เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ทว่าไม่พบการเคลื่อนไหวแม้เพียงนิด เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงของลมเท่านั้น
หลิ่วเฉิงซีอยู่ข้างกายของฮูหยินรอง ส่วนนายท่านรองกุมกระบี่ยืนอยู่ข้างกายชางหรงโหว สิ่งที่ควรจะมากลับไม่มา
“ฮึ! ดูท่าคงจะถูกจวนแม่ทัพเวยหย่วนละทิ้งเสียแล้ว”
เขายืนขึ้นมองไปยังสตรีไร้ลมหายใจบนพื้นโดยไม่กล่าวสิ่งใดอยู่เนิ่นนาน ไม่มีผู้ใดทราบว่าในใจของเขากำลังคิดอะไรอยู่ รู้เพียงว่าท่านโหวจะต้องไม่สบายใจเป็แน่ บุตรีแท้ๆ ของตนถึงกับวางยาพิษเพื่อทำร้ายเขา
“เด็กทรพี! เด็กทรพี!” ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วแน่น ในยามนี้ชุนเซียงพาองครักษ์หลายคนเข้ามาจากด้านนอก
ทุกสิ่งทุกอย่างดูราวกับว่าจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว องครักษ์ใช้เสื่อฟางผืนหนึ่งห่อหุ้มร่างกายของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า ชางหรงโหวมองไปยังพวกเขาด้วยสายตาเ็า “จัดการให้สะอาดเสียหน่อย”
บุตรีภรรยาเอกของชางหรงโหวถึงกับถูกพิษตาย หากเผยแพร่ออกไปจะต้องจะต้องมีคำซุบซิบนินทามากมายเป็แน่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่สามารถให้ผู้อื่นรู้ความจริงของเื่นี้ มิเช่นนั้นจะถูกผู้มีใจคิดไม่ซื่อใช้ประโยชน์จากเื่นี้ได้
เมื่อมองดูเสื่อที่ถูกแบกหามออกไป อนุสี่ใจนพูดอะไรไม่ออก นางฟังออกแล้วว่า ที่แท้ระยะนี้หลิ่วอวิ๋นชิงมีท่าทางแปลกไปเป็เพราะว่าคุณหนูรอง นางย้ายร่างของตนมาข้างกายอวิ๋นซู “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ขอร้องท่านเถิด ช่วยคุณหนูห้าด้วยเถิดเ้าคะ!”
คิดไม่ถึงว่า เบื้องหน้ากลับปรากฏใบหน้าเคร่งขรึมของชางหรงโหว
อนุสี่ใ เข้าใจได้โดยพลัยว่าความโกรธของท่านโหวมาจากที่ใด “ทะ ท่านโหว...คุณหนูห้าเองก็ถูกผู้อื่นใช้งาน คุณหนูห้าถูกควบคุมเ้าค่ะ!”
นางใช้แรงเขย่าร่างหลิ่วอวิ๋นชิงที่อยู่ข้างๆ สตรีผู้นั้นนั่งอย่างเลื่อนลอย ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เห็นได้ว่าคำพูดของอวิ๋นซูไม่เป็เท็จ หลิ่วอวิ๋นชิงเป็เพียงหุ่นเชิดที่ถูกหลิ่วอวิ๋นฮว๋าใช้ประโยชน์ กระทั่งยาถอนพิษก็ไม่ให้นางกินก่อน เห็นได้ว่านางเป็เพียงหมากตัวหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่เพียงพอที่จะดับโทสะในใจของชางหรงโหว อวิ๋นซูทราบว่าชางหรงโหวในยามนี้ไร้ที่ระบาย ในสายตาของเขา หลิ่วอวิ๋นชิงและหลิ่วอวิ๋นฮว๋าล้วนเป็พวกเดียวกัน
เหตุผลและความโกรธกำลังต่อสู้กัน ทุกคนเห็นเส้นเืบนมือทั้งสองของเขาที่กำลังสั่นรุนแรงได้อย่างชัดเจน ราวกับสามารถออกหมัดซัดหลิ่วอวิ๋นชิงให้กระเด็นออกไปได้ทุกเมื่อ
อนุห้ารีบยืนขึ้น “เสี้ยนจู่ เหตุใดคุณหนูห้าจึงได้แปลกไปเช่นนี้?”
“ท่านพี่วางยานางเ้าค่ะ ทำให้นางกลายเป็หุ่นเชิดที่ไม่สามารถพูดจาได้ จะฟังเพียงแต่คำสั่งของท่านพี่เท่านั้น”
อวิ๋นซูใช้สายตาเห็นใจมองไปยังอนุสี่ ในดวงตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความอ้อนวอน หวังว่าอวิ๋นซูจะสามารถขอร้องเพื่อหลิ่วอวิ๋นชิงต่อหน้าท่านโหวได้
“เหลวไหล! เหลวไหลใหญ่แล้ว!” เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้อนุสี่ใ ตอนนี้นางไม่สนใจว่าจะสามารถรักษาหลิ่วอวิ๋นชิงได้หรือไม่ ขอเพียงสามารถรักษาชีวิตของนางเอาไว้ได้ อนุสี่ก็คิดว่าเพียงพอแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าค่อยๆ ยืนขึ้น ใบหน้าดุดันมองไปยังหลิ่วอวิ๋นชิง “เด็กๆ พานางออกไป!”
อนุสี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก กล่าวเช่นนี้ ชีวิตของอวิ๋นชิงนับว่ารักษาไว้ได้แล้ว...แต่นางก็ระทมทุกข์ยิ่งนัก วันหน้าชีวิตของอวิ๋นชิงจะผ่านไปอย่างไร?
ในคืนนี้ จวนโหวไม่มีผู้ใดข่มตานอนได้
ฮูหยินรองอยู่ในห้องของอวิ๋นซู สนทนากับนางในเื่นี้ ส่วนนายท่านรองอยู่ในห้องหนังสือของชางหรงโหว ทั้งสองหารือกันถึงวิธีการรับมือเื่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
“คิดว่าคุณหนูรองจะต้องสมรู้ร่วมคิดกับจวนแม่ทัพเวยหย่วนเป็แน่ เมื่อกระทำเื่ราวจนสำเร็จจึงค่อยส่งสัญญาณออกไปให้พวกเขาบุกเข้ามา วันนี้เกรงว่าฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนจะรู้ว่าแผนการล้มเหลวแล้ว จากนี้ไปเมื่อสองครอบครัวพบกันในราชสำนัก เกรงว่าท่านโหวจะมีโทสะ...” ฮูหยินรองเองก็เป็คนเฉลียวฉลาดคนหนึ่ง
อวิ๋นซูพยักหน้าเบาๆ “แต่จะอย่างไร โอกาสที่ท่านพ่อจะได้พบกับฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนก็น้อยยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้น เื่นี้ แม่ทัพเวยหย่วนก็ไม่แน่ว่าจะทราบ”
ความหมายของนางก็คือ เื่ทุกอย่างนี้อาจจะมีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนที่ทราบ และลงมือเพื่อ้าจะแก้แค้นให้เหลยซื่อ
แน่นอนว่าวิธีการของฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนผู้นี้โเี้ยิ่งนัก ถึงกับจะส่งทุกคนในจวนชางหรงโหวไปตายเป็เพื่อนเหลยซื่อ ยิ่งไปกว่านั้นหากแผนการของนางสำเร็จ คนนอกก็จะรู้เพียงว่าจวนชางหรงโหวถูกมือสังหารฆ่าล้างจวน ไม่มีผู้ใดสงสัยไปถึงตัวแม่ทัพเวยหย่วน
อวิ๋นซูทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนจะต้องไม่ยอมจบง่ายๆ เช่นนี้แน่ นางเป็ศัตรูที่ตนควรจะจับตามอง
“คุณหนูรองผู้นั้น...ฮูหยินผู้เฒ่าคิดจะทำอย่างไรหรือ?” ความหมายของฮูหยินสองก็คือ วันหน้ายากจะหลีกเลี่ยงไม่ให้คนนอกรู้ว่าคุณหนูรองแห่งจวนชางหรงโหวไม่อยู่แล้ว แต่เื่นี้จะอธิบายกับผู้อื่นอย่างไร?
“ความคิดของท่านย่าก็คือ จะปล่อยข่าวเื่ที่ท่านพี่ติดโรคประหลาดออกไป จากนั้นก็ปล่อยไปตามเื่ราว” ความหมายก็คือ กระทั่งงานศพง่ายๆ ก็ไม่จัด ในเมื่อตายเพราะติดโรคประหลาด เช่นนั้นท่านโหวย่อมต้องจัดการอย่างเงียบๆ ไม่ให้ประชาชนภายนอกหวาดกลัว
ผู้ใดจะสามารถคาดเดาได้ว่าเป็โรคประหลาดใดกันแน่ จะสามารถติดต่อได้หรือไม่ ดังนั้นคนภายนอกจะต้องหลีกเลี่ยงอย่างแน่นอน ไม่ทำการสืบสวนต่อไปอีก
ฮูหยินรองสูดหายใจลึก มองท่าทางใจเย็นของอวิ๋นซู ไม่ง่ายเลยจริงๆ คุณหนูหกทราบเื่ราวยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ก็ยังสามารถสงบอารมณ์เอาไว้ได้ ความจริงแล้วคนอำมหิตเช่นนี้ไม่สมควรได้รับโอกาสใดๆ อีกต่อไป
นางยื่นมือออกไปกุมหลังมือของอวิ๋นซูเบาๆ สายตาเจือไปด้วยความเ็ปใจและความเข้าใจอยู่หลายส่วน
...
ภายในตำหนักของรัชทายาท
“เ้ากล่าวว่า เมื่อคืนในจวนชางหรงโหวเกิดเื่ประหลาดเช่นนั้นหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าา ดูเหมือนว่าองครักษ์ในจวนจะถูกคนกันออกไป ตอนที่กระหม่อมไปตรวจดูก็พบคนอีกกลุ่มหนึ่ง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีเป้าหมายบางอย่าง จึงจับตาดูอยู่นอกจวนชางหรงโหวโดยตลอด จนกระทั่งยามดึกจึงจะจากไปพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อฟังเช่นนี้ก็ราวกับกำลังรอโอกาสอะไรบางอย่าง ในใจของตงฟางซวี่เกิดความกังวลขึ้น หยิบพู่กันข้างๆ ขึ้นมาเขียนจดหมายแล้วส่งให้ในมือขององครักษ์ผู้นั้น
ยามค่ำคืน
บนเหลาอาหารริมแม่น้ำ ตงฟางซวี่มองไปยังเกลียวคลื่นบนผิวน้ำแล้วจึงมองไปบนถนนเป็ระยะ แต่กลับไม่เห็นเงาร่างอันคุ้นเคยนั้นเลย
คุณหนูหกตรงเวลาเป็ที่สุด หากผ่านไปอีกครู่หนึ่งนางไม่มา แสดงว่าในจวนชางหรงโหวย่อมเกิดเื่ขึ้นจริง เมื่อคิดไปถึงการประชุมเช้าในราชสำนักวันนี้ ชางหรงโหวเองก็มีบรรยากาศเ็าไปทั้งร่าง ตงฟางซวี่ยิ่งไม่สามารถระงับการคาดเดาในจิตใจได้
“คุณชาย เชิญทางนี้ขอรับ”
ในตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงเสี่ยวเอ้อดังแว่วขึ้นมา ตงฟางซวี่รีบยืนขึ้น จนกระทั่งใบหน้าอันคุ้นเคยปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
หินก้อนใหญ่ที่กดทับอยู่ในใจพลันสลาย ท่าทางเช่นนั้นทำให้อวิ๋นซูขมวดคิ้ว เหตุใดเขาจึงได้มีท่าทีเช่นนั้น
ในเหลาอาหารมีเสียงครื้นเครงดังไม่ขาดสาย เมื่อเห็นว่านางไม่เป็อะไร อารมณ์ของตงฟางซวี่จึงดีขึ้นมาก “คุณหนูหก เมื่อคืนจวนชางหรงโหวเกิดเื่อะไรขึ้นหรือไม่?”
อวิ๋นซูไม่แปลกใจกับความรวดเร็วในข่าวสารของรัชทายาท นางเพียงยกถ้วยน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบอย่างเรียบเฉย “เป็เื่เล็กน้อยเท่านั้นเพคะ แต่ได้แก้ปัญหาไปเรียบร้อยแล้ว”
เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ ตงฟางซวี่ยิ่งรู้สึกว่าเื่ที่เกิดขึ้นไม่เรียบง่ายเช่นนั้น เนื่องจากทุกเื่ที่อวิ๋นซูไม่เต็มใจจะเปิดปากเล่า จะต้องเป็เื่ที่ร้ายแรงเป็อย่างมากแน่นอน
“เมื่อคืนองครักษ์เงาที่ข้าส่งไปพบว่านอกจวนชางหรงโหวมีคนน่าสงสัยอยู่กลุ่มหนึ่ง พวกเขาจับตาดูอยู่นอกจวนจนกระทั่งครึ่งคืนจึงจะจากไป”
อวิ๋นซูได้ฟังก็รู้ได้ทันทีว่าเป็คนของจวนแม่ทัพเวยหย่วน
ในยามนั้น หากคนเหล่านี้ทนไม่ไหวแล้วบุกเข้าไปในจวน จะต้องรบราฆ่าฟันกับชางหรงโหวที่กำลังรออยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่วันนี้ชางหรงโหวไม่อาจกล้ำกลืนความโกรธเคืองเอาไว้ รายงานการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างของจวนแม่ทัพเวยหย่วนให้แก่ฝ่าาโดยตรง
อวิ๋นซูทราบว่าหากตนเองไม่พูด รัชทายาทย่อมมีวิธีการสอบถามทุกสิ่งทุกอย่างออกมา จึงได้บอกเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนออกมาทั้งหมด
ตงฟางซวี่หน้าเปลี่ยนสี “ถึงกับมีเื่เช่นนี้เชียวหรือ?!”
ในสมองอดไม่ได้ที่จะปรากฏภาพใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าออกมา สตรีผู้นั้น… คิดไม่ถึงว่าจะกระทำเื่เลวร้ายไร้คุณธรรมเช่นนี้ออกมาได้ คิดไม่ถึงว่าอวิ๋นซูจะข้ามผ่านคืนวันอันโหดร้ายเช่นนี้มา ทันใดนั้นตงฟางซวี่รู้สึกตำหนิตนเองอยู่บ้าง ทั้งที่บอกกับตนเองแล้วแท้ๆ ว่าจะต้องคุ้มครองสตรีผู้นี้ไม่ให้นางพบกับอันตรายอีก แต่เหตุใดทุกครั้งอันตรายจึงมักจะไปหานางเสมอ
ยากที่จะจินตนาการได้ว่าหากหลิ่วอวิ๋นฮว๋าลงมือสำเร็จ เช่นนั้นตนเองจะไม่ได้พบสตรีตรงหน้าผู้นี้อีกแล้วใช่หรือไม่
“คุณหนูหกวางใจเถิด เื่นี้ข้าจะต้องสืบสวนเื่ราวจนกระจ่างชัดเพื่อพวกเ้าให้จงได้” หากว่ามีหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็ผู้ใด ต่อให้เป็ส่วนแม่ทัพเวยหย่วนที่มีผลงานโดดเด่นทางด้านการรบ เขาก็จะต้องให้เสด็จพ่อจัดการพวกเขาให้ได้!
“ไม่เพคะ ฝ่าาไม่จำเป็ต้องใส่ใจ เื่นี้ให้ปล่อยไปก่อนชั่วคราว”
เมื่อเห็นท่าทางปฏิเสธของนาง ตงฟางซวี่พลันต้องลอบถอนใจ แสงจันทร์ตกอยู่บนใบหน้าสุขุมสง่างามของอีกฝ่าย ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในใจของตงฟางซวี่จึงเกิดระลอกคลื่น ความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของนางมักจะทำให้ผู้คนสงสารเวทนา เขาถึงกับยื่นมือของตนออกไปโดยไม่รู้ตัว
อวิ๋นซูรู้สึกว่าหลังมือของตนอุ่นร้อนขึ้น นางหันมองอย่างสงสัย พบนิ้วเรียวยาวทั้งห้าของตงฟางซวี่ที่วางอยู่บนหลังมือของตน
นางเบนสายตาขึ้นมองอย่างประหลาดใจ จึงสบเข้ากับดวงตาอันอ่อนโยนหาที่เปรียบคู่นั้นของอีกฝ่ายเข้าพอดี
“...” อวิ๋นซูรู้สึกประหลาดใจ พลันมีลางสังหรณ์อันไม่สงบเกิดขึ้น
“อวิ๋นซู ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ให้ข้าปกป้องเ้า ดีหรือไม่?”
ความรู้สึกที่เก็บซ่อนอยู่ในใจมาเนิ่นนานพลันล้นทะลักออกมาท่ามกลางแสงจันทร์อย่างไม่สามารถควบคุมได้ เขาไม่อาจจะเก็บเอาไว้ได้อีกต่อไป ตงฟางซวี่ทราบเพียงว่าตนเองเกือบจะสูญเสียนางไปแล้ว ความรู้สึกไม่สงบใจเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกประดุจว่าร่างกายของตนอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่น แม้จะ้าแต่กลับไม่สามารถหยุดยั้งความรู้สึกที่ไหลเวียนอยู่ระหว่างข้อนิ้วได้
เขาหาโอกาสที่จะเปิดเผยความรู้สึกต่อหน้านางมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตนเองรอต่อไปไม่ไหวแล้ว
เวลาคล้ายหยุดนิ่ง สายตาของอวิ๋นซูเปลี่ยนไป สุดท้ายดึงมือออกมาจากใต้มือของเขาช้าๆ
นางนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเช่นนั้น ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมาบนใบหน้า
ตงฟางซวี่รู้สึกตื่นตระหนก หรือว่าตนเองจะรีบร้อนเกินไป? เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างขมขื่น “ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อใด ยามหลับตาจึงได้ปรากฏใบหน้าของเ้า เมื่อเสด็จแม่พูดถึงเื่ที่ให้ข้าคัดเลือกสตรีมาผู้หนึ่ง ข้าก็คิดถึงเ้า อวิ๋นซู เ้าเป็สตรีที่พิเศษที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ เป็สตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้ข้าได้รู้จักรสชาติของความคิดถึง ก่อนหน้านี้เ้าไปเจียงหนาน ข้ารู้สึกเสียใจยิ่ง ั้แ่นั้นเป็ต้นมาข้าก็บอกกับตัวเองว่าจะต้องปกป้องเ้าอย่างสุดความสามารถ”
เขาค่อยๆ หลุบตาลง สุดท้ายจึงสูดหายใจลึก ราวกับตัดสินใจได้ “วันคัดเลือกพระชายา ข้าตัดสินใจจะขอร้องเสด็จพ่อ ให้พระราชทานสมรสให้ข้าและเ้า ให้เ้าได้มีตำแหน่งเป็พระชายารัชทายาท”
ทุกคำพูดกล่าวได้ชัดเจน แฝงไปด้วยความรู้สึกลึกล้ำอันรุนแรง อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ในสายตาของนางเต็มไปด้วยความคลุมเครือ
ที่ผ่านมานางเห็นเขาเป็สหายร่วมอุดมการณ์จนลืมไปว่าอีกฝ่ายก็เป็บุรุษผู้หนึ่ง อวิ๋นซูเริ่มใคร่ครวญว่าตนเองทำสิ่งใดไม่รอบคอบหรือไม่ เหตุใดจึงทำให้เขามีความคิดเช่นนี้เกิดขึ้น
“ขออภัยฝ่าา อวิ๋นซูไม่ได้มีเจตนาเช่นนี้เพคะ”
“...อวิ๋นซู?”
“ฝ่าามีฐานะเป็รัชทายาทแห่งแคว้นเฉิน คนที่จะได้รับเลือกให้เป็พระชายารัชทายาทไม่สามารถอาศัยการตัดสินใจจากความชอบของคนเพียงคนเดียวได้ พระชายารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินจำเป็ต้องมีเื้ัยิ่งใหญ่มากพอที่จะสนับสนุนรัชทายาทให้เดินไปสู่เส้นทางอันรุ่งโรจน์ ส่วนอวิ๋นซูเป็ได้เพียงสหายร่วมอุดมการณ์ข้างกายของฝ่าาผู้หนึ่งเท่านั้น อวิ๋นซูมีเื่ที่จำเป็ต้องทำให้สำเร็จ อีกทั้งฝ่าาก็มิอาจละทิ้งหน้าที่ไปได้ ฝ่าาโปรดตัดใจ หาสตรีที่เหมาะสมกับฝ่าาสักคนเถิดเพคะ”
