนเช่นนี้จึงจะมีคุณสมบัติพอให้ตนรับเอาไว้...เซียวปิงราวได้พบของพิเศษหายากชิ้นหนึ่ง เขาหัวเราะกล่าว “ทำไมไม่สู้ต่อล่ะ?”
เอ้อร์ฮั่วใบหน้าหวาดกลัว “เราเป็เอ้อร์ฮั่ว แต่เราไม่ได้โง่...เรารู้ว่าเราสู้นายไม่ได้ แม้จะสู้ด้วยชีวิตก็ยังไม่ไหวอยู่ดี ถ้าพวกเขาไม่ยอมปล่อยเราออกไป งั้นเราก็อยู่ในนี้แหละ ยังไงก็คงจะดีกว่าการโดนนายตีตาย”
เซียวปิงหัวเราะร่วน “เอาล่ะ...ได้ นายไม่ได้โง่จริงๆ ด้วย เพราะถ้านายโง่ นายก็คงไม่มีประโยชน์อะไรกับฉัน...เอ้อร์ฮั่วนายจะออกไปกับฉันไหม?”
เอ้อร์ฮั่วตาเป็ประกาย ถามว่า “เราไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม? นายจะพาเราออกไปด้วย?”
“แน่นอน” เซียวปิงสีหน้าจริงจัง “แต่ถ้าฉันพานายออกไปจากที่นี่ ต่อไปนี้นายต้องฟังคำสั่งฉัน ฉันสั่งให้นายอัดใคร นายก็ต้องไปอัดคนนั้น ฉันสั่งให้นายหักขาใครข้างหนึ่ง นายก็ต้องไปหักขาคนคนนั้นข้างหนึ่ง นายทำได้ไหม?”
เอ้อร์ฮั่วพูดดีใจ “ถ้านายปล่อยเราออกไปได้ ต่อไปนี้นายก็เป็ผู้ช่วยชีวิต ผู้มีพระคุณของเรา ชีวิตของเราก็เป็ของนาย”
เซียวปิงหัวเราะ “ดี งั้นก็ตามนั้น ไม่เกินสองวัน เราต้องออกจากที่นี่ได้แน่”
ขณะนั้นเอง ประตูห้องขังก็ถูกเปิดออก ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาเป็ตำรวจสองนาย เมื่อพวกมันได้เห็นสภาพห้องตรงหน้า ก็เอาแต่อ้าปากค้างไปตามๆ กัน ในห้องขังราวเพิ่งผ่านามา ห้องทั้งห้องดูทรุดโทรมมาก พื้นดินแตกระแหงไปหมด ทั้งยังมีหลุมลึกอีกหลายหลุม...รอยแตกทั่วห้องนี้ เกิดจากตอนที่เซียวปิงจับเอ้อร์ฮั่วฟาดไปมาตามผนังและพื้นห้อง รอยแตกนั้นมีมาก ราวห้องพร้อมจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ เตียงที่เคยมีสภาพสมบูรณ์ บัดนี้กลับเหลือแต่ชิ้นส่วนที่แยกกระจายออกจากกันไปรอบด้าน จนในห้องไม่เหลือเตียงที่สมบูรณ์เลยสักเตียง และที่น่าใมากที่สุด ก็คือชายร่างกำยำสี่คนที่นอนทับเป็ชั้นๆ ราวพีระมิดนั่น สภาพพวกเขาช่างน่าสมเพชเกินทน ทั้งพวกมันยังเอาแต่ร้องโหยหวนอยู่ตลอดเวลา ส่วนเ้าเอ้อร์ฮั่วที่แม้จะดูทึ่มๆ แต่กลับต่อยตีเก่งเกินใครนั้น บัดนี้ใบหน้าและตามร่างกายก็มีรอยบวมช้ำไปหมด...ไม่เพียงเท่านั้น หลังผ่านการต่อสู้มา บัดนี้ เอ้อร์ฮั่วกลับไปยืนเชื่องข้างๆ เซียวปิง ราวเป็แค่ลูกแกะอ่อนแอตัวหนึ่งเท่านั้น...และเมื่อกวาดสายตามองมาจนถึงคนสุดท้าย เซียวปิง ขณะนี้กำลังมองตรงไปยังพวกเขา พลางมุมปากนั้น ก็ราวกำลังแสยะยิ้มเยาะพวกเขา ยิ้มเยาะกับความไม่เจียมตัวของพวกเขา...
เซียวปิงกล่าวน้ำเสียงสงบ “ฉันพอใจกับเพื่อนร่วมห้องที่พวกนายหามาให้มาก แต่ฉันไม่พอใจกับห้องนี้เท่าไร พวกนายจะเปลี่ยนห้องให้ฉันใช่ไหม?”
ตำรวจทั้งสองถึงกับเปล่งเสียงไม่ออก
“อ้อ จริงสิ มีอีกเื่...พอดีฉันเพิ่งออกกำลังกายมา ตอนนี้เหมือนจะหิวแล้ว ทางที่ดีพวกนายรีบไปหาอะไรมาให้ฉันกินหน่อยดีกว่า...”
นายตำรวจทั้งสองถอนหายใจหนัก พลางมองเซียวปิงด้วยสายตาราวกำลังมองสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง กล่าวเสียงสั่น “พวกเราจะ...เราจะเปลี่ยนห้องให้เดี๋ยวนี้...แต่เื่ของกิน ต้องรอพรุ่งนี้...”
“งั้นก็ได้” เซียวปิงยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว ทว่าแววตากลับราวจะกลืนกิน “แต่ฉันมันนิสัยไม่ค่อยดี โดยเฉพาะตอนที่ฉันหิว ถ้าไม่ได้ของกิน ฉันอาจจะกินคน...โดยไม่สนว่าคนคนนั้นจะเป็ตำรวจหรือนักโทษ”
ตำรวจผู้มีอายุมากกว่า ทั้งโมโหและหวาดกลัวไปในเวลาเดียวกัน มันสั่นไปทั้งตัว พลางชี้นิ้วว่า “แก...แกขู่พวกเราเหรอ?”
เซียวปิงหัวเราะเสียงดัง “คนเราเมื่อจนตรอก ก็ย่อมทำได้ทุกอย่าง...อย่าคิดว่าพวกนายมีกระบองแล้วจะรังแกฉันที่สวมโซ่เหล็กที่เท้าได้...เดือนๆ หนึ่งเงินพวกแกก็ได้แค่นั้น ถ้ายังต้องมาเสี่ยงกับการแขนขาหักอีกล่ะก็ ไม่คุ้มเลยใช่ไหม?”
ตำรวจคนเดิมใบหน้าซีดเผือด ยอมอ่อนข้อในที่สุด “เดี๋ยวฉันจะพาไปห้องขังห้องใหม่ก่อน ของกินเดี๋ยวจะส่งตามมา”
“เหนื่อยมาทั้งคืน ของที่เอามาต้องมีทั้งเนื้อทั้งเหล้าอย่าให้ขาด แกก็เห็นนี่ เรามีกันตั้งหกคน อย่างกให้มันมากนักเลย จัดมาให้ครบทั้งเนื้อและเหล้า อย่าให้ขาดเชียว”
ในหัวตำรวจทั้งสอง บัดนี้ มีคำเพียงคำเดียว ได้คืบเอาศอก...ทว่าทั้งสองก็ไม่กล้าพูดปฏิเสธ เพราะสายตาที่น่าขนลุกนั่นของเซียวปิง ช่างน่ากลัวเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะการต่อสู้ของเขา ก็ทำให้ทั้งสองขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว ก็อย่างที่เซียวปิงว่า...คนจนตรอก มักทำได้ทุกอย่าง...หากต้องมาเจ็บตัวด้วยเื่เช่นนี้ล่ะก็ ไม่คุ้มแน่!
