ภายนอกลานแสดง อวิ๋นซูกำลังให้คนช่วยเตรียมของที่นาง้า ข้าหลวงผู้นั้นเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย “คุณหนูจะแสดงการปักผ้าบนเวทีหรือขอรับ?”
นี่...การแสดงที่เงียบเช่นนี้ เขาเพิ่งเคยพบเป็ครั้งแรก!
ในตอนนี้เอง มีมือเล็กๆ คู่หนึ่งยื่นออกมาจับแขนเสื้อของอวิ๋นซู นางจึงก้มลงมอง ใบหน้าเล็กๆ อันไร้เดียงสาพลันฉีกยิ้มอย่างกระตือรือร้น “พี่ซู! หลิงเอ๋อร์คิดว่ามองผิดไปแล้วเสียอีก พี่ซูก็จะแสดงเช่นกันหรือเ้าคะ? ร้องเพลงหรือร่ายรำเ้าคะ?”
อวิ๋นซูยิ้มอย่างจนใจ “เื่ร้องเพลงร่ายรำข้าไม่ชำนาญ คิดว่าจะปักรูปออกมาสักรูปหนึ่งน่ะ” ความจริงแล้วไม่ใช่ว่านางไม่ชำนาญ เพียงแต่การกระทำของเซียวอี้เชินแสดงให้เห็นว่าเขาเริ่มสนใจในตัวนางแล้ว หากดูจากการร่ายรำหรือการร้องเพลงจะพบพิรุธได้ง่าย ในเมื่อสมัยก่อนเซียวฮองเฮาเชี่ยวชาญร้องรำ อีกทั้งศิลปะทั้งสี่แขนงล้วนชำนาญทั้งสิ้น นางถูกเลี้ยงดูให้เป็ดั่งสมบัติล้ำค่ามาหลายปี ตอนนั้นท่านพ่อท่านแม่ในจวนอวิ๋นได้สอนทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถสอนได้ให้นางทั้งหมด
หากสตรีแคว้นเฉินนางหนึ่งสามารถร่ายรำออกมาคล้ายคลึงกับฮองเฮาแคว้นอี้ คนช่างระแวงเช่นเซียวอี้เชินจะต้องสั่งให้คนตรวจสอบเป็แน่
แม้ว่าเขาจะไม่เชื่อเื่ประเภทยืมศพคืนิญญา แต่ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพบเบาะแส ดังนั้นก่อนที่นางจะมีผู้สนับสนุนที่สมบูรณ์พร้อม จะแสดงความสามารถของตนเองต่อหน้าต่อตาศัตรูไม่ได้โดยเด็ดขาด
ปักผ้าหรือ? คุณหนูเฟิ่งหลิงขมวดคิ้ว ทันใดนั้นพลันยิ้มกว้าง “ใช่แล้ว! พี่ซู ข้ากับท่านทำการแสดงร่วมกันเถิด!”
ที่แท้เฟิ่งหลิงก็ไม่ได้ไปวิ่งเล่นที่ไหน ฮูหยินผู้เฒ่าท่านโหวได้กำชับมาแล้วว่าวันนี้นางจะต้องแสดงการร่ายรำต่อหน้าทุกคน นางเองก็ไม่ใช่คนขี้อายอะไร ร่ายรำก็ร่ายรำสิ ทั้งยังสามารถใช้โอกาสนี้ทำให้ท่านย่าตอบรับคำขอของตนได้หนึ่งอย่างอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เฟิ่งหลิงเบิกบานใจขึ้นมาแล้ว เพราะนางสามารถแสดงร่วมกับพี่ซูที่นางชอบได้!
ยามนี้บนเวทีมีโต๊ะหนึ่งตัว อ่างน้ำใบใหญ่หนึ่งใบ หลังจากผ่านไปนาน เงาร่างในชุดสีฟ้าเหลือบเงินก็เดินมาอย่างเชื่องช้า นางมีท่าทางเรียบเฉยอย่างที่ผู้อื่นมองไม่ชัดเจนนัก
นางข้าหลวงใหญ่สั่งให้คนนำของที่อวิ๋นซู้ามาส่ง เข็มเย็บผ้า ไหมปักผ้าหลากหลายสีสัน ทั้งยังมีไหมสีทองอันล้ำค่าอีกด้วย
ทุกคนมองไปยังอ่างน้ำบนโต๊ะอย่างสงสัย อ่างน้ำเรียงจากใหญ่ไปเล็กทยอยกันนำขึ้นมาบนเวทีอย่างเป็ระเบียบ
นักดนตรีของราชสำนักผู้หนึ่งเดินเข้ามา ในมือถือช้อนเงินอยู่สองคัน
ติ้งๆๆ ...เสียงดนตรีใสกังวานดังขึ้น
“ฮึ เล่นปาหี่อะไรกัน?” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าอวิ๋นซูจะมีความสามารถอะไร วันนี้ดูแล้วนางรู้สึกว่าสตรีผู้นั้นกำลังแสร้งทำเป็เร้นลับซับซ้อนก็เท่านั้น
“นี่...ไม่ใช่ดนตรีน้ำหรอกหรือ?” เฟิ่งฉีกล่าวอย่างประหลาดใจ
ดนตรีน้ำ เป็วิธีการบรรเลงดนตรีด้วยวิธีแปลกใหม่ ทว่าผู้ที่เข้าใจวิธีนี้มีน้อยมาก เป็การบรรเลงโดยใช้ถ้วย หรืออ่างกระเบื้องทำเป็ภาชนะบรรจุน้ำในปริมาณต่างกัน เมื่อเคาะเบาๆ จะทำให้เกิดเสียงแตกต่างกันไป หากเคาะอย่างต่อเนื่องลื่นไหลก็จะเกิดเป็เสียงดนตรีที่พิเศษอย่างยิ่ง แน่นอนว่าย่อมต้องดูฝีมือของผู้บรรเลงประกอบด้วย
รัชทายาทตงฟางซวี่ย่อมเคยได้มายินเช่นกัน “ไม่คิดเลยว่าในวังจะมีผู้มีความสามารถเช่นนี้อยู่” ยามนี้เขาวางใจลงไม่น้อย ไม่ว่าอวิ๋นซู้าจะทำอะไร อย่างน้อยข้างหลังยังมีดนตรีน้ำช่วยขับให้โดดเด่น คงไม่ปรากฏความอ่อนด้อยอย่างชัดเจนแล้ว
ตอนนี้เอง กลุ่มควันสีขาวกลุ่มหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมาเื้ัอวิ๋นซู เมื่อรวมเข้ากับเสียงดนตรีใสกังวานยิ่งทำให้การแสดงนี้ดูยิ่งใหญ่ขึ้นหลายส่วน
“พี่สาม ดูสิ!” เฟิ่งหลิงที่กำลังสนใจอวิ๋นซูถูกเฟิ่งฉีดึงเบาๆ เมื่อมองไปตามเสียงจึงพบเข้ากับเงาร่างเล็กๆ อันงดงามที่ดูคุ้นเคยเสียจนคุ้นเคยไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
คุณหนูเฟิ่งหลิงในยามนี้สวมชุดร่ายรำสีแดงสง่างาม ผมยาวถูกม้วนเก็บไว้บนศีรษะ ปักไว้ด้วยขนนกสีชมพูกลุ่มหนึ่งที่กำลังสั่นไหวเบาๆ มือของนางชูสูงขึ้นดั่งนกยูง จากนั้นจึงมีเสียงดนตรีสนุกนานดังขึ้นผสานเข้ากับเสียงดนตรีที่เกิดจากอ่างน้ำ ทั้งยังเจือเสียงกระดิ่งไพเราะน่าฟังอย่างเลือนราง
“เด็กคนนั้น...เช่นนี้นี่อง!” เฟิ่งฉีรู้สึกยินดีระคนประหลาดใจ จากนั้นจึงมองไปทางอวิ๋นซูอย่างวางใจ หลิงเอ๋อร์เด็กคนนี้รู้จักบุญคุณความแค้น รู้จักทำอะไรเพื่อคุณหนูหกบ้างแล้ว!
เสียงอุทานดังขึ้น ผู้คนมองไปยังการร่ายรำอันซุกซน ดรุณีน้อยบนเวทีสนุกสนานงดงามดั่งภูต นางหมุนตัวครั้งหนึ่ง รอยยิ้มสดใสไร้เดียงสาบนใบหน้าคล้ายมีเสน่ห์ลึกลับเจืออยู่ ทำให้ความรู้สึกสุขสันต์ของนางแผ่ไปยังทุกคน
ส่วนทางด้านของอวิ๋นซูก็เริ่มขยับมือแล้ว เข็มปักผ้าในมือของนางเคลื่อนไหวไปตามจังหวะดนตรี มีจังหวะผ่อนคลายเร่งรัด การแสดงทั้งสองรวมเป็หนึ่งราวกับมิใช่การแสดงสองการแสดง
“ฮ่าๆ สองคนนี้จริงๆ เลย...” เฟิ่งอวี่หัวเราะ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือไหวพริบของสตรีทั้งสอง ดูแล้วคุณหนูหกไม่้าให้พวกเขาเป็ห่วง ในตอนนี้เขายิ่งรู้สึกอยากรู้มากขึ้นว่าอวิ๋นซูจะปักอะไร
เกิดเสียงอุทานดังขึ้น การกระทำของอวิ๋นซูทำให้คนไม่น้อยมองจนโง่งม
นางกำลังทำอะไรอยู่ ถึงได้นำงานปักของตนกดลงไปในน้ำ?! หยดน้ำสาดกระเซ็นไปตามเข็มปักผ้าของอวิ๋นซูแล้วตกลง แขนเสื้อของนางเปียกชื้น ทว่าเป้าหมายกลับสำเร็จโดยไม่รู้ตัว แขนเสื้อกระเพื่อมไปตามน้ำใสๆ ในอ่างน้ำและค่อยๆ แผ่กระจายจนปรากฏข้อมือขาวเล็กเรียวอันงดงาม
สิ่งที่อยู่ใต้แขนเสื้อสีฟ้าเหลือบเงิน ยิ่งทำให้ดวงตาพร่างพราวขึ้นหลายส่วน
ความจริงแล้วสิ่งที่ทุกคนไม่ทราบก็คือ อวิ๋นซูจงใจทำให้แขนเสื้อเปียก เพราะในแขนเสื้อของนางมียาซ่อนอยู่ นางต้องใช้โอกาสสะบัดแขนเสื้อเพื่อที่จะโปรยยาลงไปในน้ำโดยที่ไม่มีใครเห็น
ยาเหล่านี้เป็จุดสำคัญของการปักผ้าในน้ำของนาง!
สายตาของตงฟางซวี่ปรากฏแววกระอักกระอ่วนอยู่หลายส่วน ทว่ายังอดไม่ได้ที่จะมองอีกสักหลายครั้ง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเพียงแค่ท่อนแขนเรียวบางก็สามารถทำให้ตนเองใจเต้นโครมครามได้
ส่วนเฟิ่งหลิงที่อยู่ภายใต้หน้ากากกลับขมวดคิ้ว หากเป็ไปได้ เขาอยากจะขึ้นไปเอาผ้าคลุมให้นางเหลือเกิน
การเคลื่อนไหวของอวิ๋นซูคล่องแคล่วว่องไว ส่วนการร่ายรำอันสนุกสนานเบิกบานของเฟิ่งหลิงนั้น นางได้หมุนมาจนถึงข้างกายอวิ๋นซูแล้ว
เสียงกระดิ่งดังไพเราะเสนาะหู รอยยิ้มดั่งภาพฝัน เงาร่างสีแดงหมุนอยู่ข้างกายของอวิ๋นซู ราวกับถักทอกลายเป็พื้นพลังอันมีสีสันให้นาง
“เป็การแสดงที่พิเศษนัก!” เฉินฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะกล่าวชม สตรีน้อยในชุดร่ายรำสีแดงผู้นั้นนางรู้จักดี นางคือคุณหนูเจ็ดแห่งจวนชางติ้งโหว แม่นางน้อยผู้นี้เป็เด็กสนุกสนานไร้เดียงสา เล่นกับองค์หญิงหย่งหนิงเข้ากันดีนัก
อวิ๋นซูเปลี่ยนเข็มอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเคลื่อนไหวของนางงดงาม ทำให้ผู้คนมองแล้วรู้สึกว่านางไม่ได้กำลังปักผ้า ทว่ากำลังใช้มือร่ายรำ
เฟิ่งหลิงมองเสี้ยวหน้างดงามนั้น อารมณ์ก็ค่อยๆ สงบลง บางทีการมองนางเงียบๆ เช่นนี้ก็นับเป็ความสุขอย่างหนึ่ง แต่เขากลับยิ่งรู้สึกกังวลใจ เกรงว่าจะมีผู้คนอีกมากมายที่ค้นพบความพิเศษของนาง ดั่งเช่นรัชทายาท หรือแม้แต่จักรพรรดิเซียวที่คาดเดาอะไรไม่ได้
นางเป็หยกที่ไม่อยู่นิ่งและลึกลับ เขาคิดเพียงอยากจะปกป้องนางเอาไว้ในมือ ไม่อยากให้นางปรากฏสู่สายตาผู้คนมากมาย
เวลาทุกขณะที่ผ่านไป เฟิ่งหลิงเริ่มรู้สึกรับไม่ไหว ดนตรีใกล้จะจบแล้วทว่าเมื่อครู่นางแอบมองไปปราดหนึ่ง เหมือนกับว่าพี่ซูเพิ่งจะปักไปครึ่งเดียวเท่านั้น! แบบนี้ไม่ได้ หากตนเองหยุด พี่ซูจะไม่กลายเป็ตัวตลกหรอกหรือ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดรุณีน้อยก็ส่งสายตาให้กองดนตรี เล่นอีกรอบ!
แม่นางน้อยผู้นี้ฉลาดยิ่งนัก ยามเมื่อทุกคนคิดว่าดนตรีใกล้จะจบและมองไปยังสตรีที่ยังคงก้มหน้าปักผ้าอย่างสงสัย ดนตรีก็เล่นขึ้นมาอีกรอบ เปลี่ยนเป็จังหวะเริ่มต้นของเพลงอันสนุกสนาน
“นั่นอะไร? นางยังคิดที่จะเต้นอีกรอบหรือ?!” หลิ่วอวิ๋นฮว๋ากัดฟัน สองคนนี้เป็คนที่นางไม่ชอบมากที่สุด คุณหนูเจ็ดสกุลเฟิ่งช่างหน้าหนาเสียจริง ผู้ใดบ้างที่ไม่ทราบว่าเวลาการแสดงบนเวทีล้ำค่าอย่างยิ่ง นางทำเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าจะเต้นต่อไปไม่สิ้นสุด แล้วคนต่อจากนี้จะทำเช่นไร? คุณหนูที่จะทำการแสดงต่อจากนี้จะทำเช่นไร?
“อวิ๋นฮว๋า...” หลิ่วอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้ว เขาได้ยินคำบ่นว่าของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ามากมาย ในใจรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง น้องสาวของตนกลายเป็คนจิตใจคับแคบเช่นนี้ไปั้แ่เมื่อไรกัน?
ทว่าหลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่สนใจอารมณ์อันแปรผันของพี่ใหญ่ของตน นางทำเพียงกัดฟัน แสดงท่าทางโเี้ออกมาอย่างอดรนทนไม่ไหว
เหตุการณ์ฝั่งตรงข้ามนี้ตกอยู่ในสายตาของเฟิ่งฉี เขาอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น “พี่สาม ข้ากลัวเหลือเกิน!”
“...กลัวอะไร?”
“กลัวว่าหากคนตรงข้ามกลายเป็พี่สะใภ้สามของข้าจริงๆ ท่านกับข้าจะถูกกัดตายได้ทุกเวลาหรือไม่?” เห็นท่าทางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเช่นนั้น ช่างน่าหวาดผวาเหลือเกิน ไม่รู้ว่าท่านชางหรงโหวสอนบุตรีภรรยาเอกออกมาอย่างไร นางสามารถทำให้คนใตายได้เลย!
เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ แต่ก็เป็เช่นนั้นจริง ความแตกต่างอันมากมายของคุณหนูทั้งสองจากจวนชางหรงโหวช่างทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
แน่นอนว่าอารมณ์ด้านมืดที่หลิ่วอวิ๋นฮว๋าแสดงออกโดยไม่ตั้งใจนั้น ตกอยู่ในสายตาของฮองเฮาพอดี พระองค์อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง ทว่าในพริบตาเดียว หลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็กลับคืนสู่สภาพปกติ
หรือเมื่อครู่นางตาฝาดไป? คุณหนูตระกูลหลิ่วผู้นี้เหตุใดราวกับเปลี่ยนเป็คนละคนได้
เสียงฮือฮาดังขึ้น ผ้าที่ถูกปักเรียบร้อยแล้วถูกเก็บขึ้นมา ทุกคนรู้สึกราวกับเห็นสายรุ้งห้าสีท่ามกลางแสงของดวงอาทิตย์ ทว่ากลับมองไม่ชัดเจนนัก
เฟิ่งหลิงดีใจ นางรู้สึกว่าร่างกายของตนใกล้จะควบคุมไม่อยู่แล้ว หากล้มลงไปจะทำเช่นไร? ตนเองเสียหน้าไม่สำคัญ ทว่าไม่อาจทำร้ายพี่ซูได้
คิดไม่ถึงว่ายิ่งเป็เื่ที่น่ากลัว ก็ยิ่งสามารถเกิดขึ้นได้ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสังเกตเห็นว่าร่างกายของเฟิ่งหลิงไม่มั่นคง นางแย้มยิ้มเ็า ลุกขึ้นเดินจากไป
ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับการแสดง ไม่ได้สนใจการปลีกตัวไปของคนคนหนึ่ง
“ทำตามที่ข้าบอกเช่นนี้นะ ข้า้าให้คุณหนูเจ็ดสกุลเฟิ่งขายหน้าครั้งใหญ่!” ในมุมที่ไร้ผู้คน หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเรียกตัวองครักษ์ที่เชื่อถือได้ผู้หนึ่งมา หยิบเงินแท่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อส่งให้ในมือเขา
“ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ!”
อีกด้านหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิ่งหลิงแข็งค้างอยู่บ้าง นางเริ่มหมุนตัวไปข้างกายอวิ๋นซูบ่อยครั้งเพื่อมองว่าพี่ซูปักถึงขั้นไหนแล้ว
ตอนนี้เอง เกิดเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น มีหินก้อนหนึ่งพุ่งออกมาจากมุมหนึ่ง ปะทะเข้าที่เอวของเฟิ่งหลิง นางในตอนนี้กำลังหมุนกายอย่างเชื่องช้า ความเ็ปทำให้ตัวของนางโอนเอนแปลกไปจากเดิม เกือบจะล้มลงบนร่างของอวิ๋นซูอยู่แล้ว
ทว่านางกัดฟัน ใช้แรงหมุนตัวกลางอากาศและเปลี่ยนทิศทาง จากนั้นจึงแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วตกลงมาสู่พื้น
“อา...คุณหนูเจ็ดสกุลเฟิ่ง!” บริเวณที่นั่ง คนจำนวนไม่น้อยลุกขึ้นยืนอย่างตกตะลึง เฟิ่งหลิงมองท้องฟ้าพลางขมวดคิ้วแน่น แอบด่าทอในใจว่าตนเองไร้ประโยชน์สิ้นดี จบสิ้นแล้ว ตอนนี้ทำให้พี่ซูต้องขายหน้าแล้ว
โชคยังดีที่เหล่านักดนตรีไม่ได้ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก พวกเขาจะทราบได้อย่างไรว่าคุณหนูเจ็ดเฟิ่งตั้งใจล้มลงไปหรือไม่?
เสียงขลุ่ยไพเราะดังก้องลาน กลมกลืนไปกับดนตรีที่บรรเลงเป็จังหวะเดียวกัน
เสียงชักกระบี่ดังขึ้น กระบี่เล่มหนึ่งพุ่งขนานไปกับท้องฟ้า ปักลึกเข้าไปในหินอ่อนบนเวที
เดิมทีอวิ๋นซูคิดจะหยุดการเคลื่อนไหวของตนเอง ทว่าดรุณีน้อยบนพื้นกลับะโขึ้นมา
นางจำได้ในทันทีว่ากระบี่เล่มนั้นเป็กระบี่คู่กายของพี่สามเฟิ่งหลิง ส่วนขลุ่ยนี้เป็เครื่องดนตรีที่พี่สามถนัดที่สุด! อยู่ที่ใดเล่า? พี่สามเองก็มางานนี้หรือ! ทว่ากวาดตามองไปทั่ว ล้วนเห็นเพียงใบหน้าอันเป็กังวลระคนหวาดหวั่นของผู้อื่น
เฟิ่งฉีค่อยๆ นั่งลง ในใจยังคงหวาดผวา “นี่มันเกิดอะไรขึ้น...” ทว่าที่นั่งข้างกายกลับว่างเปล่าเสียแล้ว
“...” พี่สามไปั้แ่เมื่อใดกัน?
ในมุมมืด ใบหน้างดงามเป็เอกประดับรอยยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มี เสียงขลุ่ยของเขาราวกับสามารถชะล้างสิ่งโสมมในใจได้ คุณหนูเฟิ่งหลิงที่อยู่บนเวทีค่อยๆ ก้าวเดิน ผู้คนล้วนคิดว่าเมื่อครู่คุณหนูเจ็ดอาจจะตั้งใจล้มลงไปเพื่อผลลัพธ์เช่นนี้ก็เป็ได้ เป็การเริ่มต้นร่ายรำอีกท่อนหนึ่งจริงๆ หรือ?
มีเพียงเฟิ่งหลิงที่ทราบ ยามนี้นางกำลังหวนนึกถึงบทเพลงนี้
