ภายในห้องทรงพระอักษรในวังหลวง
อาลักษณ์ฟางรออยู่ที่นั่นแล้ว
ไม่นานชางหรงโหวก็ถูกเรียกตัวเข้าวัง จักรพรรดิเฉินมีสีหน้าเคร่งขรึม แต่ยังคงไว้หน้าเขาหลายส่วน “หลายวันนี้เจิ้นได้ฟังข่าวลือในเมืองหลวง กล่าวกันว่าสาวใช้ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ลงมือทำร้ายบุตรีของขุนนางฟาง ขุนนางที่รักทราบเื่นี้หรือไม่?”
ชางหรงโหวหน้าไม่เปลี่ยนสี ทำให้ผู้คนมองไม่ออกถึงความคิดในใจของเขา “กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
อาลักษณ์ฟางได้ยินพลันรู้สึกไม่พอใจ ก้าวออกมาด้านหน้า “บุตรสาวได้รับาเ็เป็เื่เล็ก แต่สาวใช้ผู้นั้นไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา พูดจาดูิ่ขุนนางกลางวันแสกๆ ผู้น้อยทราบดีว่าผู้น้อยตำแหน่งต้อยต่ำอำนาจน้อยนิด แต่ข่าวลือก็ส่งผลในวงกว้าง เื่นี้สำคัญนัก เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ ยังต้องร่วมหารือกับท่านโหว”
เมื่อเห็นว่าชางหรงโหวไม่พูด อาลักษณ์ฟางก็เอ่ยต่อ “ผู้น้อยคิดว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่เป็แบบอย่างของสตรีในเมือง หากว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตาเช่นนี้จริง ย่อมสร้างผลกระทบต่อชาวบ้าน ผู้น้อยจึงสงสัยยิ่งนัก” ความหมายของเขาก็คือการกระทำเช่นนี้ได้กระทบไปถึงบรรยากาศในเมืองแล้ว
คำพูดของอาลักษณ์ฟางทำให้ชางหรงโหวไปต่อไม่ถูก อย่างไรเื่นี้ก็ผ่านไปแล้วแต่เขากลับไม่ทราบ “อาลักษณ์ฟางโปรดวางใจ โหวอย่างข้าจะต้องกลับไปถามให้กระจ่าง จะจัดการให้ท่านอาลักษณ์อย่างแน่นอน”
ภายในจวนชางหรงโหว
หลิ่วอวิ๋นชิงเพิ่งจะกลับมาจากนอกจวน ในมือของนางมีกำไลข้อมืออันใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอัน
ครั้งนี้ตัวเองก็ยังกระทำเื่เดิมซ้ำอีกครั้ง ใช้ชื่อของหย่งจี๋เสี้ยนจู่แย่งซื้อมา
เมื่อย้อนนึกถึงสถานการณ์ตอนนั้น หลิ่วอวิ๋นชิงอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น แม้ว่านางจะเกลียดหลิ่วอวิ๋นซูแทบตาย แต่ชื่อของหย่งจี๋เสี้ยนจู่กลับใช้ได้อย่างสบายยิ่งนัก เนื่องจากการกระทำหลายครั้งของตนเองที่ผ่านมา คำว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ได้กลายเป็สิ่งชั่วร้ายภายในเมืองหลวงไปแล้ว
หลิ่วอวิ๋นชิงยกมือขึ้นมองไปยังกำไลที่เปล่งประกายบนข้อมือ ในใจเกิดแผนการขึ้นอีกครั้ง
หลายวันมานี้ทะเลาะวิวาทจนเหนื่อยแล้ว มิสู้ครั้งหน้าไปทานอาหารเยี่ยงาาโดยมิต้องจ่ายเงินจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของนังตัวโชคร้ายเหม็นเน่ามากเท่าไรยิ่งดี
ในขณะที่กำลังใคร่ครวญอยู่ เงาร่างหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากหัวมุม
หลิ่วอวิ๋นชิงร่างกายโซเซ มีสีหน้าเย็นะเืลงในพริบตา “ผู้ใดที่มันไม่มีตากัน...”
เมื่อมองให้ดี ถึงกับเป็คุณชายซีของบ้านรอง!
แต่ไม่ทันที่หลิ่วอวิ๋นชิงจะได้เอ่ยปากกล่าวอะไร คุณชายผู้นั้นก็กลอกตาใส่นางครั้งหนึ่ง กระทั่งทักทายก็ยังไม่ทำ แล้วเดินเฉียดไหล่นางจากไป
หลิ่วอวิ๋นชิงโกรธจัด แต่ก็อดกลั้นเอาไว้ไม่กล้าแสดงออกไปให้มากนัก อย่างไรเสียในจวนแห่งนี้ ผู้ใดบ้างที่ไม่ทราบว่าคุณชายซีเป็ก้อนแป้งล้ำค่าของบ้านรอง กระทั่งท่านย่าก็ยังรักถนอมเขามาก
สายตาจ้องไปยังเงาร่างที่วิ่งไปไกล อดไม่ได้ที่จะกระทืบเท้าเบาๆ ฮึ! นางหาเื่ไม่ได้แล้วจะหลบไม่ได้หรือ? ถือโอกาสหลีกเลี่ยงสถานที่ที่เด็กคนนั้นต้องผ่าน ใช้เส้นทางอื่น
อีกด้านหนึ่ง ตลอดทางที่หลิ่วเฉิงซีมายังเรือนไผ่ แผลไฟไหม้บนใบหน้าของเขายังคงไม่หายสนิท ดังนั้นตอนนี้ดูแล้วจึงเหมือนกับลูกแมวลายตัวหนึ่ง
“พี่ซู!” น้ำเสียงมีความสนิทสนมอย่างเห็นได้ชัด
“คุณชายซีมาได้อย่างไร?” อวิ๋นซูรู้สึกเหนือคาด เวลานี้เขาควรจะเรียนหนังสืออยู่ที่ห้องหนังสือมิใช่หรือ?
หลิ่วเฉิงซีลูบหน้า เดินเข้าไปใกล้อวิ๋นซูที่อยู่ข้างหน้าอย่างออดอ้อน “ข้ารู้สึกเหมือนไม่ค่อยสบายหน้า ดังนั้นจึงมาที่นี่ขอรับ”
“เช่นนั้นหรือ?” อวิ๋นซูวางยาในมือลง มองาแของเขาอย่างละเอียด
หลิ่วเฉิงซีให้ความร่วมมืออย่างเชื่อฟัง มุมปากบ่นพึมพำไม่หยุด “พี่ซูขอรับ ลองเดาดูสิว่าตอนที่ข้ามาเจอกับผู้ใด?”
อวิ๋นซูยิ้มบางๆ
“พี่ห้า! ข้าเห็นท่าทางนางพึมพำกับตัวเองแล้วน่าขบขันอยู่ไม่น้อย เดี๋ยวก็ยินดีเดี๋ยวก็ถอนใจ ข้าจึงตั้งใจชนนางไปครั้งหนึ่ง!”
อวิ๋นซูส่ายศีรษะอย่างจนใจ เกรงว่าในจวนโหวจะมีเพียงเขาคนเดียวที่กลั่นแกล้งหลิ่วอวิ๋นชิงเช่นนี้
“ใช่แล้ว!” หลิ่วเฉิงซีราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ “บนร่างของนางสว่างไสวเต็มไปหมด ไม่รู้จริงๆ ว่าสวมใส่เครื่องประดับมากน้อยเพียงใด! อา...แต่พี่ซูยังดูดีกว่าอยู่ดี!”
เครื่องประดับ?
อวิ๋นซูเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “เช่นนั้นหรือ? มิสู้คุณชายซีพาพี่ซูไปดูเสียหน่อย”
หลิ่วเฉิงซีขมวดคิ้วอย่างรู้สึกขัดแย้ง “ต่อให้นางสวมเครื่องประดับมากเพียงใดก็งามไม่ได้ครึ่งของพี่ซู ไม่ หนึ่งในหมื่นก็เทียบไม่ได้!”
“รู้จักพูดนัก!” อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะยิ้ม
หลิ่วเฉิงซีทำหน้าจริงจัง “พี่ซูไม่เชื่อข้าหรือขอรับ? เช่นนั้นก็ดี ข้าจะพาท่านไปดู นางไม่ได้งามไปกว่าท่านจริงๆ!”
เพื่อที่จะพิสูจน์ตนเอง ผู้เยาว์ท่านนี้จึงถือโอกาสพาอวิ๋นซูไปยังสถานที่ที่พบกับหลิ่วอวิ๋นชิงเมื่อครู่นี้ แต่ตอนที่พวกเขาไปถึงกลับไม่เห็นคน “คนเล่า? ไปที่ใดแล้ว?”
ผู้เยาว์ท่านนี้ปรากฏท่าทางอารมณ์เสียออกมา อวิ๋นซูที่เดิมทีคิดว่าจะพาเขาจากไปเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “คุณชายซี ่นี้น้าสะใภ้รองสุขภาพเป็อย่างไร?”
หลิ่วเฉิงซีแย้มยิ้มบนใบหน้า “สุขภาพของท่านแม่ใน่นี้ดีมากขอรับ ท่านพ่อก็อยู่ข้างกายเป็เพื่อนพวกเรา ทั้งยังส่งอนุรองและอนุสามออกไป วันนี้ในจวนสงบลงไม่น้อย วันหน้าท่านแม่ก็จะไม่ป่วยอีก!”
อวิ๋นซูได้ยินก็อมยิ้ม ในใจรู้สึกยินดีแทนฮูหยินบ้านรอง ในโลกนี้คนดีย่อมได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทน
ตอนนี้เองนางกวาดตามองไปพบเงาร่างหนึ่งเดินไปเดินมาอยู่ในมุมหนึ่งบริเวณไม่ไกล
หลิ่วอวิ๋นชิงเดินวนรอบจวนรอบหนึ่งแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะพบกับคนที่เกลียดที่สุด นางลังเลครู่หนึ่ง กำลังคิดจะเดินเลี่ยงจากไปอีกทาง คิดไม่ถึงว่าในตอนนี้อวิ๋นซูจะเดินเข้ามา
“พี่ห้าเ้าคะ ไม่ได้พบกันนาน” น้ำเสียงของอวิ๋นซูเจือไปด้วยความกระตือรือร้นอยู่หลายส่วน สายตาของนางไหลเวียนไปด้วยประกายแปลกประหลาด
หลิ่วอวิ่นชิงอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็นอยู่ในใจ เก็บซ่อนสีหน้าไม่พอใจเอาไว้ไม่มิด “หย่งจี๋เสี้ยนจู่กล่าวอะไรกันเ้าคะ? ตัวเล็กๆ อย่างข้าจะพบหรือไม่พบเกี่ยวข้องอะไรกันเ้าคะ?”
อวิ๋นซูไม่สะทกสะท้าน ราวกับไม่ได้ยินคำพูดเสียดสีของนาง สายตาตกอยู่บนที่ติดผมของนางอย่างไม่รู้ตัว
“ที่ติดผมของพี่ห้างามจังเลยเ้าค่ะ ฝีมือการแกะสลักก็ประณีต ดูแล้วขับผิวอยู่ไม่น้อย”
สีหน้าของหลิ่วอวิ๋นชิงเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างหวาดระแวง เว้นระยะห่างออกจากอวิ๋นซู “ในเรือนของหย่งจี๋เสี้ยนจู่มีของล้ำค่านับไม่ถ้วน ถึงกับสนใจของที่ไม่เข้าตาเช่นนี้ หรือว่าจะตั้งใจจะกล่าวว่าพี่สาวต้อยต่ำ?”
กล่าวจบก็ไม่คิดจะพัวพันกับอวิ๋นซูให้มากความ รู้สึกว่าสายตาของนางทำให้ผู้อื่นตื่นตระหนกยิ่ง จึงคิดจะเดินจากไปด้านข้าง แต่กลับถูกอวิ๋นซูขวางเอาไว้
“ไม่ทราบว่าพี่ห้าให้ข้าดูที่ติดผมได้หรือไม่เ้าคะ?”
หลิ่วอวิ๋นชิงยิ้มเ็า ยื่นแขนออกไปจัดผมตนเองโดยไม่รู้ตัว “ของเช่นนี้ ข้าเกรงว่าจะทำให้สายตาของเสี้ยนจู่ต้องแปดเปื้อน!”
พริบตาเดียวสายตาของอวิ๋นซูก็ตกอยู่บนกำไลข้อมือชิ้นนั้น “กำไลข้อมือของพี่ห้าก็งามยิ่งนัก จะสามารถมอบให้น้องหกเป็รางวัลได้หรือไม่เ้าคะ?”
หลิ่วอวิ๋นชิงใเป็อย่างมาก คนผู้นี้เป็อะไรกันแน่ เหตุใดวันนี้จึงมาวุ่นวายกับตนเอง? หรือนางจะรู้แล้วว่าเื่เ่าั้เป็ตัวเองที่ทำ? ไม่...เื่นี้จะยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด
นางกุมข้อมือของตนโดยไม่รู้ตัว “อย่าหยอกล้อข้าเลย ในเรือนของเสี้ยนจู่เครื่องประดับอะไรบ้างที่ไม่มี? เวลาไม่เช้าแล้ว อี๋เหนียงยังรอข้ากลับไปทานมื้อเย็น!”
พูดจบก็ไม่สนใจว่าอวิ๋นซูจะตามตนเองมาอีกหรือไม่ เดินไปจากระเบียงอย่างเร่งรีบราวกับหลบหนีก็มิป่าน
หลิ่วเฉิงซีที่เดินมาข้างหลังเข้ามาใกล้ “พี่ซูขอรับ ท่านกับพี่ห้าพูดอะไรกันหรือ? เหตุใดข้าจึงคิดว่าท่าทางของพี่ห้าดูประหลาดนัก?”
สายตาของอวิ๋นซูเปล่งประกาย แปลกประหลาดมากจริงๆ
นางย่อกายลงมองเฉิงซี “ช่วยพี่ซูสักเื่ได้หรือไม่?”
ผู้เยาว์ท่านนี้ได้ยินพลันสายตาสว่างวาบ “ได้ขอรับ!”
ภายในเรือนอนุสี่
เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูเรือนอย่างระมัดระวัง ยื่นคอมองสถานการณ์ด้านในเป็ระยะ
เนิ่นนานผ่านไป หลิ่วเฉิงซีเห็นเพียงหลิ่วอวิ๋นชิงทานอาหารเย็นอยู่ด้านในอย่างเงียบๆ เพียงคนเดียว เขาเอียงศีรษะใคร่ครวญครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงปรากฏใบหน้ายิ้มแย้มออกมา
“พี่ห้าขอรับ!”
“หลิ่ว...คุณชายซี! เป็อะไรหรือ ถึงกับมีเวลามาที่เรือนของพี่ห้า?” ใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นชิงแข็งค้าง หยุดการกระทำในมือลง แสดงท่าทางไม่ต้อนรับปีศาจน้อยจอมวุ่นวายตรงหน้าอย่างเห็นได้ชัด
“พี่ห้าขอรับ ข้าเห็นว่าท่านทานอาหารคนเดียวคงจะเบื่อมาก ดังนั้นจึงมาอยู่เป็เพื่อนท่านขอรับ!” ใบหน้าของหลิ่วเฉิงซีประดับไปด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า แต่เพราะว่ารอยแผลยังไม่หายดี ในตอนนี้จึงทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหวาดผวา
“จะเบื่อหน่ายไปได้อย่างไร พี่หกของเ้าจะต้องเตรียมของอร่อยๆ ไว้เป็แน่ เวลาขนาดนี้แล้ว คุณชายซีควรจะหิวแล้วกระมัง รีบกลับไปที่เรือนไผ่เถิด ไม่เช่นนั้นท่านพ่อจะตำหนิข้าที่ทำให้เวลาทานอาหารของคุณชายซียืดเยื้อ” เ้าเด็กหน้าเหม็นนี่ หรือจะฟังไม่ออกว่าตนเองกำลังไล่คน
ในใจของหลิ่วเฉิงซีไม่พอใจ หากไม่ใช่เพราะพี่ซู เขาก็ไม่อยากจะเหยียบเข้ามาที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว! แสร้งทำเป็ไม่เข้าใจความหมายของนาง ยกเท้าขึ้นเดินไปนั่งข้างโต๊ะอาหารตามสบาย “ข้าก็หิวแล้วจริงๆ หากท่านลุงใหญ่กลับมาถาม ข้าก็จะบอกว่าพี่ห้าไม่ยอมให้ข้ากิน”
หลิ่วอวิ๋นชิงพลันรู้สึกอัดอั้นตันใจ เ้าเด็กหน้าเหม็นน่ารังเกียจ ั้แ่ที่สนิทสนมกับหลิ่วอวิ๋นซู การกระทำของเขาก็ยิ่งทำให้นางเกลียดชัง
“ได้ๆๆ! พี่ห้าจะไปหยิบถ้วยหยิบตะเกียบมาให้เ้า” นางหันไปกลอกตาใส่เขาเงียบๆ ครั้งหนึ่ง “เด็กๆ นำถ้วยและตะเกียบชุดหนึ่งมาให้คุณชายซี”
เพิ่งจะเดินเข้าไปใกล้ หลิ่วเฉิงซีพลันโยนผักใบหนึ่งเข้าไปในผมของหลิ่วอวิ๋นชิง แสดงท่าทางหวาดกลัวอย่างหาที่เปรียบมิได้ “อา! พี่ห้า มีแมลง มีแมลงขอรับ! เหตุใดในอาหารของท่านจึงมีแมลงได้? น่ากลัวยิ่งนัก!”
พริบตานั้นหลิ่วอวิ๋นชิงพลันเบิกตากว้าง กรีดร้องพลางดึงผมของตนเอง เพียงแต่ในตอนนี้หลิ่วเฉิงซีหยิบอาหารอีกจานราดลงไป “พี่ห้า อาหารนี้ของท่านทานไม่ได้แล้ว ท่านดูสิ! มีแต่แมลงทั้งนั้น!”
น้ำแกงมันเลี่ยนไหลลงไปตามผมในชั่วพริบตา หลิ่วอวิ๋นชิงยากจะอธิบายอารมณ์ของตนเองในตอนนี้ได้โดยสิ้นเชิง นางกรีดร้องด้วยท่าทางอัปลักษณ์ไม่หยุด ที่นี่มีแมลงที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่าเป็เด็กคนนี้จงใจกลั่นแกล้ง!
“หลิ่วเฉิงซี เ้าทำอะไร? เ้าบ้าไปแล้วหรือ?” นางในตอนนี้ระงับความโกรธในใจไม่ไหวอีกต่อไป
“พี่ห้าขอรับ มีแมลงจริงๆ ข้าไม่ได้หลอกท่านจริงๆ นะ!” ใบหน้าของหลิ่วเฉิงซีแขวนไปด้วยรอยยิ้มสนุกสนานแล้วเดินเข้าไปใกล้ ใช้มือดึงที่ติดผมผมของนางออกมาอย่างรวดเร็ว “พี่ห้า ท่านอย่าได้กลัวไป ข้าช่วยท่านเอาแมลงออกแล้ว!” นางรู้สึกถึงความเ็ปจากเส้นผม
“หลิ่วเฉิงซี!!!” หลิ่วอวิ๋นชิงโกรธจนกระทืบเท้า ไม่ได้รู้เลยแม้แต่น้อยว่าบนผมของตนเองมีอะไรหายไป!
หลิ่วเฉิงซีรีบเก็บของชิ้นนั้นแล้วจึงไม่สนใจอะไรอีก หัวเราะขนานใหญ่แล้วหมุนกายวิ่งออกไปจากเรือนของหลิ่วอวิ๋นชิง เหลือทิ้งไว้เพียงสตรีที่ใกล้จะบ้าอยู่เื้ั
...
ภายในเรือนไผ่ อวิ๋นซูรับที่ติดผมมาจากในมือของหลิ่วเฉิงซี นิ้วมือลูบลงไปเบาๆ พบว่ามีตัวอักษร “ฝูเสียง” ประทับไว้ ดูเหมือนว่าจะค่อยๆ ปรากฏร่องรอยออกมาแล้ว
