“พี่อวิ๋นซี!” เมื่อเห็นไป๋อวิ๋นซีเดินออกมาจากห้องประชุม อวิ๋นซันซันก็เข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้มดุจดอกไม้บาน
เย่ฝานเอามือไขว่หลัง มองอวิ๋นซันซันอย่างไม่พอใจ จึงพูดขัดขึ้นว่า “เธอเรียกเขาว่าพี่อวิ๋นซี จริงๆ ต้องเรียกว่าน้องชายไม่ใช่เหรอ? ดูไปแล้วเธอน่าจะแก่กว่าอวิ๋นซีหลายปีอยู่นะ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…” เย่ฝานปากร้ายขนาดนี้เชียว!
อวิ๋นซันซันมองเย่ฝาน หล่อนพูดพลางทำหน้าบูดหน้าเบี้ยว “ทำไมนายถึงอยู่ที่นี่ได้? นายต้องบุกรุกเข้ามาแน่ๆ พี่อวิ๋นซีรีบเรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยเร็ว!”
ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “อย่ากระต่ายตื่นตูมไปเลย เขาเป็เพื่อนของฉัน!”
อวิ๋นซันซันมองเย่ฝานอย่างตกตะลึงพร้อมพูดว่า “พี่อวิ๋นซีมีเพื่อนที่ดูไร้แก่นสารแบบนี้ั้แ่เมื่อไรกัน? สารรูปของเขาช่าง... พิลึกกึกกือสิ้นดี!”
เย่ฝานไม่พอใจ เขาพูดตอบกลับไปว่า “แม่สาวน้อย มีตาหามีแววไม่ ฉันไม่ใช่คนไร้แก่นสารสักหน่อย แต่ฉันเท่ะเิเลยต่างหาก”
เย่ฝานหันไปมองไป๋อวิ๋นซีแล้วถามว่า “อวิ๋นซี นายว่าถูกหรือเปล่า?”
ไป๋อวิ๋นซียิ้มอย่างเต็มกลืนแล้วพูดว่า “ใช่สิ! เท่มาก! เท่ตายล่ะ!” สารรูปอย่างกับคนขายของมือสอง
“ไปกันเถอะ ฉันเลี้ยงนายเอง ฉันเพิ่งหาเงินได้ห้าสิบล้านหยวน ยังฟุ่มเฟือยได้อีกนาน” เย่ฝานพูดอย่างได้ใจ
“ห้าสิบล้านหยวน ไม่น้อยเลยนะ!” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานพยักหน้าพลางพูดว่า “ฉันเก่งขนาดนี้ อีกหน่อยถ้าอยู่กับฉันนายจะสุขสบายแน่นอน”
ไป๋อวิ๋นซียิ้มเยาะเย้ยพร้อมพูดว่า “ตอนนี้ฉันก็สุขสบายอยู่แล้ว ทำไมต้องไปอยู่กับนายด้วย...”
อวิ๋นซันซันมองไป๋อวิ๋นซีเดินตามเย่ฝานไป หล่อนก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงเลยว่าไป๋อวิ๋นซีจะมีอะไรตรงกันกับคนอย่างเย่ฝานได้
…
เย่ฝานและไป๋อวิ๋นซีเดินออกมาจากลิฟต์ พนักงานต้อนรับสาวมองทั้งสองเดินมาด้วยกัน ดวงตาพลันเบิกกว้าง
“ท่านประธานไป๋ จะออกไปข้างนอกเหรอคะ?”
พนักงานต้อนรับสาวมองเย่ฝานด้วยความใ กล่าวว่า “นาย ทำไมนายถึงได้?”
เธอมองไม่เห็นเย่ฝานขึ้นตึกไปแท้ๆ! แต่ทำไมหมอนี่ถึงออกจากลิฟต์มาพร้อมกับประธานไป๋ได้
เย่ฝานฉีกยิ้มเห็นฟันขาวทั้งปาก พูดด้วยความร้ายกาจว่า “อวิ๋นซี เมื่อกี้ยัยตาไม่มีแววคนนี้แหละที่ขวางไม่ให้ฉันไปเจอนาย”
พนักงานต้อนรับพูดด้วยความประหม่าว่า “ท่านประธานไป๋คะ ดิฉันไม่รู้ว่าแขกท่านนี้เป็เพื่อนของคุณ”
ไป๋อวิ๋นซียิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็ไร เธอทำได้ดีมาก!”
เย่ฝานขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจพร้อมพูดว่า “อวิ๋นซี นายพูดเหลวไหลอะไรเนี่ย ยัยนั่นขวางทางฉัน แถมยังจะเรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยมาจับฉันด้วย! นายยังจะชมหล่อนอีก?”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะอย่างเ็าแล้วพูดว่า “ที่นี่เป็บริษัทใหญ่โต นายนึกว่าเป็สถานีรีไซเคิลขยะหรือไง! สารรูปนายแบบนี้ นายคิดว่าพวกเขาจะปล่อยนายผ่านไปไหม! นายนี่เพ้อเจ้อมากไปแล้วล่ะ”
เย่ฝานจิตใจขุ่นมัวก่อนพูดว่า “เมื่อกี้นายยังชมฉันว่าเท่ตายอยู่เลย แค่พริบตาเดียวนายก็เปลี่ยนสีหน้าไปเป็ไม่รู้จักกันซะแล้ว...”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานด้วยความจนใจ แล้วพูดว่า “จะไปกินข้าวไม่ใช่เหรอ? ไปกันเถอะ”
“โอเคๆ!!! ก่อนหน้านี้ฉันขอเบอร์โทรศัพท์นายจากคุณตาของนาย แต่เขาไม่ให้ ตาเฒ่านี่ขี้งกมากเลย” เย่ฝานเดินไปพร้อมกับบ่นให้ไป๋อวิ๋นซีฟังไปด้วย
พนักงานต้อนรับทั้งสองตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
จนกระทั่งทั้งสองเดินหายไปลับสายตา พนักงานต้อนรับสาวก็ยังคงสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ท่านประธานไป๋ วันนี้เลิกงานก่อนเวลา!” พนักงานหญิงผมสั้นพูดด้วยความประหลาดใจ
ไป๋อวิ๋นซีเป็คนทำงานหนักและมักอยู่ทำงานล่วงเวลาเสมอ เวลาที่เขาทำงานล่วงเวลา คนอื่นๆ ก็ต้องทำงานต่อไปด้วย ทว่าวันนี้เขากลับเลิกงานก่อนเวลา
"เ้าคนทำทรงผมเจร็อกคนนั้นเป็ใครกัน! ท่านประธานไป๋เจอกับหมอนี่ แต่กลับไม่เรียกคนโยนเขาออกไปจากบริษัท" พนักงานต้อนรับผมยาวพูด
"เ้าคนอินดี้นั่น ดูแล้วสนิทสนมกับท่านประธานไป๋ดีนะ" พนักงานผมสั้นกล่าว
…
ไป๋อวิ๋นซีขับรถพาเย่ฝานไปที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
“นายทำไมถึงมาที่เมืองหลวงนี้ได้?”
“ฉันมาเยี่ยมนายไง! ร่างกายของนายเป็แบบนี้ เลยมักจะดึงดูดภูตผีปีศาจให้เข้ามาหา เมื่อก่อนพลังหยินในร่างของนายยังไม่ชัดเจน แต่ตอนนี้พร้อมที่จะปะทุทุกเมื่อ แบบนี้ยิ่งเป็ที่ดึงดูดของพวกมัน ฉันก็เลยต้องมาหานาย เพื่อป้องกันไม่ให้ภูตผีปีศาจจับนายไป” เย่ฝานพูดอย่างกังวล
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะด้วยน้ำเสียงเ็า พูดว่า “ดึงดูดภูตผีปีศาจ ภูตผีเหมือนนายอย่างนี้เหรอ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่อย่างฉัน! ฉันเป็ชายรูปงาม มีอุดมการณ์สูงส่ง จะกลายเป็ภูตผีปีศาจได้ยังไงกันเล่า!” เย่ฝานส่ายหน้าพร้อมพูดออกไป
เย่ฝานคิดในใจ ในโลกนี้ไม่มีผู้บำเพ็ญตน ดังนั้นคู่ต่อสู้ของเขาจึงมีแต่พวกภูตผีปีศาจ หากเป็ในโลกของผู้ฝึกตน คู่ต่อสู้ของเขาคงมีจำนวนไม่น้อย ในอาณาจักรผู้ฝึกตนเคยมีการเปิดประมูลขายเตาหลอมซึ่งเป็ร่างเทียนหยิน ราคาตอนปิดประมูลนั้นสูงลิบลิ่ว
ไป๋อวิ๋นซีจับพวงมาลัยรถด้วยความไม่ชอบใจพร้อมพูดว่า “พูดจาเหลวไหลทั้งนั้น ฟังก็รู้ว่าเอาเื่ผีสางมาหลอกให้กลัว”
เย่ฝานเอียงหัว นายพกพระเครื่องอยู่กับตัว สามารถคุ้มครองนายจากผีร้ายได้ แต่ว่าอิทธิฤทธิ์ของพระเครื่องใกล้จะหมดสิ้นแล้ว
ไป๋อวิ๋นซี “…” ตอนที่เขายังเด็ก มักจะฝันเห็นผีบ่อยๆ หรืออาจพูดว่าเห็นผีจริงๆ ก็ได้ ด้วยเหตุนี้คุณปู่ของเขาจึงไปหานักพรตท่านหนึ่ง เพื่อให้เขาทำพระเครื่ององค์หนึ่งให้ไป๋อวิ๋นซี แล้วบอกว่าพระนี้จะคุ้มครองเขาเป็เวลาสิบปี นับไปแล้วนี่ก็ใกล้จะครบสิบปีแล้ว
“ฉันพกกำไลข้อมือพลิกชะตามาให้นายด้วย ฉันลงค่ายกลเจ๋งๆ ไว้ นายสวมเอาไว้จะได้แคล้วคลาดปลอดภัย” เย่ฝานเอ่ย
“กำไลข้อมือพลิกชะตา? จะได้ผลจริงๆ เหรอ? ของปลอมหรือเปล่า!” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
“จะเป็ของปลอมได้ยังไงกัน? นายนี้คิดอะไรไร้สาระจริงๆ” เย่ฝานพูดพร้อมส่ายหน้า
