ในใจของอวิ๋นซูสั่นสะท้าน เขาถึงกับเสี่ยงอันตรายเช่นนี้? ชั่วขณะนั้นนางรีบตรวจสอบาแของเขาอย่างร้อนรน ะโสั่งไปยังองครักษ์ด้านหลังที่ยังคงต่อสู้พัวพันอยู่ “อย่าให้ร้ายแรงถึงชีวิต คิดถึงระยะยาวด้วย!”
จี้จิ่นกัดริมฝีปากกลืนเืที่ไหลออกมาลงคอไป สายตาที่มองไปยังอวิ๋นซูพลันเปลี่ยนไปเป็ลึกล้ำในชั่วพริบตา
องครักษ์ทั้งสองเห็นว่าจี้จิ่นได้รับาเ็ พลันะโก้องในใจว่าแย่แล้ว หันกายมาใช้พลังทั้งหมดเพื่อหนีออกจากการโอบล้อม เข้าไปรวมตัวกับทั้งสองใหม่อีกครั้ง
“ใต้เท้า ท่านไม่เป็ไรใช่ไหมขอรับ?”
“ไม่ร้ายแรง! รีบคุ้มครองคุณหนูหกออกไปจากที่นี่เร็วเข้า!”
“ข้าน้อยรับทราบ!”
รองแม่ทัพทั้งสองเห็นว่ากระบวนท่านี้ไม่ประสบความสำเร็จ จึงมีท่าทางดุร้ายยิ่งขึ้นในพริบตา ในตอนที่พวกเขากำลังเตรียมจะวิ่งเข้ามา เหล่าผู้ลี้ภัยที่นอนขดตัวอยู่ที่ตีนกำแพงมาโดยตลอดกลับวิ่งกรูกันเข้ามาขวางทั้งสองเอาไว้
ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ อย่างไรก็ตามสำหรับอวิ๋นซูแล้วนับว่าเป็โอกาสที่ไม่อาจปล่อยให้เสียไปได้ นางอาศัยความวุ่นวายพาทุกคนไปจากสายตาของสองรองแม่ทัพผู้โเี้อย่างรวดเร็ว
วิ่งห่างออกมาจากกำแพงเมืองได้ไม่นาน จี้จิ่นก็ยืนหยัดต่อไปไม่ไหว สีหน้าพลันขาวซีด กระอักเืออกมา
อวิ๋นซูถึงกับลืมไปว่าเขาเป็เพียงขุนนางฝ่ายเหวินผู้หนึ่ง จะสามารถทนรับดาบที่แฝงไปด้วยพลังภายในได้อย่างไรกัน นางรีบให้คนประคองบุรุษผู้นี้ไปใต้ต้นไม้ข้างๆ เพื่อตรวจอาการาเ็ของเขา
“ข้าไม่เป็ไร...” กำลังจะจับชีพจรให้เขา จี้จิ่นกลับดึงมือของตนออกมาจากมือของนางอย่างแข็งกร้าว
อวิ๋นซูดวงตาเย็นเยียบ คนผู้นี้คงเป็ประเภทยอมตายแต่ไม่ยอมเสียหน้า
“คุณหนูหกขอรับ ใต้เท้าไม่เป็ไรใช่ไหมขอรับ?”
อวิ๋นซูปรายตามองไปยังองครักษ์ที่กุมหน้าอกอยู่ข้างๆ “เ้าเล่า? เจ็บที่ใดหรือ?”
“คุณหนูขอรับ ข้าน้อยไม่เป็อะไร...ท่านดูใต้เท้าก่อนเถิด!”
ช่วยคนไม่แบ่งแยกชนชั้น อวิ๋นซูเดินเข้าไปใกล้แล้วจับข้อมือขององครักษ์ผู้นั้น กล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเผด็จการ “อย่าขยับ!”
จี้จิ่นส่งสายตาครั้งหนึ่ง องครักษ์ผู้นั้นจึงทำได้เพียงอยู่เงียบๆ ให้สตรีข้างกายจับชีพจร
หลังจากตรวจไปรอบหนึ่ง อวิ๋นซูหยิบยาลูกกลอนสีดำที่ซ่อนเอาไว้ในแขนเสื้อออกมา ตัวยาส่งกลิ่นหอม เพียงแค่ได้กลิ่นก็รู้ได้ว่าเป็ยาที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
อวิ๋นซูส่งให้คนละเม็ด “กินเสีย กินแล้วพวกเราก็รีบเดินทางต่อ”
อย่างไรเสียที่นี่เป็เป็เขตชานเมือง ไม่ควรรั้งอยู่นานไปมากกว่านี้
ครั้งนี้จี้จิ่นไม่ได้ปฏิเสธ รับยาลูกกลอนมากลืนเข้าไปอย่างรวดเร็ว พริบตานั้นเขารู้สึกได้ถึงความพิเศษของยานี้ น่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้เชียว ความเ็ปถึงขั้วหัวใจค่อยๆ ถูกบรรเทาให้สงบลง
“นี่มันยาอะไร?” จี้จิ่นอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
อวิ๋นซูเห็นว่าเขาฟื้นกำลังแล้วจึงยืนขึ้น “ผลของยานี้อยู่เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้นเ้าค่ะ”
...
ไม่นานพวกเขาก็เดินไปตามทางที่มาก่อนหน้านี้ กลับไปยังวัดผุพังอีกครั้ง เฉิงหู่ที่ถูกโรคห่าทำให้ทรมานไปสองวันสองคืนได้สติกลับมาแล้ว
“เฉิงหู่? เ้าไม่เป็ไรแล้วหรือ?” องครักษ์นายหนึ่งประคองจี้จิ่นให้นั่งลง จากนั้นจึงเดินมาข้างกายเขา
“ไม่...รู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว ท่านอัครมหาเสนาบดีเป็อะไรไปหรือ?”
“เมื่อครู่นี้พวกเราไปที่เมืองหยู ไม่คิดว่ารองแม่ทัพผู้เฝ้าประตูเมืองไม่เพียงแต่จะไม่ให้พวกเราเข้าเมือง แต่กลับทำร้ายท่านอัครมหาเสนาบดีจนาเ็อีกด้วย!”
“อะไรนะ? ใต้เท้าได้รับาเ็?” เฉิงหู่คุกเข่าลงโดยไม่พูดไม่จา “ข้าน้อยสมควรตาย! ไม่อาจปกป้องใต้เท้าได้ ใต้เท้าโปรดลงโทษ!”
“เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า ไม่จำเป็ต้องใส่ใจ!” จี้จิ่นกดหัวใจของตน ความเ็ปค่อยๆ กลับมาจู่โจมเขาอีกครั้ง ท่าทางฤทธิ์ของยาจะหมดลงแล้ว
อวิ๋นซูที่อยู่ข้างๆ เห็นท่าทางของเขาเปลี่ยนไป เพียงแต่เพราะโรคห่า ยาที่มีเดิมทีก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ยิ่งมาถึงจุดนี้แค่ยาที่มีอยู่ก็ยากจะช่วยได้แล้ว อีกทั้งเดิมทียาที่นางเตรียมเ่าั้ก็ถูกเหล่าผู้ลี้ภัยแย่งชิงไปจนหมด จี้จิ่นได้รับาเ็ภายใน หากรักษาไม่ทัน อาจกลายเป็อาการาเ็เรื้อรังได้
ทันใดนั้นมีเสียงหมาป่าดังขึ้นนอกวัด สมองของอวิ๋นซูพลันสว่างวาบ เกิดความคิดดีๆ ขึ้น
นางหันไปทางองครักษ์ที่ได้รับาเ็เล็กน้อย “เ้าล่าเสือได้หรือไม่?”
“คุณหนูหก? ที่นี่จะมีเสือได้อย่างไรกันขอรับ?”
“ทิศตะวันตกของเมืองหยูมีูเาอยู่ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาจ้ง มีข่าวลือว่าที่นั่นมีเสือขาวอยู่ตัวหนึ่ง ขนของมันขาวราวหิมะ...”
“หรือคุณหนูหกจะให้ข้าน้อยล่าสัตว์ตัวนี้?” องครักษ์ได้ยินอวิ๋นซูกล่าวเช่นนี้จึงคิดเื่นี้ขึ้นมาได้ เสือขาวแห่งเขาจ้งได้ชื่อว่าดุร้ายอย่างมาก ลือกันว่าในโลกนี้ไม่มีผู้ใดที่สามารถล่าเสือตัวนี้ได้ แน่นอนว่านี่อาจจะเป็เพียงข่าวที่กุขึ้นเพื่อดึงดูดผู้คนให้ไปที่นั่น
อวิ๋นซูหยิบขวดกระเบื้องเล็กๆ สีขาวออกมาขวดหนึ่ง “วางใจเถิด ข้ามียาที่พิเศษอยู่ขวดหนึ่ง หากเ้าพบเสือตัวนี้ เพียงโปรยยาไปในอากาศก็พอ ขอเพียงมันสูดยานี้เข้าไปก็ขยับตัวไม่ได้แล้ว”
องครักษ์รับขวดยามาจากในมือของนาง แม้ใบหน้าจะมีความสงสัยแต่ก็เป็เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น อย่างไรเสียวิชาแพทย์ของสตรีผู้นี้เขาก็ได้ััมาแล้ว
จากนั้นอวิ๋นซูก็ส่งยาลูกกลอนสีขาวไปให้เขาอีกหนึ่งเม็ด “ยาลูกกลอนนี้ หลังจากที่เ้าพบเสือขาวแล้วให้รีบกินทันที เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้วขอรับ คุณหนูหก ท่านวางใจเถิด! ข้าน้อยจะต้องล่าเสือขาวกลับมาให้ได้” ไม่นาน องครักษ์ผู้นั้นก็หันกายเดินหายไปจากสายตาพวกเขาอย่างรวดเร็ว
อวิ๋นซูเดินไปใกล้จี้จิ่นอีกครั้ง ไม่ให้เขาปฏิเสธ ความเ็าเจืออยู่บนใบหน้า “หากไม่อยากเจ็บจนตายก็อย่าขยับเ้าค่ะ!”
จี้จิ่นตกตะลึง เขาคิดไม่ถึงว่าสตรีที่สุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอดจู่ๆ จะทำสีหน้าเ็าออกมาได้ เขาถึงกับลืมที่จะขยับตัว
ตกดึก บุรุษบนกองหญ้าปวดจนเสียดแทงไปถึงหัวใจ ยาระงับปวดที่อวิ๋นซูนำติดตัวมาเหลือไม่มากแล้ว นางยื่นมือออกไปััหน้าผากของเขา ความร้อนที่ััได้ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่นขึ้น
ตัวร้อนเช่นนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเลย หากยังไม่มียาอีก อาการาเ็ของเขาจะต้องรุนแรงจนรับไม่ไหวแน่นอน
อวิ๋นซูนึกถึงลำธารที่องครักษ์ไปตักน้ำมาเมื่อครู่นี้ จึงยืนขึ้นฉีกชายเสื้อของตน นำผ้าจุ่มลงไปในลำธารแล้วจึงนำกลับมาวางไว้บนหน้าผากของจี้จิ่น เวลาผ่านไปทุกชั่วขณะ สตรีผู้นั้นกลับไปกลับมาเช่นนี้จนฟ้าสว่าง
คืนนี้จี้จิ่นทุกข์ทรมานยิ่งนัก ทั้งร่างเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวราวกับอยู่ในน้ำแข็งและเปลวเพลิง จนกระทั่งกลางดึก เพราะมีอวิ๋นซูคอยดูแลเขา อาการจึงค่อยๆ มั่นคงขึ้น จากนั้นลมหายใจก็กลับมาสงบเป็ปกติ
เขาลืมตาที่หนักอึ้ง สิ่งที่ปรากฏในสายตาก็คือวิ๋นซูที่นั่งหลับอยู่ข้างกาย เส้นผมสีดำปรกลงมา ในมือของนางยังถือผ้าที่เปียกหมาดๆ เอาไว้ผืนหนึ่ง
ในใจของจี้จิ่นเกิดระลอกคลื่น หรือนางจะดูแลเขาเช่นนี้ทั้งคืน? จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตนเองมิอาจแสดงอารมณ์อันใดออกมาได้
ยกมือขึ้นคิดจะเขย่าปลุกนาง ทว่าตอนนี้นอกวัดมีเสียงแปลกประหลาดดังขึ้น
อวิ๋นซูหยัดกายขึ้น ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย จากนั้นลืมตาที่แดงก่ำขึ้นในฉับพลันแล้วรีบวิ่งออกไปยังประตูวัดโดยไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าจี้จิ่นได้ตื่นขึ้นมาแล้ว
เงาหลังของนางแสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยล้า จี้จิ่นเห็นดังนั้นยิ่งรู้สึกขมฝาดในใจ
อวิ๋นซูมองไปนอกวัด องครักษ์ลากเสือสีขาวตัวนั้นกลับมา ใบหน้าเรียบเฉยปรากฏรอยยิ้มอย่างหาได้ยากยิ่ง
“คุณหนูหกขอรับ ยานั้นร้ายกาจมากจริงๆ เสือขาวตัวนี้สูดดมไปนิดเดียวก็สลบไปแล้ว” การล่าสัตว์ครั้งนี้ แม้ว่าจะปลอดภัยแต่ก็ยังทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ
อวิ๋นซูสังเกตเห็นถึงร่างกายของเสือขาวตัวนี้ “นี่ดูเหมือนจะเป็ลูกเสือ?”
“คุณหนูหกสายตายอดเยี่ยม นี่เป็ลูกเสือขอรับ”
อวิ๋นซูดินเข้าไปจับหนังที่ขาวราวหิมะทั้งยังนุ่มลื่นยิ่งนัก แม้ในใจจะเสียดายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หาพบได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
“ลากมันเข้าไปก่อนเถิด”
องครักษ์พยักหน้า แล้วจึงลากลูกเสือเข้าไปในลานของวัด
จี้จิ่นเดินออกมาจากอารามวัดด้วยการประคองขององครักษ์อีกสองคน เห็นว่าในลานมีเสือสีขาวเปล่งประกายอยู่ตัวหนึ่งจึงเกิดความสงสัย “เ้าคิดจะใช้เสือขาวตัวนี้ทำอะไร?”
อวิ๋นซูม้วนแขนเสื้อขึ้น พลิกตัวเสือขาวไปอีกด้านหนึ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ จับท้องมันหงายขึ้น จากนั้นจึงรับมีดที่องครักษ์ส่งมาให้ กรีดท้องอ่อนนุ่มของมันอย่างระมัดระวัง มองไปยังองครักษ์ที่ยืนตะลึงอยู่ “เ้าลอกหนังเป็หรือไม่? แค่ลอกหนังมันออกมา”
ดวงตาน่าหลงใหลของจี้จิ่นเปล่งประกาย ดูเหมือนจะคิดถึงแผนการของอวิ๋นซูได้แล้ว
ไม่นาน หนังเสือผืนหนึ่งถูกลอกออกมาเรียบร้อย เมื่อเจอกับสภาพเช่นนี้ คุณหนูในห้องหอผู้นี้ก็ยังคงหน้าไม่เปลี่ยนสี แต่ที่พวกเขาไม่ทราบก็คือ อวิ๋นซูในชาติก่อนมักจะออกไปล่าสัตว์เป็เพื่อนเซียวอี้เชินบ่อยๆ สภาพเช่นนี้นางคุ้นชินเสียแล้ว
“เ้าคงไม่วางแผนว่า...” จี้จิ่นไม่แน่ใจอยู่บ้าง
“ข้าวางแผนเช่นนั้น!” อวิ๋นซูแผ่หนังเสือลงบนพื้น จัดการกับคราบสกปรกอย่างขะมักเขม้น หันไปทางองครักษ์ผู้นั้น “เ้าหั่นเนื้อและกระดูกออกเสีย พวกเ้าได้รับาเ็อยู่ จะได้บำรุงกำลังเสียหน่อย”
จะอย่างไรก็ล่าและฆ่าไปแล้ว ย่อมไม่อาจปล่อยให้สิ้นเปลือง อีกทั้งตอนนี้พวกเขาก็หิวมาสักพักแล้ว ควรจะทานอะไรบ้าง
ไม่นาน ตอนที่อวิ๋นซูจัดการกับหนังเสือเสร็จแล้ว เนื้อเสือร้อนๆ ก็พร้อมทาน
วันต่อมา เนื่องจากเมื่อวานองครักษ์นามเฉิงหู่ไม่ได้ปรากฏตัวที่ประตูเมือง อวิ๋นซูจึงให้เขานำหนังเสืออันล้ำค่าไปเล่นละครดีๆ สักเล็กน้อย ในตอนที่จะออกเดินทางยังกำชับเขา “หากพวกเขาให้เ้าเข้าไปก็จะดีที่สุด หากไม่ก็ไม่จำเป็ต้องไปวิวาทกับพวกเขา”
เฉิงหู่พยักหน้า “วางใจเถิดขอรับคุณหนูหก ข้าทราบว่าควรทำอย่างไร”
จากนั้น เขาแต่งกายเป็ชาวบ้านทั่วไป ปะปนไปกันเหล่าผู้ลี้ภัยจนถึงประตูเมืองหยู
“นายท่านขอรับ นายท่าน...ข้าลี้ภัยมาจากเสี่ยวจวง ท่านผู้มีจิตใจเมตตา เปิดประตูหน่อยเถิดขอรับ ให้ข้าเข้าไปเถิด!” เฉิงหู่เคาะประตูพลางะโเรียกไม่หยุด
ทว่าตอนนี้บนประตูเมืองกลับไม่เห็นเงาคนแม้แต่ครึ่งคน
จู่ๆ ผู้ลี้ภัยคนหนึ่งที่นอนขดตัวอยู่บริเวณกำแพงกล่าวออกมา “เ้าอย่าะโไปเลย! พวกเรามาถึงเดือนหนึ่งแล้ว พวกเขายังไม่เปิดประตูเมืองเลย! เ้าถือโอกาสที่ยังเดินไหวไปที่อื่นเสียเถิด!”
“นายท่าน...เปิดประตูเถิดขอรับนายท่าน!” ทว่าเขากลับทำราวกับว่าไม่ได้ยินคำพูดของผู้ลี้ภัยคนนั้น ทำเพียงตบประตูเมืองหนาๆ ไม่หยุด
“เฮ้อ...เ้านี่จริงๆ เลย...” ผู้ลี้ภัยข้างๆ ส่ายหน้าอย่างจนใจ จากนั้นจึงขดร่างต่อไม่สนใจเฉิงหู่อีก
เฉิงหู่ะโไปนานราวหนึ่งก้านธูปก็ยังคงไม่มีคนตอบเขา จึงย้อนคิดไปครู่หนึ่งแล้วะโเสียงดังอีกครั้ง “นายท่าน ข้านำของล้ำค่ามาด้วย! ให้ข้าเข้าไปเถิด! นายท่าน...”
ไม่คิดว่าจู่ๆ บนประตูเมืองจะมีศีรษะหนึ่งยื่นออกมา ใบหน้ายังคงง่วงงุน “เอาของล้ำค่าอะไรมา?”
เฉิงหู่รีบหยิบหนังเสือที่เก็บไว้ในห่อผ้าออกมาอย่างร้อนรน หรี่ตาอย่างกระตือรือร้น “นายท่านดูเถิดขอรับ! นี่คือหนังเสือขาวจากเขาจ้ง เป็ของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง เพียงแต่...เพียงแต่นายท่านมีเมตตาปล่อยข้าเข้าเมืองไป ข้าเต็มใจจะมอบหนังเสือนี้ให้นายท่าน”
รองแม่ทัพบนประตูพลันเบิกตากว้าง ท่าทางเต็มไปด้วยความโลภ “นั่นเป็หนังเสือขาวจากูเาจ้งจริงหรือ?”
