วันนี้อากาศดีไร้หมอกหมื่นลี้ ลมเย็นที่พัดผ่านเมื่อปะทะเข้ากับใบหน้าทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นสบาย สดชื่นเป็อย่างยิ่ง
ณ สนามฝึกม้าแห่งราชสำนักแคว้นเฉิน การแข่งขันแห่งอำนาจบารมีใกล้จะเริ่มขึ้น
เมื่อทอดสายตามอง สนามฝึกม้ามีลักษณะเป็วงกลม ตรงกลางคือเส้นทางแข่งม้าอันยิ่งใหญ่ รอบด้านมีที่นั่งเรียงรายเต็มพื้นที่ ณ เวลานี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายราวกับคลื่นน้ำทะเล
บริเวณทิศเหนือของสนามฝึกม้ามีพลับพลาอยู่สองฝั่ง บนพลับพลาสลักัทะยานเอาไว้อย่างวิจิตรงดงาม บนตำแหน่งสูงสุดมีการจัดเตรียมที่นั่งอันหรูหรา ตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างสองแคว้นเริ่มพากันลงสนาม ทันใดนั้นเสียงกลองและฆ้องดังขึ้น รอบด้านพลันเกิดเสียงพูดคุยจอแจดังขึ้นอย่างคึกคัก
ทางฝั่งแคว้นอี้ปรากฏคนผู้หนึ่งเดินออกมาอย่างเอื่อยเฉื่อย คนผู้นั้นสวมชุดสีฟ้า ผมผูกเป็หางม้ายกสูงเจือกลิ่นอายเ็าอยู่หลายส่วน เครื่องหน้าทั้งห้าลึกล้ำชัดเจน คละเคล้าไปด้วยความสง่างาม ทว่าสายตาปรากฏแววตาคมกริบอกมาอย่างไม่รู้ตัว มุมปากประดับไปด้วยรอยยิ้มเ็า ในมือของเขาจูงม้าพันธุ์ดีไว้ตัวหนึ่ง มันเดินเหยาะๆ เงยหน้าอย่างยโสท่าทางเช่นเดียวกับเ้าของ ความทระนงตนซึมลึกไปทั่วทุกจังหวะการเดิน
“ตัวแทนแคว้นอี้ หลานเซียงเหลียง!” ผู้ควบคุมดูแลการแข่งขันบริเวณกลางสนามฝึกม้าะโเสียงแหลมไปยังสนาม
หลานเซียงเหลียง? หรือเขาก็คือครูฝึกม้าที่มีชื่อเสียงในแคว้นอี้?
เมื่อหลานเซียงเหลียงลงสนามพลันได้รับการตอบรับอย่างบ้าคลั่งของผู้คนทั้งสนามไล่หลังมา ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขจรกระจายไปไกล แน่นอนว่าเขาย่อมไม่เห็นการแข่งขันเล็กๆ เพียงเท่านี้อยู่ในสายตา
ั์ตาสีเข้มมองปราดไปยังทิศทางของแคว้นเฉินอย่างไม่พอใจ เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาหวาดหวั่น ยิ่งทำให้เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างลำพองใจ
ตัวแทนทั้งสี่คนของแคว้นอี้ทยอยกันเดินออกมา ชุดของตัวแทนทุกคนคล้ายคลึงกับหลานเซียงเหลียง กระทั่งความหยิ่งยโสบนใบหน้าก็ราวกับถอดแบบกันมา ม้าที่พวกเขาจูงล้วนเป็ม้าชั้นเลิศ
ม้าสีแดงของหลานเซียงเหลียงคือม้าเหงื่อโลหิตที่โด่งดังไปทั่วใต้หล้า กล่าวกันว่าม้าพันธุ์นี้สามารถวิ่งได้หนึ่งพันลี้ในยามกลางวัน วิ่งได้แปดร้อยลี้ในยามกลางคืน แข็งแกร่งหาที่เปรียบไม่ได้
ดวงตาแวววาวคู่หนึ่งมองเก็บภาพนี้ไว้ในสายตา กลิ่นอายแข็งแกร่งห้าวหาญ นี่เป็นิสัยของเซียวอี้เชินอย่างแท้จริง ทว่าในหมู่คนเหล่านี้มีกี่คนกันที่โด่งดังเพียงแค่ชื่อ? อวิ๋นซูยกยิ้มเ็า
ม้าชั้นเลิศของแคว้นอี้แต่ละตัวแข็งแกร่งดุจวัว แผงคอของพวกมันล้วนอ่อนนุ่ม ่ขาแข็งแกร่งสูงชะลูด เพียงมองก็รู้สึกได้ว่าไม่ธรรมดา ดวงตาของอวิ๋นซูเปล่งประกายวาบ ดูเหมือนม้าเหล่านี้จะแข็งแกร่งมากกว่าเมื่อก่อน หรือมีการปรับปรุงยาที่ให้พวกมันกิน?
เมื่อคนเหล่านี้ลงสนามมา ก็คล้ายมีอำนาจกดดันไปถึงแคว้นเฉินโดยตรง
ยามนี้ ลูกม้าตัวเล็กออกมาจากตำแหน่งแคว้นเฉิน วิ่งกุบกับไปยังสนามแข่ง ท่าทางอิสรเสรีและลำตัวผอมแห้งนั้นทำให้ผู้คนทั้งสนามต้องตกตะลึงโดยพลัน ตกอยู่ในภวังค์อย่างเห็นได้ชัด นี่คงไม่ใช่ม้าแข่งของแคว้นเฉินหรอกกระมัง? ผู้ชมในสนามอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ รวมถึงผู้ชมจากแคว้นเฉินด้วย จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงหัวเราะลั่นสนาม
เมื่อมองการวิ่งอันมั่วซั่วไร้ซึ่งแบบแผนของลูกม้าตัวเล็ก หลานเซียงเหลียงแย้มยิ้มเ็า “หรือว่าแคว้นของท่านจะไม่มีม้าดี ถึงขนาดต้องนำลูกม้ามาร่วมการแข่งม้าอันมีเกียรติ? ฮึๆ หากเป็เช่นนั้น แคว้นของท่านยอมแพ้ไปเสียั้แ่เนิ่นๆ จะดีกว่า มิเช่นนั้นรอจนแพ้แคว้นอี้ของข้า จะมาเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้ว!”
เมื่อหลานเซียงเหลียงกล่าวออกมาเช่นนี้ ตัวแทนทั้งสี่คนข้างหลังก็หัวเราะลั่นอย่างไม่เกรงกลัว
ในสนามมีความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ทว่าท่ามกลางการดูถูกเหยียมหยาม เสียงร้องอันสดใสพลันดังขึ้น พริบตานั้นลูกม้าตัวน้อยวิ่งกลับมาหลังจากวิ่งวนรอบสนามไปแล้วหนึ่งรอบ
ทุกคนมองจนแทบหยุดหายใจ มองไปทางแคว้นเฉินอย่างเงียบเชียบ ในยามนี้เอง คนผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างไม่ทุกข์ร้อน
รูปร่างบาง ดูแล้วท่าทางอายุยังน้อย เส้นผมสีหมึกใช้ปิ่นสีเขียวงดงามวิจิตรเล่มหนึ่งกลัดไว้อย่างง่ายๆ ทุกท่วงท่าเจือความเรียบเฉยอันเยือกเย็น ท่ามกลางสนามอันอึกทึกครึกโครมเช่นนี้ยังสร้างบรรยากาศของตนขึ้นมาได้ โดดเด่นราวกับใต้หล้าไร้ซึ่งผู้คน ทว่าสามารถดึงรั้งสายตาของทุกคนเอาไว้ได้
ใบหน้าวิจิตรเจือความงดงามไร้ที่ติ แม้จะยังไม่ถึงขั้นรูปงามจนน่าตกตะลึง ทว่าก็ยังสามารถทิ้งความประทับใจอย่างล้ำลึกให้แก่ผู้คนได้
เมื่อลูกม้าตัวน้อยพบกับผู้เยาว์ก็ก้มหัวลงอย่างเชื่อฟัง กีบเท้าหน้ายกย่ำอยู่กับพื้นอย่างซุกซนระคนยินดี
หลานเซียงเหลียงเห็นว่าม้าของแคว้นเฉินไม่ได้ดีเด่อะไร ทั้งครูฝึกม้ายังทำให้ผู้คนรู้สึกเพียงตรงหน้าเปล่งประกาย เห็นดังนี้แล้วเขาจึงมั่นใจว่าจะชนะอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนี้ มุมปากยกโค้งขึ้นอย่างชั่วร้าย ชำเลืองมองผู้เยาว์รูปงามของแคว้นเฉินฝั่งตรงข้ามปราดหนึ่ง
คนผู้นี้ก็คืออวิ๋นซูที่แต่งกายเป็บุรุษ
สายตาของอวิ๋นซูกวาดมองไปยังหลานเซียงเหลียงอย่างเฉียบคม สายตาห่างเหินทั้งยังเย็นเยียบไร้ซึ่งความรู้สึกอื่นใดเจือปนแม้เพียงครึ่งส่วน กลับทำให้อีกฝ่ายที่ประสานสายตากับนางรู้สึกแปลกในใจ
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด สายตาครูฝึกม้าแห่งแคว้นเฉินจึงทำให้ใจของเขาสั่นไหว ราวกับเคยพบอีกฝ่ายมาก่อน?
พริบตานั้น หลานเซียงเหลียงพลันตึงเครียดขึ้นมา จ้องมองผู้เยาว์คนนั้นอย่างเอาเป็เอาตาย ทั้งยังพยายามหวนนึก นี่มันไม่ถูกต้อง หากเคยพบ เขาจะต้องไม่มีทางลืมคนเช่นนี้โดยเด็ดขาด
อวิ๋นซูยิ้มบาง มองสำรวจไปรอบๆ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ฐานะของนาง ทว่าหลานเซียงเหลียงทำท่าทางราวกับค้นพบอะไรบางอย่าง ช่างน่าสนใจดีแท้
อย่างไรก็ตามในชั่วขณะที่อวิ๋นซูและหลานเซียงเหลียงแลกเปลี่ยนสายตากันนั้น ม้าอีกห้าตัวที่เหลือของแคว้นเฉินก็ทยอยเข้ามาในสนามเรียบร้อยแล้ว
การปรากฏตัวของบุรุษทั้งห้าดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งสนาม ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขามีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลางดงาม แค่เพียงกลิ่นอายสูงศักดิ์อันเป็ธรรมชาติก็เพียงพอที่จะทำให้สตรีทั้งสนามเลื่อมใสชื่นชม
เมื่อทั้งห้าเดินเข้าสู่ใจกลางสนามแข่งม้า พวกเขาได้กลายเป็ทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุด ณ ที่แห่งนี้ไปเสียแล้ว
ท่ามกลางฝูงชน บุรุษสวมหน้ากากดึงดูดความสนใจไปไม่น้อย คนผู้นี้เป็สหายของคุณชายสี่เฟิ่ง เคยปรากฏตัวที่งานพระราชพิธีเฉลิมฉลอง แม้จะสวมหน้ากากมาพบปะผู้คน ทว่าทั้งร่างกลับแผ่กลิ่นอายแห่งพลังอำนาจออกมา ทำให้ผู้คนไม่รู้สึกกังขาในฐานะอันสูงส่งของเขาแม้แต่น้อย
เฟิ่งหลิงไม่สนใจสายตาของผู้อื่น เขาเพียงมองสำรวจไปยังเงาร่างเรียบเฉยนั้นอย่างคุ้นชิน เมื่อเห็นใบหน้าด้านข้างของอวิ๋นซูที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตน ภายใต้หน้ากากพลันปรากฏความอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้เอง จักรพรรดิสองแคว้นเสด็จมาถึงสนามแล้ว
จักรพรรดิเฉินรีบกวาดสายตามองไปยังตัวแทนและม้าของแคว้นเฉิน สุดท้ายจึงหยุดสายตาอยู่บนร่างของรัชทายาท
เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นก็ได้รับเสียงชื่นชมยินดีจากประชาชนและเหล่าขุนนางใหญ่ทั้งหลาย เสียงทรงพระเจริญหมื่นปีดังก้องทั่วฟ้า เสียงโห่ร้องอย่างคึกคักทำให้บรรยากาศทั้งสนามถูกผลักดันไปจนถึงขีดสุด
ท่ามกลางเสียงดังกึกก้อง จักรพรรดิเฉินนั่งบนพลับพลาของแคว้นเฉินอย่างสงบ พระองค์ทรงแย้มยิ้มบางๆ ดวงตามองปราดไปยังรัชทายาทโดยไม่ตั้งใจ
ตงฟางซวี่ยืนอยู่ทางฝั่งของแคว้นเฉินอย่างทระนงองอาจ สายตาของจักรพรรดิเฉินมีแววกังวลวูบผ่าน มือขวาของเขากำพระที่นั่งัแน่น
รัชทายาทยังเยาว์ ยังมีจิตใจฮึกเหิม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเขาจะให้ความสำคัญกับชัยชนะเกินไปจนส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ของสองแคว้น
จักรพรรดิเฉินเพิ่งจะนั่งลง บนสนามก็มีเสียงกู่ร้องอย่างบ้าคลั่งขึ้นอีกครั้ง
ั์ตาของอวิ๋นซูสั่นไหว สายตาของนางมองไปยังที่ไกลๆ พบว่าบนพลับพลาของแคว้นอี้ จักรพรรดิเซียวในชุดสีดำปรากฏตัวออกมาท่ามกลางการคุ้มครองของเหล่าองครักษ์ ใบหน้าอันงดงามหล่อเหลาของเขามิได้มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเฉพาะดวงคู่นั้น ที่มองแล้วคล้ายเจือความอ่อนโยน ดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างยิ่งยวด กาลเวลามิอาจทิ้งร่องรอยไว้บนร่างของเขาได้ สิ่งเดียวที่แตกต่างคือสายตาอันหยิ่งยโสที่ยิ่งลึกล้ำมากขึ้น
สายตาอันเ็ากวาดมองไปทั่วทั้งสนามและที่นั่งของเหล่าคนดู สตรีไม่น้อยมองไปยังจักรพรรดิเซียวอย่างหลงใหล ใบหน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอาย ทำให้อวิ๋นซูอดจะหัวเราะออกมาอย่างขบขันไม่ได้ ในความหยอกล้อนั้นเจือความเ็าอยู่หลายส่วน
ตอนนี้เอง เสียงกลองและฆ้องดังสนั่นอีกครั้ง ความคิดของอวิ๋นซูถูกดึงกลับมา เหล่าตัวแทนของแคว้นอี้พากันเชิดหน้าเหยียดมองคู่แข่ง สายตาของพวกเขาราวกับจะฆ่าคนได้ ท่าทางโเี้เช่นนั้น ประดุจดั่งพวกเขาจะต้องเป็ผู้ชนะในวันนี้อย่างแน่นอน
ดวงตาทั้งสิบคู่จ้องมองกัน เกลียวคลื่นที่มองไม่เห็นโถมกระหน่ำ บรรยากาศบนสนามกลายเป็ตึงเครียดขึ้นมาในทันที
สายตาของตงฟางซวี่ตกอยู่บนร่างของอวิ๋นซูแล้วกวาดมองไปรอบๆ อย่างแเี ความเคร่งขรึมบนใบหน้าได้เปลี่ยนเป็ความระมัดระวัง
วันนี้เขาจะต้องนำแคว้นเฉินชนะแคว้นอี้ให้ได้ ทำให้จักรพรรดิเซียวทราบว่า แคว้นเฉินของพวกเขาไม่ใช่หมากที่จะใช้ได้ตามใจชอบ และให้เสด็จพ่อทรงทราบว่าการอดทนไม่ได้นำพามาซึ่งความเคารพ ทว่าเป็การแสดงออกของผู้อ่อนแอ
อวิ๋นซูพยายามควบคุมใจที่เต้นตึกตักของตน ยามนี้ภายในหัวของนางมีเพียงความคิดเดียวที่หลงเหลืออยู่ นั้นคือละเลงความพ่ายแพ้ให้แก่เซียวอี้เชิน!
เมื่อคิดดังนั้น อวิ๋นซูเบนสายตาไปยังรัชทายาทและคนอื่นๆ สายตาฉายแววมั่นใจอย่างไม่คิดปกปิด บุรุษทั้งห้าพยักหน้าน้อยๆ กลิ่นอายบนร่างพลันเปลี่ยนไป
ในตอนนี้เอง ผู้ดูแลการแข่งขันเดินมากลางสนาม เสียงของเขาก้องกังวาน “ยามนี้การประลองระหว่างสองแคว้นจะเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ โดยสนามแรกจะเป็การแข่งขันแบบเดี่ยว ดำเนินในรูปแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เชิญตัวแทนทุกท่านเลือกม้าแข่งออกมาหนึ่งตัว”
คำกล่าวของผู้ควบคุมการแข่งเพิ่งจะจบ บุรุษที่มีเคราเต็มหน้ายืนขึ้นทางฝั่งของแคว้นอี้ มือของเขาจูงม้าแข่งสีดำออกมาด้วยตัวหนึ่ง
ม้าแข่งตัวนั้นเมื่อได้ปรากฏสู่สนามก็สะบัดหัวสะบัดหางให้กับผู้ชม ลวดลายของกล้ามเนื้อชัดเจนราวกับจะะเิออกมา ในใจของผู้ชมล้วนกู่ร้องว่าช่างเป็ม้าที่ยอดเยี่ยม
ในตอนที่คนทั้งสนามกำลังเดือดพล่าน อวิ๋นซูหันไปมองมุมหนึ่งพลางส่งสัญญาณออกไป เงาร่างหนึ่งหมุนกายจากไป ไม่นานก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แล้วพยักหน้าให้อวิ๋นซู
การแข่งขันรอบแรกของแคว้นอี้คือบุรุษผู้นี้ เช่นนั้นแคว้นเฉินเล่า?
ทุกคนเบิกตากว้างมองไปยังฝั่งของแคว้นเฉิน เฟิ่งอวี่เห็นดังนั้นจึงจูงม้าของเขาเดินมายังสนามแข่งอย่างสงบ
เมื่อเทียบกับม้าของแคว้นอี้ที่แข็งแกร่งห้าวหาญ ม้าแข่งของแคว้นเฉินกลับดูปกติไม่มีความพิเศษ ทุกคนอดไม่ได้ที่จะผิดหวัง ทว่าเมื่อคิดไปคิดมา อย่างน้อยในด้านหน้าตา เฟิ่งอวี่ย่อมชนะขาดอย่างแน่นอน
พริบตาเดียว ผู้ชมในสนามต่างก็ลังเล มิใช่ว่าแคว้นเฉินเตรียมแพ้อย่างราบคาบกลับมาจริงๆ หรือ มิฉะนั้นเหตุใดม้าทุกตัวจึงได้ดูธรรมดาเยี่ยงนี้ เมื่อมองไปยังม้าของเฟิ่งอวี่ ขนของมันทั้งหยาบทั้งสั้น อีกประเดี๋ยวคงไม่ใช่ว่ายังไม่ทันลงสนามก็พ่ายแพ้ในพริบตาหรอกกระมัง?
ทางฝั่งของแคว้นอี้ลอบยินดี การแข่งขันแรกไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงแล้ว! ม้าแข่งของแคว้นเฉินอ่อนแอเช่นนี้ แคว้นอี้ของพวกเขาย่อมชนะเป็แน่!
เห็นม้าของเฟิ่งอวี่ดูอ่อนแอเช่นนี้ บุรุษที่มีเคราพลันยกยิ้มเ็าปรายตามองไปยังเขา เมื่อทราบว่าการทหารของแคว้นเฉินอ่อนแอถึงเพียงนี้ก็มิจำเป็ต้องเห็นอยู่ในสายตา
จักรพรรดิเฉินอยู่ที่ในตำแหน่งสูงเห็นว่าทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว จึงพยักหน้าให้ผู้ดูแลการแข่งขันบนสนาม
“เริ่มการแข่งขันได้!” ผู้ดูแลชูมือขึ้นสูง เสียงกลองดังขึ้น คนทั้งสองฝ่ายรีบถอยไปยังเส้นทางเริ่มต้น
