ลวี่เหลียงเหาะเข้าสู่พื้นที่ทิศใต้อย่างรวดเร็ว เพิ่งย่างก้าวเข้าไป ปราณที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นอย่างสิ้นเชิงก็แผ่กระจายออกมา “ดูเหมือนไม่ใช่ปราณดั้งเดิม แต่ก็มีผลลัพธ์ของปราณดั้งเดิม จริงสิ ลมปราณเหมือนกับผลึกสีดำที่อยู่ในกายเลย” ลวี่เหลียงเหาะไปพลางครุ่นคิดไปพลาง ในใจพลันกระตุก ส่งเสียงให้เฟยหลิงว่า “เฟยหลิง เหตุใดปราณที่นี่ถึงประหลาดนัก?”
หลังจากที่กระบี่เทพเฟยหลิงยอมรับเขาเป็นายได้สำเร็จ เฟยหลิงไม่ยอมให้ลวี่เหลียงเรียกว่าผู้าุโอีก ลวี่เหลียงไม่มีทางเลือก จึงตั้งกฎไม่ให้เขาเรียกตนว่านายท่าน ฉะนั้นในยามปกติจะเรียกชื่อตรงๆ เนื่องจากทั้งสองได้สร้างการเชื่อมต่อระหว่างจิตใจแล้ว ลวี่เหลียงไม่จำเป็ต้องเอ่ยปากพูด เพียงแค่ถ่ายทอดเสียงในห้วงสมอง ก็จะสื่อสารกับเฟยหลิงได้
“ที่นี่ไม่ใช่ปราณดั้งเดิมแต่เป็ปราณมาร! การฝึกฝนของแต่ละเผ่าในใต้หล้า ล้วนต้องมีลมปราณ ลมปราณแบ่งได้หลายชนิด เช่น การฝึกของมนุษย์ต้องอาศัยปราณดั้งเดิม การฝึกของเผ่าอสูรต้องอาศัยปราณอสูร ปราณมารนี้เป็ของการฝึกเผ่ามาร โดยทั่วไปปราณแต่ละเผ่าจะแลกเปลี่ยนกันไม่ได้ แน่นอนว่าการฝึกวิชาพิเศษนอกรีตบางอย่าง อาจดูดซับลมปราณได้สองชนิด” ถึงอย่างไรเฟยหลิงก็พอรับรู้สภาพของที่นี่อยู่บ้าง “ผู้าุโแห่งเผ่ามารอยู่ทางนี้ จิตของวิเศษอย่างพวกเราก็ไม่เคยมาที่นี่มาก่อน มีเพียงจิตแดนเสมือนเทพกับที่คุ้นเคยกับที่นี่เป็อย่างดี”
เส้นทางทิศใต้ช่างยาวไกล ไกลกว่าทิศตะวันออกที่ลวี่เหลียงเคยไปก่อนหน้านี้มากทีเดียว ขณะที่เหาะได้ประมาณครึ่งชั่วยาม ลวี่เหลียงก็มาถึงสุดปลายทางทิศใต้ ที่นั่นมีคนผู้หนึ่งกับแมวตัวหนึ่งรอเขาอยู่
“ในที่สุดเ้าก็มาถึง ก่อนหน้านี้กว่าสองเดือนเ้าเพิ่งเข้ามา ข้าไม่คิดว่าเ้ากับพวกเรายังมีวาสนาต่อกันอีก” ชายชุดดำจับจ้องลวี่เหลียงด้วยแววตาเป็ประกาย
ลวี่เหลียงในตอนนี้ไม่ได้สนใจคำพูดของชายชุดดำเลย เขาถูกสุสานตรงหน้าดึงดูดเสียแล้ว!
สนิทสนม! คุ้นเคย! ลวี่เหลียงมองดูสุสานั์แห่งนั้น บังเกิดความรู้สึกอบอุ่นจากก้นบึ้งหัวใจ ความรู้สึกเหมือนเด็กกำพร้าที่เร่ร่อนอยู่ข้างนอกจนในที่สุดก็หาบ้านเจอ
หลังจากเหม่อลอยครู่หนึ่ง ลวี่เหลียงได้สติ พลางจับจ้องคนผู้หนึ่งกับแมวตัวหนึ่งที่อยู่เบื้องหน้าอย่างละเอียด ชายตรงหน้าแผ่ปราณมารสีดำทั่วร่าง ซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จุดนี้ลวี่เหลียงเข้าใจดี เพราะผู้ที่มีความสามารถแข็งแกร่งบางคน มีปราณดั้งเดิมหนาแน่นเกินไป หากไม่ตั้งใจปกปิด ปราณดั้งเดิมก็จะกลายเป็สสารวนเวียนรอบๆร่างกาย คนตรงหน้าท่านนี้มีปราณมารหนาแน่น คาดว่าต้องเป็ยอดฝีมือท่านหนึ่ง
แมวดำที่อยู่ข้างๆ จนถึงตอนนี้ยังไม่ละสายตาจากลวี่เหลียง เมื่อลวี่เหลียงสบตากับมันเข้า พลันรู้สึกว่าในสมองมีสายฟ้าแลบวาบผ่านไป!
“ข้าข้าเคยเห็นเ้า! ก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นเ้าแน่! จริงสิ ในความฝันครั้งยังเยาว์! ที่ที่มืดมิดท่านพ่ออุ้มข้า เ้าอยู่เบื้องหน้า ข้างๆ เหมือนมีคนอีกคนแต่ข้าจำไม่ค่อยได้แล้ว! แม้ว่าหลังจากนั้นจะไม่ฝันถึงอีก แต่ข้ายังจำดวงตาของเ้าได้ เหมือนกันเลย!” ลวี่เหลียงชี้แมวดำด้วยความใ แต่ก็รับรู้ในทันทีว่าลูกกลมๆ ที่มีอักษร ‘ผนึก’ ที่ขยับอยู่ในห้วงสมอง จู่ๆ ก็เคลื่อนไหวเร็วขึ้น ตามด้วยความรู้สึกปวดหัวแทบจะะเิ ทำให้เขาต้องเลิกขบคิดต่อ ได้แต่พยายามรวบรวมพลัง เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกกลมๆ นี้
ขณะที่ลวี่เหลียงกำลังต่อสู้กับความเ็ป ชายชุดดำก็ลงมือสะบัดแขน ปราณมารสีดำสายหนึ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าััเข้ากับจิติญญาของลวี่เหลียงโดยตรง ลวี่เหลียงใ จิตใต้สำนึกคือต่อต้านปราณมารสายนี้ อย่าล้อกันเล่นน่า! จิติญญาคือพื้นที่สำคัญที่สุดของผู้ฝึกเซียน หากถูกทำลายเล็กน้อยจะกลายเป็คนโง่ แต่ถ้าถูกทำลายอย่างหนัก จิติญญาก็จะแตกสลาย จุดนี้เป็ความรู้พื้นฐานที่เขาทราบดีั้แ่เริ่มฝึกเซียนแล้ว
“อย่าต่อต้าน นี่คือปราณมารแท้ที่จะช่วยเ้าต้านทานตราประทับมารทมิฬ ลองยอมรับมันดู ให้มันช่วยเ้าควบคุมการเคลื่อนไหว” เสียงของชายชุดดำดังแว่วมาจากภายในจิติญญา
ลวี่เหลียงผ่อนคลายจิตใจ คำพูดของชายชุดดำทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก พริบตาเดียว ก็เลิกต่อต้านปราณมารสีดำ ปล่อยให้มันเข้าสู่จิติญญาของตนเอง ห่อหุ้มภายนอกลูกกลมๆ ไว้
ชั่วพริบตา ขณะที่ปราณมารห่อหุ้มลูกกลมๆ ลวี่เหลียงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ลูกกลมๆ นั้นเคลื่อนไหวช้าลง จนกระทั่งช้ากว่าความเร็วปกติก่อนหน้านี้ และไม่ปวดหัวอีกแล้ว “ขอบคุณผู้าุโที่ยื่นมือช่วยเหลือ!” ลวี่เหลียงที่ผ่อนคลายลงกล่าวขอบคุณชายชุดดำที่อยู่ตรงหน้า
“ปราณมารแท้ของข้า หยุดพลังของผนึกตราประทับมารทมิฬได้ชั่วคราวเท่านั้น ถ้าคิดจะปลดมันเ้ากับข้าต้องประสานกัน” ชายชุดดำสีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง “ข้างในได้ผนึกจิติญญาอีกส่วนของเ้าไว้ ตอนนี้จิติญญาดังกล่าวอยู่ใน่หลับใหล เ้าต้องปลุกมันให้ตื่นขึ้น ข้ากับเขาจะรวมพลังทั้งนอกและในจึงจะทำลายผนึกได้”
“ตราประทับมารทมิฬ? มันคืออะไร? ทำไมถึงอยู่ในจิติญญาของข้า? ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่เคยรู้?” คำถามของลวี่เหลียงมีมากเกินไป มากเสียจนไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน จึงถามคำถามที่นึกได้ตอนนี้ออกมารวดเดียว
แน่นอนว่าขณะที่กำลังสงสัย เหตุการณ์ที่ตนก็ยังไม่เชื่อ พลันแวบผ่านไปในสมองของเขา ท่านพ่อเกี่ยวข้องกับตราประทับมารทมิฬนี้ไหม? อาจเป็ไปได้! ท่านพ่อเป็คนธรรมดา เป็แค่ครูสอนหนังสือ เขาไม่เห็นด้วยที่ข้าจะฝึกเซียน บางทีอาจเกี่ยวข้องกับท่านพ่อ! แต่ทำไมท่านพ่อถึงไม่ให้ข้าฝึกเซียนล่ะ? ยังมีความฝันนั่นอีกเป็ความจริงไหม? หรือหมายถึงอะไร…
เขาไม่กล้าคิดต่อไปอีก เขากลัวกลัวว่าท่านพ่อที่เขาพึ่งพามาโดยตลอด กลายเป็คนแปลกหน้าอย่างฉับพลัน นี่เป็สิ่งที่ลวี่เหลียงที่ไม่มีแม่มาั้แ่เด็กไม่อาจทนรับได้!
“ตราประทับมารทมิฬของเ้า มีมาั้แ่ก่อนที่เ้าจะเข้าสู่แดนเสมือนเทพแล้ว ก่อนหน้านี้เ้าไม่สังเกตเห็น ก็เพราะเ้าเป็มนุษย์! เมื่อเ้าเริ่มฝึกฝน ด้วยตบะที่ก้าวหน้าขึ้น จิตค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น จึงค้นพบผนึกนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้” แมวดำที่จับจ้องลวี่เหลียงมาตลอดเอ่ยปากพูด “ตราประทับมารทมิฬ สมบัติของมนุษย์ที่ใช้ผนึกมาร สามารถผนึกจิตมารที่แข็งแกร่งใดๆ ก็ตามได้ เมื่อจิตมารถูกผนึก ความเร็วของกายมารก็จะอ่อนลง ปราณมารลดลงอย่างมาก กระทั่งเทียบเท่ากับคนพิการก็มิปาน นอกเสียจากจะมีวิธีการและของวิเศษปลดผนึก มิฉะนั้นจิตมารก็จะถูกขังตลอดกาล การฝึกในชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะก้าวหน้าได้อีก!”
“ในตราประทับมารทมิฬ มีความลับชาติกำเนิดที่เ้าอาจรับไม่ได้ ถ้าปลดมันออก บางทีเ้าอาจจะไม่ใช่ตัวเ้าในตอนนี้อีกต่อไป เ้าคิดดีแล้วหรือ?” น้ำเสียงของชายชุดดำจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ลวี่เหลียงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ขานตอบชัดถ้อยชัดคำว่า “ผู้าุโโปรดสอนวิธีปลุกจิติญญาที่ผนึกอยู่ภายในให้ข้าทีเถอะ ข้าจำเป็ต้องปลดมันออก! ร่องรอยของท่านแม่ของข้าอาจจะอยู่ในร่างของจิติญญานี้! ข้ามีความรู้สึกว่า ข้าคือเขา เขาก็คือข้า! ข้าเชื่อว่า ถึงแม้เขาจะได้รับการปลดปล่อย ตัวข้าลวี่เหลียงก็ยังคงเป็ลวี่เหลียงคนเดิม! เป็ลวี่เหลียงแห่งหมู่บ้านซื่อจี้ในเมืองชิงหลัว ผู้ที่อาศัยอยู่กับท่านพ่อ และเฝ้ารอคอยท่านแม่คนนั้น!”
“ดี! สมกับที่เป็เด็กตระกูลเสวียนหลี! ตอนนี้เ้าไม่ต้องสืบหาชาติกำเนิดของเ้าแล้ว ข้าจะถ่ายทอดวิชาเผ่ามารชุดหนึ่งให้เ้า เ้าค่อยๆ ลดพลังผนึกของตราประทับมารทมิฬลง รอวันที่จิติญญาอีกส่วนของเ้าตื่นขึ้น นั่นคือเวลาที่ข้าจะลงมือทำลายผนึก!” เมื่อกล่าวจบ ชายชุดดำก็โบกมือ ซากม้วนตำราแผ่กลิ่นอายโบราณเล่มหนึ่ง ร่อนลงสู่เบื้องหน้าลวี่เหลียง
“นี่คือส่วนหน้าและส่วนกลางของ ‘เคล็ดชุบกายมารฟ้า’ รวมสิบสองขั้น ตอนที่ข้าได้มันมาส่วนหลังก็หายไปแล้ว มันคือวิชาฝึกกายระดับสูงของเผ่ามาร สามารถบ่มเพาะจิตมารอันแข็งแกร่ง ชุบหลอมกายมารวัชระ ทั้งยังปกปิดปราณเผ่ามารได้ อย่างน้อยเ้าต้องฝึกเคล็ดวิชานี้ถึงขั้นที่สอง จึงจะมีโอกาสทนความเ็ปของจิติญญาในยามที่ผนึกถูกทำลายได้!” ดวงตาชายชุดดำเป็ประกาย กล่าวต่อไปว่า “ด้านลมปราณ เผ่ามารกับเผ่าอสูรไม่อาจเทียบมนุษย์ได้ แต่ในด้านฝึกกายนั้น เหนือกว่ามนุษย์อยู่หลายขั้น แม้เผ่ามารจะบำเพ็ญเพียรน้อยกว่ามนุษย์ แต่ก็ต้านทานมนุษย์ได้ถึงสิบคนในคราวเดียว โดยอาศัยวิชาฝึกกายอันทรงพลัง! ด้วยระดับของเ้าตอนนี้ ถ้าตั้งใจฝึกวิชานี้ถึงขั้นที่สามได้อย่างไม่มีปัญหา ถึงตอนนั้นของวิเศษ่ยาทองคำลงไปก็จะไม่มีทางทำร้ายเ้าได้! น่าเสียดายที่ไม่มีส่วนหลัง ถ้าฝึกได้ถึงสิบแปดขั้น เกรงว่ายอดฝีมือแดน์ ก็มิอาจทำร้ายเ้าในระยะประชิดได้ง่ายๆ”
“เ้าคงรู้แล้วว่า ในทะเลแห่งปราณของเ้ามีผลึกชิ้นหนึ่ง ถึงแม้ไม่ใหญ่นัก แต่ก็เริ่มจับตัวกันแล้ว นั่นคือแก่นมาร มนุษย์มีทะเลแห่งปราณ เผ่ามารมีแก่นมาร มนุษย์เมื่ออยู่ในขั้นยาทองคำ ทะเลแห่งปราณจะจับตัวกันเป็ยาทองคำ เผ่ามารเมื่ออยู่ในขั้นิญญามาร แก่นมารก็จะรวมกันเป็ยามาร เ้าที่อยู่ในขั้นนี้ สามารถหลอมรวมแก่นมารออกมาได้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ล้ำค่ายิ่ง!” กล่าวถึงตรงนี้ ชายชุดดำก็อดเผยแววตาชื่นชมออกมาไม่ได้
หลังจากขอคำชี้แนะปัญหาด้านการฝึกกายบางอย่างจากชายชุดดำแล้ว ลวี่เหลียงก็ขอตัวกลับ พอถึงที่พัก เขาไม่พบซากบ้านที่กระจัดกระจายเต็มพื้น ทว่ากลับแทนที่ด้วยบ้านหลังใหม่เอี่ยม
หน้าประตูบ้าน มีเงาร่างหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยยืนอยู่ ลวี่เหลียงจ้องเขม็ง เงาร่างสูงคือจิตแดนเสมือนเทพ เงาร่างเตี้ยคือผู้เฒ่าที่ไม่เคยพบมาก่อน
“หรือจะเป็จิตของวิเศษใหม่ที่เพิ่งปรากฏ?” ลวี่เหลียงใจกระตุกวูบ น้อมกายคารวะ กล่าวว่า “ผู้าุโทั้งสอง ผู้เยาว์ลวี่เหลียงกลับมาแล้ว ขอบคุณผู้าุโแดนเสมือนเทพที่สร้างบ้านหลังใหม่ให้แก่ข้า แล้วก็มิทราบว่าผู้าุโท่านนี้คือ?”
ผู้เฒ่าแปลกหน้าท่านนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำถาม ได้แต่จ้องมองลวี่เหลียงเงียบๆ ไม่พูดไม่จา ราวกับว่ากำลังรับรู้ถึงอะไรบางอย่าง ผ่านไปครู่ใหญ่ เขายกมือขึ้นชี้นิ้ว ยิงแสงสีทองสายหนึ่งออกมา หยุดลงตรงหน้าลวี่เหลียง กลายเป็ม้วนคัมภีร์สีเขียวม้วนหนึ่ง และถุงผ้าเล็กๆ ใบหนึ่ง จากนั้นผู้เฒ่าท่านนี้ก็พลันหายไป
“ผู้าุโท่านนี้ไม่พอใจข้าใช่หรือไม่?” ลวี่เหลียงลูบจมูก ถามจิตแดนเสมือนเทพด้วยความกังวลใจเล็กน้อย
“ไม่พอใจ? เด็กโง่ เขาพอใจมากเลยมิใช่หรือ? ขนาดผู้มีวาสนาสองคนแรกเ้านี่ยังไม่สนใจสักนิด! เขาคือจ้าวแห่งห้องยาทิศเหนือ! ไม่มียาวิเศษใดในใต้หล้าที่เขาไม่รู้จัก ไม่มียาเม็ดใดที่เขาหลอมไม่ได้! ผู้มีวาสนาสองคนก่อนหน้านี้ าาโอสถไม่แยแสแม้แต่น้อย! ส่วนเ้านั้น…าาโอสถกลับมาหาด้วยตัวเอง ทั้งยังมอบภาพร้อยสมุนไพรกับถุงยาวิเศษแก่เ้า นอกจากนายท่านที่เป็เพื่อนเก่า เขาก็ดีกับเ้าที่สุดแล้ว!” จิตแดนเสมือนเทพอารมณ์เสียจนต้องกลอกตาให้กับความไม่รู้เื่รู้ราวของลวี่เหลียง
“เอ๋? เช่นนั้นข้าก็เข้าใจผิดไป ผู้น้อยมีความสามารถอะไร ผู้าุโาาโอสถถึงมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้แบบนี้?” มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า ไม่มีผลงาน ไม่รับค่าตอบแทน เมื่อยังไม่รู้สาเหตุชัดเจน ในใจลวี่เหลียงก็ไม่อาจสงบลงได้
“เ้าไม่ต้องกังวลอะไร าาโอสถมาช่วยเ้า ย่อมเห็นแก่ฐานะของผู้าุโเผ่ามารผู้นั้น” จิตแดนเสมือนเทพถอนหายใจ ทันใดนั้น เขาก็เบนสายตาไปทางสุสานใหญ่ทางทิศใต้แห่งนั้น
…
ภายในสุสาน มีเก้าอี้ไม้ที่แผ่กลิ่นอายโบราณสามตัว วางเรียงเป็หน้ากระดาน หญิงสาวสวมเสื้อคลุมสีดำสวยงามในแบบเดียวกันนั่งอยู่สามคน
ยามนี้ ชายชุดดำยืนนอบน้อมอยู่ข้างกายหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงกลาง ดูเหมือนจะกระซิบอะไรบางอย่าง แมวดำถูกหญิงสาวอุ้มไว้ในอ้อมอก หรี่ตาลง ท่าทางเหมือนเพลิดเพลินอย่างยิ่ง
“เป็เด็กคนนั้นจริงหรือ? ให้เขามาสิ แม้ว่าจะต้องสละิญญาอีกสายของข้าทิ้ง ข้าก็ไม่มีทางให้ตระกูลเสวียนหลีต้องทนรับความทรมานจากผนึกจิตมารเด็ดขาด!” น้ำเสียงของหญิงสวมเสื้อคลุมสีดำผ่อนคลายน่าฟัง แต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว นางเบนสายตามาที่ชายชุดดำข้างกาย กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เพียงแต่ต้องลำบากเ้าอีกแล้ว”
เวลานี้ ชายชุดดำคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหญิงสาว ก้มหัวลง ตัวสั่นระริก ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงเอ่ยด้วยความเศร้าเสียใจว่า “เฟยอู่ ข้าขอโทษ…”
