นับั้แ่วันที่ฉู่อวี้ลืมตาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็หยิบยกอาการาเ็มาอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน ทว่าผู้คนที่มาถึงหน้าจวนเพื่อพบเขากลับมีจำนวนไม่น้อย เหวินอ๋องผู้มีคุณงามความดีมากมาย ทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองมาโดยตลอด ทว่าในยามนี้กลับไร้ซึ่งคุณสมบัติในการสืบทอดบัลลังก์ั มีผู้คนบางส่วนยังยึดมั่นว่าถึงอย่างไรเหวินอ๋องคงไม่มีทางวางมืออย่างง่ายดาย และด้วยเหตุนี้จึงพากันเริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
ชาติก่อนเขาปฏิเสธการพบปะผู้คนเพราะไม่พอใจการอภิเษกพระชายาบุรุษ หรืออีกนัยหนึ่งคือเขาไม่พอใจที่เสด็จพ่อไม่ไว้พระทัยตนเอง ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยคิดอยากได้ตำแหน่งฮ่องเต้เลยสักครั้งแท้ๆ เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คนที่ต่างเข้ามาประจบเพื่อผลประโยชน์ เขาก็มักจะปฏิเสธไปเสียทุกที แต่ตอนนี้เขายังปิดประตูจวนไม่พบผู้คนเช่นเดิม เพราะเขาลองคิดดูแล้วว่า พิธีอภิเษกของเขาเพิ่งจะประกาศออกไปไม่นาน กลับก่อให้เกิดความวุ่นวายมากมายถึงเพียงนี้ หากยังเปิดประตูจวนต้อนรับผู้คนอยู่ คงจะยิ่งทำให้เสด็จพ่อไม่วางพระทัยเขามากกว่าเดิม หากเป็เช่นนั้น ชีวิตในวันหน้าคงต้องลำบากยิ่งขึ้นแน่นอน สู้ปิดประตูจวนไม่ต้องพบปะผู้ใดเสียยังดีกว่า แต่ว่า...ฉู่อวี้ขมวดคิ้วเมื่อคำนึงมาถึงจุดนี้ จะไม่พบผู้อื่นย่อมได้ ทว่ายังมีคนผู้หนึ่งที่เขาจำเป็ต้องพบอยู่
ฉู่เหิงเป็มีศักดิ์เป็พระภาติยะของฉู่อวี้ ฉู่เหิงคือพระโอรสของฉู่ไท้ ผู้เป็พระราชโอรสลำดับที่หนึ่งของเต๋อเซิ่งฮ่องเต้ แต่ฉู่เหิงกลับต้องกำพร้าบิดาเพราะฉู่ไท้ผู้นี้ชะตาสั้นนัก จากโลกนี้ไปโดยทิ้งไว้เพียงพระชายาและพระโอรสอายุยังไม่ครบสิบขวบ ด้วยเหตุนี้ตำแหน่งของฉู่เหิงในราชสำนักจึงเป็สิ่งซับซ้อนและละเอียดอ่อน เพราะบิดาของเขาคือพี่ใหญ่ขององค์ชายทั้งหมด กล่าวถึงฐานันดรศักดิ์ ฉู่ไท้และองค์รัชทายาทล้วนเป็พระราชบุตรที่เกิดจากฮองเฮา หากฉู่ไท้ยังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่าต้องได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็องค์รัชทายาทอย่างแน่นอน เต๋อเซิ้งฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาต่ออ๋องน้อยผู้ที่ต้องเสียบิดาั้แ่ยังเยาว์ จึงแต่งตั้งให้พระราชบุตรฉู่ไท้มีบรรดาศักดิ์เป็อวิ๋นชินอ๋อง ครั้นฉู่เหิงเติบใหญ่ขึ้นจะสามารถสืบต่อบรรดาศักดิ์ชินอ๋องจากบิดา ด้วยเหตุนี้ แม้องค์รัชทายาทจะมีศักดิ์เป็ถึงพระมาตุลาของฉู่เหิง แต่กลับเอาแต่คอยขัดขวางเขาอยู่ตลอด
ชาติที่แล้วก่อนที่เสด็จพ่อจะมีรับสั่งให้ยึดอำนาจทางการทหารและกักบริเวณเขา ฉู่เหิงคือผู้ที่ฝ่าอันตรายเพื่อมาเตือนเขาให้เตรียมหาหนทางรับมือล่วงหน้า ทว่าเขากลับถือดีจนเกินไป หรืออีกใจหนึ่งคือเขาไม่เชื่อว่าเสด็จพ่อจะทำเช่นนี้กับตน เป็เหตุให้ท้ายที่สุดต้องพบจุดจบที่น่าเวทนาเช่นนั้น
ดังนั้นแล้ว เขาจึงปฏิเสธการขอเข้าพบของผู้อื่นทั้งหมด ยกเว้นเสียแต่หลานชายผู้นี้เพียงผู้เดียว
ฉู่เหิงปีนี้อายุได้สิบห้าปี ร่างกายสูงใหญ่กำยำ หน้าตาหล่อเหลาั้แ่อายุยังน้อย เป็องค์ชายที่ยังไม่ถึงวัยเติบใหญ่ ผู้คนต่างเรียกขานเขาว่าท่านอ๋องน้อย อ๋องน้อยผู้นี้วันๆ นอกจากไม่สนใจร่ำเรียนวิชาใดๆ แล้ว ยังชอบทำตัวเป็อันธพาลรังแกชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขายตาดำๆ อีกนิดแทบจะฉุดหญิงชาวบ้าน ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับดูเป็ที่พอพระทัยขององค์รัชทายาทผู้มีศักดิ์เป็อาของเขา นอกจากจะไม่เคยไม่ถือสาหาความใดๆ ยังคอยเก็บกวาดเื่เหล่านี้ให้ฉู่เหิงเสียด้วยซ้ำ
ฉู่เหิงสวมชุดราชสำนักสีน้ำเงิน ลักษณะท่าทางไม่ต่างกับกับองค์ชายเ้าสำราญ พอก้าวผ่านประตูจวนเข้ามาได้ก็ส่งเสียงเอะอะโวยวายขึ้นทันที “เสด็จอาๆ หลานมาเยี่ยมท่านแล้ว ทั้งยังเอาสมบัติล้ำค่ามาให้ท่านด้วย!”
ฉู่อวี้อดยกยิ้มไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงหลานชายจอมโวยวายเรียกตนเช่นนั้น เขาวางพู่กันลงแล้วเดินออกไปด้านนอก เห็นเป็เด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู พาลให้เขาหวนนึกถึงความสง่างามของเด็กผู้นี้ในภายภาคหน้า จนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจให้กับความไม่แน่นอนของโลกใบนี้
ฉู่เหิงคิดว่าการมาครั้งนี้ของเขาคงหนีไม่พ้นต้องผิดหวังอย่างแน่นอน ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าเสด็จอากลับยอมให้เขาเข้าพบเสียอย่างนั้น เหล่าเสด็จอาคนอื่นๆ ของเขาต่างพากันพูดเยาะเย้ยลับหลังว่า เหวินอ๋องพลัดตกจากหลังม้าจนถึงกับเสียสติไปแล้ว เขารู้สึกถึงความแตกต่างไปจากเมื่อก่อนไม่น้อย เมื่อมองไปยังเสด็จอาที่ยืนส่งยิ้มให้เขาอยู่เบื้องหน้า ฉู่เหิงกะพริบตาปริบๆ อยู่หลายครั้ง จากนั้นส่งยิ้มตอบและเอ่ยว่า “หลานเกรงว่าอาการาเ็ของเสด็จอาจะยังไม่หายดีจึงไม่กล้ามารบกวน ครั้นได้เห็นเสด็จอาคล้ายกำลังประสบเื่น่ายินดีเช่นนี้ เห็นทีคงเป็หลานที่กังวลมากเกินไป หากหลานรู้เร็วกว่านี้ หลานคงจะมาเยี่ยมท่านนานแล้วขอรับ!”
ฉู่อวี้ส่งเสียงหัวเราะออกมา “ข้าจะมีเื่น่ายินดีอะไรกัน เ้ากลับรู้จักหาของล้ำค่ามาให้ข้า เห็นได้ว่าใส่ใจข้ายิ่งนัก”
“แต่ช้าก่อนเสด็จอา เมื่อได้เห็นท่าทีเช่นนี้ของท่าน เกรงว่าสมบัติล้ำค่าพวกนี้คงจะไร้ประโยชน์เสียแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไรกัน สมบัติล้ำค่าของเ้าสร้างความพิศวงให้ผู้คนไม่ได้หรืออย่างไรกัน”
“ไม่ใช่เช่นนั้นเสียหน่อยขอรับ ก่อนที่จะมาหาท่านอา ได้ยินผู้คนทั้งฉางอันเล่าลือกันว่า เหวินอ๋องเกิดหลงเสน่ห์ว่าที่พระชายา แต่มีหรือที่ข้าจะเชื่อ เสด็จอาของข้าเป็ถึงแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งรัฐจาว จะมาชอบพอบุรุษได้อย่างไรกัน ข่าวลือพวกนั้นต้องมีอะไรเข้าใจผิดอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วข้าจึงตั้งใจคัดเลือกหญิงงามมามอบให้เสด็จอาสองนาง ต่อให้บุรุษจะงดงามสักเท่าใด แต่มีหรือจะงามล้ำไปกว่าสมบัติล้ำค่าของข้า?”
พูดจบก็พยักพเยิดหน้าบอกใบ้ให้ฉู่อวี้มองไปยังนอกหน้าต่าง เมื่อมองตามสายตาของเขาไป พลันพบเข้ากับสตรีสองนางกำลังยืนอ้อยอิ่งอยู่ในลานภายนอก ชุดกระโปรงสีชมพูสะท้อนไปยังเหล่าดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง ทำให้มวลดอกไม้เ่าั้ดูมีสีสันไม่น้อย
ทว่าทั้งหัวใจของฉู่อวี้มีเพียงกู้โยวหนิง กู้โยวหนิงคือสมบัติล้ำค่าของเขา สมบัติล้ำค่าที่หายากและมีค่ามากที่สุด ในใจของเขาไม่สามารถมีผู้อื่นได้อีก ได้แต่ฝืนยิ้มให้กับฉู่เหิงที่กำลังทำตัวเหลวไหล “คงจะใช้การไม่ได้เสียแล้ว เ้านำกลับไปเถิด”
กล่าวจบก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในตำหนักเช่นเดิม ฉู่เหิงตกตะลึงอยู่กับที่ รู้สึกตัวอีกทีก็หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่
“ต้องไม่เป็เช่นนี้สิ เสด็จอา...” เขารีบร้อนวิ่งตามเข้าไปแล้วเอ่ยอย่างคาดไม่ถึง “เสด็จอาเกิดหลงเสน่ห์กู้โยวหนิงผู้นั้นจริงหรือขอรับ กู้โยวหนิงผู้นี้แท้จริงแล้วเป็คนเช่นไรกัน เหตุใดผู้ที่พบเห็นเขาต่างพากันหลงใหลเช่นนี้!”
ฉู่ยวี่ชะงักฝีเท้า หันหลังกลับมามองเขาแล้วเอ่ยถาม “ยังมีผู้อื่นที่หลงใหลเขาอีกหรือ?”
“จะยังมีผู้ใดอีก นอกจากป๋ายจิ้งจือ”
“ยูนนานอ๋อง...” ฉู่อวี้ขมวดคิ้ว “เขารู้จักกับโยวหนิง?”
“ขอรับ เมื่อสองปีก่อนเขาเคยพำนักที่ฉางอันระยะหนึ่งไม่ใช่หรือขอรับ ดูเหมือนจะเริ่มรู้จักกันั้แ่ตอนนั้น เขา้าอภิเษกกู้โยวหนิงไปเป็อนุชายามาโดยตลอด แต่ผู้ใดจะรู้ว่าถูกเสด็จอาแย่งไปก่อนเสียอย่างนั้น อีกทั้งหลานยังได้ยินมาว่าเมื่อสองวันก่อนยังส่งคนมาไถ่ถามเื่การอภิเษกของพวกท่านด้วยขอรับ”
ฉู่อวี้ขมวดคิ้วเป็ปมเสียยิ่งกว่าเดิม ในยามนี้ป๋ายจิ้งจือยังเป็เพียงรัฐทายาทยูนนานอ๋อง ทว่าอีกสี่ปีให้หลัง ยูนนานอ๋องคนก่อนก็สิ้นพระชนม์ ชาติที่แล้วป๋ายจิ้งจือคอยไปมาหาสู่กับตนอยู่ตลอด มักจะมาเยี่ยมเยือนที่จวนอยู่บ่อยครั้ง ในคราแรกเขานึกว่าคนผู้นี้้าดึงตนให้เข้าร่วมฝ่าย แต่เมื่อหวนนึกถึงท่าทีของป๋ายจิ้งจือในชาติก่อนแล้ว เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจงใจเข้าหากู้โยวหนิงเสียมากกว่า
ป๋ายจิ้งจือ เ้าสมควรตาย! แม้แต่คนของเขาก็ยังกล้ามาข้องแวะ เขาจะจดจำไว้! ใบหน้าของฉู่อวี้เริ่มบิดเบี้ยวจนไม่น่าดู
ฉู่เหิงที่อยู่ข้างกายและมองท่าทีของฉู่อวี้อยู่ตลอดถึงกับตกตะลึง กู้โยวหนิงผู้นี้ต้องงดงามราวกับเทพเซียนถึงเพียงใดกัน
จู่ๆ มีองครักษ์ผู้หนึ่งเข้ามาในตำหนัก เมื่อเห็นว่ายังมีฉู่เหิงอยู่ด้วย จึงเดินเข้าไปกระซิบฉู่อวี้เสียงเบา ฉู่อวี้ถึงกับหน้าเปลี่ยนสีทันที “มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ?”
องครักษ์ค่อยๆพยักหน้า “องครักษ์ที่ได้รับคำสั่งให้คอยดูแลคุณชายกู้ไม่อาจเข้าไปภายในจวนอัครเสนาบดีขอรับ ทำให้เพิ่งจะทราบเื่เมื่อรุ่งเช้า คาดว่าถูกขังเป็เวลาหนึ่งคืนแล้วขอรับ”
องครักษ์ผู้นี้รู้ดี เหวินอ๋องนอกจากจะไม่ข่มเหงว่าที่พระชายาแล้ว ยังแสดงออกว่าชอบพอว่าที่พระชายายิ่งนัก พวกเขาไม่กล้าที่จะชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว หลังจากที่ทราบข่าวจึงรีบกลับมารายงานทันที
ฉู่เหิงมองตามฉู่อวี้ที่วิ่งพรวดพราดออกไปราวกับสายลม สีหน้าที่แสดงออกถึงความเ็ปหัวใจเช่นนั้นไม่ใช่การแสร้งทำแน่นอน จากนั้นก็หันไปมองสตรีงามสองนางที่ตนตั้งอกตั้งใจคัดหามา แม้จะไม่ได้งามล้นจนล่มบ้านล่มเมือง แต่ก็ถือได้ว่างามกว่าสตรีเป็หมื่นๆ นาง ทว่าตอนที่เหวินอ๋องวิ่งออกไปอย่างรีบร้อน กลับไม่แม้แต่จะชายตาแลหญิงงามสองนางนั้นสักนิด
ท่านอ๋องน้อยได้แต่แปลกใจ กู้โยวหนิงผู้นี้ช่างยอดเยี่ยมนัก วันหน้าเขาต้องหาโอกาสพบหน้าให้ได้เสียแล้ว
