ทุกเพลาที่เคลื่อนคล้อย นางยิ่งรู้สึกว่าใจของตนยิ่งเต้นระรัวขึ้นอีกขั้น
เซียวอี้เชิน เกรงว่าแม้ในฝันเ้าก็ไม่อาจคาดคิดกระมัง ว่าฮองเฮาที่แท้จริงของเ้ากำลังจ้องมองเ้าอยู่ตรงนี้?! เ้ายังจำอวิ๋นซูได้หรือไม่? อวิ๋นซูที่ถูกเ้าทอดทิ้ง ที่ถูกเ้าเหยียบย่ำผู้นั้น?!
ความคับแค้นอันไร้ขอบเขตปะทุขึ้นมาจากใจ กลิ่นคาวพลันทะลักไหลเต็มลำคอ ร่างกายของอวิ๋นซูสั่นน้อยๆ นางพยายามบอกตัวเองสุดชีวิต นี่เป็เพียงการเริ่มต้น นางจะต้องแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างมาจากในมือของเขา นางจะต้องแย่งชิงทุกอย่างกลับมาจากบนกายของเขา! นี่จะต้องใช้ความกล้าหาญอย่างยิ่งยวด นางไม่จำเป็ต้องยืนอยู่ตรงนี้ คนที่ต้องหวาดกลัวคือเขา!
นางข้าหลวงที่ตามหลังอวิ๋นซูมาสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของนาง เดินมาดูจึงเห็นใบหน้าซีดขาว “คุณหนูหกเ้าคะ ท่านเป็อะไรหรือ?”
เสียงเล็กๆ น้อยๆ นี้ทำให้เซียวอี้เชินที่กำลังสนทนาอยู่กับจักรพรรดิเฉินหันมา พบว่าหลังเสาสีแดงปรากฏชายกระโปรงสีฟ้าเหลือบเงินส่วนหนึ่ง เป็สตรีหรือ? นางยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น?
ฮองเฮาสังเกตเห็นสายตาของจักรพรรดิเซียว สถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรให้อวิ๋นซูปรากฏตัวออกมา ทว่าหากให้คนไปตอนนี้ ไม่แน่ว่าจักรพรรดิเซียวจะคิดว่าเป็คนน่าสงสัยก็เป็ได้
“นั่นคือคุณหนูหกของชางหรงโหว วันนี้มาช่วยเปิ่นกงหลายเื่เพคะ” ฮองเฮาแย้มยิ้มมองไปทางอวิ๋นซู “คุณหนูหก...”
ทุกเห็นจึงได้เห็นร่างบางก้าวย่างออกมา ดวงตาลึกล้ำอย่างหาได้ยากคู่นั้นค่อยๆ เปลี่ยนทิศทางมายังพวกเขา ชั่วขณะนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับว่าจิติญญาถูกดูดออกจากร่างอย่างไรอย่างนั้น
สตรีผู้นี้มีความงดงามที่ไม่อาจอธิบายได้ มิใช่เพราะเครื่องหน้าทั้งห้าของนาง แต่เป็บรรยากาศที่แผ่ออกมาจากร่างประดุจดั่งผีเสื้อที่ทำลายรังไหมออกมา และสยายปีกอันงดงามที่มองไม่เห็นมาทางพวกเขา
ลมเย็นพัดผ่านพาให้ชายกระโปรงของนางโบกสะบัด เรือนผมที่ลู่ลงบริเวณหน้าอกทั้งสองปลิวไสว ดูเปล่งประกายภายใต้แสงอาทิตย์
เซียวอี้เชินหลุดจากภวังค์ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ดวงตาอันลึกล้ำของสตรีตรงหน้ากลับมีประกายความสะอิดสะเอียนวูบผ่านจนเขาเกือบจะไม่สังเกตเห็น
ใช่แล้ว สะอิดสะเอียน เขาเกือบจะคิดว่าตนเองเข้าใจผิด แต่เซียวอี้เชินเชื่อมั่นในความรู้สึกแรกของตนมาตลอด สายตาของสตรีนางนี้ไม่ได้ตกอยู่บนร่างของเขาเลย ทว่าสายตาเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา
นางที่ยืนอยู่ไกลออกไปก้มศีรษะเล็กน้อย ส่วนจักรพรรดิเฉินกำลังตกตะลึงว่าเมื่อใดกันที่ชางหรงโหวมีบุตรีที่งดงามชดช้อยถึงเพียงนี้ ทั้งยังไม่เอาความที่นางเสียมารยาท
ตอนนี้เอง ขันทีใหญ่เดินเข้ามา กล่าวเตือนเสียงเบา “ฝ่าา พระราชพิธีเฉลิมฉลองใกล้เริ่มแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“...อา ใช่! เวลาไม่เช้าแล้ว ฝ่าา พวกเราย้ายไปที่งานพระราชพิธีเฉลิมฉลองกันเถิด!”
จักรพรรดิทั้งสองพระองค์เดินยิ้มแย้มเฉียดกายอวิ๋นซูไป บนร่างของนางส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรออกมาจางๆ ั์ตาของเซียวอี้เชินพลันสั่นไหว อดไม่ได้ที่จะใช้หางตาชำเลืองมองไปยังสตรีแปลกหน้าผู้นั้น
กลิ่นนี้ ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน...
ทุกคนเข้าสู่ที่นั่งเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ตอนที่อวิ๋นซูเข้ามามีคนจำนวนไม่น้อยมองนาง เหตุใดหลิ่วอวิ๋นซูจึงเดินเข้ามาพร้อมฮองเฮาได้?
ชางหรงโหวและหลิ่วอวิ๋นเฟิงตกตะลึง ถ้วยเหล้าในมือสั่นเล็กน้อย
ส่วนหลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่อยู่ข้างๆ พลันกำมือเรียวขาวที่อยู่ในแขนเสื้อของตนแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทว่ากลับไม่รู้สึกเ็ป...
ทำไมถึงเป็หลิ่วอวิ๋นซูไปได้? นางเป็แค่ลูกอนุ มีคุณสมบัติอะไรถึงได้อาศัยพระบารมีของฮองเฮา?
เมื่อมองไปยังใบหน้าเรียบเฉยนั้นอีกครั้ง สายตาของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ายิ่งปรากฏความโเี้มากขึ้น นางรู้ว่าสตรีผู้นี้เ้าแผนการ! หากไม่จ้องตำแหน่งพระชายารัชทายาทตาเป็มัน เหตุใดจึงต้องเปลืองความคิดมาถึงที่นี่ด้วย? ฮึ! นางคิดว่านางเป็ตัวอะไร? นางคิดเพ้อเจ้อว่าจะได้เป็พระชายาขององค์รัชทายาทหรือ? ก็แค่ลูกอนุ มองตัวเองสูงเกินไปแล้ว!
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายิ่งคิดยิ่งโมโห ยกมือขึ้นปัดเบาๆ ไปยังเหล้าของตนให้หกไปข้างที่นั่งของอวิ๋นซู ทว่าก็ยังไม่หายแค้น จึงเด็ดองุ่นออกมาหลายลูกแล้วทิ้งไปข้างบนนั้น
อีกด้านหนึ่ง ตงฟางซวี่ที่เห็นอวิ๋นซูก็รู้สึกยินดียิ่งนัก สายตาอันอ่อนโยนมองตามนางไปติดๆ รู้สึกดีใจอย่างอธิบายไม่ถูก เขายกถ้วยขึ้นจิบเบาๆ สายตาเคร่งขรึมลงอีกสองส่วน สตรีนางนี้จะมองอย่างไรก็ไม่พอ โดยเฉพาะเมื่อมองใกล้ๆ เช่นนี้ ชุดสีฟ้าเหลือบเงินของนางช่างน่าชมยิ่งนัก ราวกับดวงจันทร์ที่สะท้อนอยู่บนทะเลสาบยามค่ำคืน ทุกการเคลื่อนไหวของนางทำให้เกิดระลอกคลื่นในใจของเขาทีละนิดลูกแล้วลูกเล่า เนิ่นนานยังมิอาจเลือนหาย...
ท่ามกลางผู้คนยังมีสตรีที่มองไม่เคยพอ ยิ่งมองยิ่งจมดิ่งลงไปในความรู้สึกเช่นนี้ด้วยหรือ?
ตงฟางซวี่ไม่เข้าใจ ทว่าภาพในดวงตา นอกจากอวิ๋นซูแล้วก็ไม่มีผู้อื่นอีก กระทั่งตัวเขาเองก็ยากจะอธิบายว่าตนเองเป็อะไรไป
...
ณ ตำแหน่งที่นั่งของจวนชางติ้งโหว เฟิ่งฉีนั่งอยู่บริเวณที่ไม่สะดุดตา เพียงแต่บุรุษสวมหน้ากากข้างกายของกลับดึงดูดความสนใจจากผู้คนไม่น้อย เมื่อถามดูจึงทราบว่าคนผู้นี้ที่แท้ก็เป็สหายของคุณชายสี่จวนชางติ้งโหว
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็สหาย ทั้งยังสามารถมาร่วมงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองในพระราชวังเช่นนี้ได้ แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้หากไม่ใช้ผู้มีความสามารถ ก็อาจเป็บุคคลสูงศักดิ์
ยามเมื่ออวิ๋นซูปรากฏกาย ทั้งสองต่างตกตะลึง เฟิ่งฉีเอียงศีรษะ บนใบหน้าอันงดงามเต็มไปด้วยความอิสรเสรีมีประกายความสงสัยไหววูบ “ท่านว่าสถานการณ์นี้มันอะไรกัน?”
บุรุษหน้ากากสวมชุดขาวราวหิมะทั้งร่าง แม้จะสวมหน้ากากทว่ายังมิอาจปกปิดกลิ่นอายแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาได้ เขายกมือขึ้นจัดแขนเสื้อเล็กน้อย กล่าวออกมาด้วยท่าทางมีเสน่ห์ประดุจดั่งเทพเซียน “ไม่ใช่สถานการณ์อย่างที่เ้าคิดหรอก!”
“ท่านรู้หรือว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่?” เฟิ่งฉีมักจะคิดอยู่เสมอว่าพี่สามของตนเก่งกาจดุจเทพ ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาจะดูโหวงเฮ้งเป็ด้วย
บุรุษสวมหน้ากากคร้านจะตอบ ทั้งยังถือโอกาสเก็บสายตากลับมาจากร่างของหลิ่วอวิ๋นซู ทว่าในใจที่ยังคงเต้นโครมครามกลับคิดถึงกลอนบทหนึ่ง โฉมงามสะคราญ หมู่ชายหมายปอง...มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มเจือความเย้ยหยันตนเองอยู่บ้าง
ข้างระเบียงสูง อวิ๋นซูถอนใจออกมาเบาๆ แม้จะไม่ใช่ความ้าของนาง สุดท้ายก็กลายเป็เป้าสายตาอีกครั้งจนได้ นางส่ายศีรษะอย่างจนใจ ช่างเถิด อยากมองก็มองไป อย่างน้อยเป้าหมายของนางก็สำเร็จแล้ว
นางหันกายไปคารวะฮองเฮาครั้งหนึ่งพลางกล่าวอย่างเคารพ “หม่อมฉันทูลลาเพคะ!”
บนพระพักตร์อันงามสง่าของฮองเฮาเต็มไปด้วยความชื่นชม พยักหน้าครั้งหนึ่งเป็เชิงอนุญาตให้อวิ๋นซูกลับไปยังที่นั่งของตนเอง
อวิ๋นซูกล่าวถวายพระพรแล้วจึงเดินไปยังทิศทางของจวนชางหรงโหว แต่ไหนแต่ไรนางมิเคยลืม ทุกย่างก้าวของตนล้วนทำเพื่อได้รับการสนับสนุนอันแข็งแกร่ง มีเพียงเช่นนี้นางจึงจะมีพลังเพียงพอที่จะงัดข้อกับสองคนนั้นได้!
เพิ่งจะเดินเข้าไป อวิ๋นซูมองปราดหนึ่งพบว่าที่นั่งของตนเปียกชื้นอย่างไม่ปกติ ชำเลืองมองไปก็พบกับท่าทางดุดันของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าจึงเข้าใจกระจ่างโดยพลัน
เอาเถิด หากนางคิดว่าการสาดน้ำมาหนึ่งถ้วยจะทำให้ตนเองอับอายต่อหน้าผู้คนได้ คงกล่าวได้เพียงว่าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว
อวิ๋นซูเดินตรงเข้าไป ไม่คิดเลยว่าบนพื้นนอกจากจะมีน้ำแล้วยังมีองุ่นอยู่หลายลูก ทว่านางเองก็โยกตัวเล็กน้อย จากนั้นจึงนั่งลงบนตำแหน่งของตนเองอย่างมั่นคง
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเองก็ทราบว่าลูกไม้เพียงเท่านี้มิอาจสร้างความลำบากให้อวิ๋นซูได้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าประหลาดใจพริบตาหนึ่งของนางเมื่อครู่ ในก้นบึ้งของหัวใจก็พลันรู้สึกสบายอารมณ์ไม่น้อย จึงกล่าวเสียดสีด้วยเสียงที่มีแต่พวกนางสองคนได้ยิน “เพราะอย่างนี้ลูกอนุถึงได้ต่ำตม ล้มอย่างไรก็ไม่ตาย!”
อวิ๋นซูชำเลืองมอง กล่าวออกมาอย่างไม่คาดคิดว่า “คนต่ำตม ล้วนชอบพูดจาเช่นนี้!”
“เ้า!” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าโมโห ไม่คิดเลยว่าหลิ่วอวิ๋นซูจะถึงกับกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา ทำให้นางไม่รู้จะพูดอะไรออกไปชั่วขณะ
ยามนี้ ณ พรมแดงบริเวณกลางลาน จักรพรรดิเซียวเดินเข้าไปท่ามกลางสายตาของผู้คน
ชุดัสีเหลืองเปล่งประกาย เหยียบย่างบนฉลองพระบาทขอบทอง คิ้วที่พาดเฉียงถึงขมับเลิกขึ้นเล็กน้อย ปรากฏแววสับปลับหลอกลวง ดวงตารียาวกวาดมองไปทั่วทั้งลาน สูงส่งจนทำให้คนมิกล้ามองตรงๆ ริมฝีปากบางเม้มน้อยๆ เค้าโครงอันงดงามลึกล้ำ ดูไม่คล้ายผู้มีความทะเยอทะยานเลยแม้แต่น้อย...ชั่วขณะที่ก้าวเดิน สายลมที่พัดมาปะทะแขนเสื้อตัวยาวของเขา ความหยิ่งทระนงบ้าอำนาจโดยกำเนิดบนร่างจักรพรรดิพลันปรากฏชัดอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะกลั้นลมหายใจ ทั้งยังเกิดความรู้สึกที่อยากจะคุกเข่าคารวะขึ้นมา
คุณหนูสูงศักดิ์จำนวนไม่น้อยอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเบาๆ ส่วนหลิ่วอวิ๋นฮว๋านั้นมองจนนิ่งอึ้งไปแล้ว ผู้ใดก็มิอาจคาดคิดว่าจักรพรรดิเซียวจะรูปงามถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของหลิ่วอวิ๋นซูในยามนี้ยังคงเจือไปด้วยความชิงชัง ร่างกายของนางแข็งทื่อ เพียงพริบตาเดียวก็รู้สึกได้ถึงสายตาของจักรพรรดิเซียวที่มองมาอย่างพิจารณา
เป็นาง? ผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังฮองเฮาในสวนดอกไม้หลวงเมื่อครู่นี้?
จักรพรรดิเซียวหรี่ตาเล็กน้อย ใคร่ครวญว่าเหตุใดบนร่างของสตรีนางนี้จึงมีความคุ้นเคยคล้ายรู้จักกันมาก่อน ทว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ในดวงตาปรากฏแววคาดเดาอย่างซ่อนเร้น จากนั้นยิ่งรู้สึกว่าสตรีผู้นี้น่าสนใจ
จู่ๆ เขาก็หันกายมาถาม “วันนี้เจิ้นไม่สะดุดตาหรือ?”
“หม่อมฉันตื่นตระหนกเพคะ ฝ่าาเป็บุรุษที่มีพระสิริโฉมงดงามที่สุดในใต้หล้าเพคะ!” ผู้ที่ถูกถามอย่างกะทันหันปรากฏเหงื่อเย็นๆ ออกมาทั้งกาย
ริมฝีปากของจักรพรรดิเซียวยกโค้งยิ้มออกมา
ฮึ...ในเมื่อเป็เช่นนี้ เขาไม่ทราบว่าตนกลายเป็คนไม่มีเสน่ห์ไปั้แ่เมื่อใด บนโลกนี้ยังมีสตรีที่ใช้สายตาเช่นนี้มองตนอีกหรือ? หรือจะกล่าวว่าเขาคุ้นชินกับความเลื่อมใสที่เหล่าสตรีมีต่อตนเอง จึงรู้สึกคิดไม่ถึงเช่นนี้? หรือนี่เป็กลยุทธ์แสร้งปล่อยเพื่อจับของนาง?
พริบตานั้น ความรู้สึกอยากพิชิตอย่างรุนแรงในใจของจักรพรรดิเซียวพลันปะทุเพิ่มขึ้น ไม่ว่าสตรีผู้นี้จะมีเป้าหมายใดก็ตาม นางก็ดึงดูดความสนใจของเขาแล้ว
เมื่อเข้าไปถึงที่นั่ง จักรพรรดิเฉินก็ต้อนรับอย่างอบอุ่น “วันนี้จักรพรรดิเซียวเสด็จมา ทำให้แคว้นเฉินของข้าเป็เกียรติยิ่ง!” คำพูดยกย่องเช่นนี้จำเป็ต้องกล่าวย้ำต่อหน้าขุนนางทุกคน
“จักรพรรดิเฉินเกรงใจแล้ว!”
“ไม่ๆ ...มีคำพูดเกรงใจที่ไหนกัน ใต้หล้านี้ผู้ใดไม่ทราบนามอันสูงส่งของจักรพรรดิเซียวบ้าง?” จักรพรรดิเฉินหยิบถ้วยเหล่าข้างๆ ขึ้นมาแล้วกล่าวอย่างเคารพ “นี่คือสุราร้อยบุปผาที่มีชื่อเสียงของแคว้นเรา! เชิญ!”
จักรพรรดิเซียวแย้มยิ้ม ไม่มีความกระด้างกระเดื่องเลยแม้แต่น้อย หยิบสุราเลิศรสขึ้นมา เขย่าเล็กน้อยแล้วก้มหน้าจิบ ในขณะที่วางถ้วยเหล้าก็แผ่กระจายกลิ่นอายความเผด็จการออกมา
“ดื่มเก่งสมกับเป็ท่าน!” จักรพรรดิเฉินกล่าวยกย่อง ทว่าในใจกลับหงุดหงิด อย่างไรก็ตามเพื่อแคว้นเฉิน เพื่อประชาชนของตน เขาต้องไม่ถอยแม้เพียงนิด สะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง กล่าวกับนักดนตรีที่รออยู่ข้างๆ นานแล้ว “บรรเลงได้!”
ทันใดนั้นเสียงดนตรีดังขึ้น นางระบำแต่งกายงดงามตระการตาขึ้นมาบนเวทีอย่างพร้อมเพรียง ท่วงท่าอันมากล้นด้วยเสน่ห์ทำให้งานมีชีวิตชีวาขึ้นมา
จักรพรรดิเซียวมองท่วงท่าการร่าบรำอันยั่วเย้า ความคิดยากหมุนวน...
“พี่สาม ท่านดูรัชทายาท...” จู่ๆ เฟิ่งฉีกล่าวเตือนเฟิ่งหลิงที่สวมหน้ากากข้างกาย นี่ไม่อาจตำหนิเขาว่าคิดมากได้ เพียงแต่สายตาของรัชทายาทตกอยู่บนร่างของอวิ๋นซูโดยตลอด
เฟิ่งหลิงเบนสายตาไปมอง ในใจพลันรู้สึกร้อนรน ทั้งๆ ที่เขามองเื่ต่างๆ ออกเสียมากมาย แต่กลับคาดเดานางไม่ออก
ดวงตาสีดำราวหมึกมองผ่านหญิงงามเย้ายวนบนเวทีไปยังอวิ๋นซู สตรีแปลกประหลาดผู้นี้ ไม่ทราบว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ พลันนั้นเกิดความเจ็บแปลบขึ้นในใจ หรือนางมีปัญหาอะไรที่สวนดอกไม้หลวง? เหตุใดจึงถูกฮองเฮาพาตัวมา มิใช่ว่ารัชทายาทกล่าวอะไรออกไปหรือ? หรืออาจจะถูกกลั่นแกล้งอะไรมา?
เฟิ่งหลิ่งคิดไม่ออก จึงยิ่งกังวลใจเป็ทบทวี
