ในขณะเดียวกัน หลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่ลุกขึ้นมาแต่งตัวั้แ่เช้าก็ไม่ทราบว่าทางด้านของเหลยซื่อเกิดเื่อะไรขึ้น ไทเฮาทรงตื่นบรรทมแต่เช้า วันนี้ได้นัดให้นางไปฟังเพลงยามเช้าด้วยกัน หลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่ได้ชอบเพลงบ้านเกิดของพระองค์ เพียงแต่ขอแค่เป็เื่ที่ไทเฮาทรงโปรด นางก็จะไปเป็เพื่อน
รถม้าจอดรออยู่ด้านนอกจวนโหว หลิ่วอวิ๋นฮว๋าขึ้นไปบนรถม้าพลางใคร่ครวญถึงความคิดของไทเฮา เหตุใดตนเองไปอยู่เป็เพื่อนพระองค์หลายวันแล้ว แต่ยังไม่เห็นพระองค์พูดถึงเื่ของตําแหน่งพระชายารัชทายาทเลยสักครั้ง คงมิใช่ว่าสุดท้ายแล้วความคาดหวังของตนเองจะกลายเป็ความผิดหวังหรอกกระมัง?
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสูดหายใจลึกๆ พยายามบอกตนเองว่าไม่จำเป็ต้องกังวลไปก่อน ต้องทราบว่าเื้ัของตนเองยังมีคุณหนูสูงศักดิ์อีกมากน้อยเพียงใดที่รออยู่ หากตนเองไม่ไปเป็เพื่อนไทเฮา ไม่นานก็จะมีคนอื่นมาแทนที่ ถึงตอนนั้นตําแหน่งพระชายารัชทายาทหลุดมือไป ก็คงทำได้เพียงตำหนิตนเองที่ไม่มีความอดทนแล้ว
“คุณหนูหลิ่วมาแล้ว วันนี้รัชทายาททรงมาฟังเพลงยามเช้าเป็เพื่อนไทเฮาเ้าค่ะ” ภายนอกตำหนักของไทเฮา แม่นมชราจูงมือหลิ่วอวิ๋นฮว๋าด้วยใบหน้ายินดีแล้วกระซิบ ใบหน้าของสตรีผู้นั้นปรากฏความยินดี “แม่นมกล่าวจริงหรือเ้าคะ?”
“จริงแน่นอนเ้าค่ะ ตอนนี้พระองค์ทรงอยู่ด้านในแล้วเ้าค่ะ!” สายตาของแม่นมเป็ประกายคลุมเครือ บนแก้มของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าพลันแดงเรื่อ “ขอบคุณเ้าค่ะแม่นม” ทองคำแท่งตกลงบนฝ่ามือของแม่นมโดยไร้เสียง “คุณหนูเกรงใจไปแล้วเ้าค่ะ เกรงใจไปแล้ว!”
นอกประตูตำหนัก นางหยุดฝีเท้าลงและให้สาวใช้ที่ตามมาจัดเสื้อผ้าทรงผมให้นางเป็พิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ความแน่วแน่ในหลายวันมานี้ของนางในที่สุดก็ได้รับการตอบแทน บางทีนี่อาจเป็การจัดการของไทเฮา
มุมปากของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าอดไม่ได้ที่จะยกน้อยๆ ยืดหน้าอกขึ้น รักษาท่วงท่าที่สง่างามที่สุดแล้วเดินเข้าไป
“เอ๋ ดูเถิดว่าใครมา?” พระสุรเสียงของไทเฮาแฝงไปด้วยความหยอกล้อ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเดินเข้าไปถวายความเคารพ “ถวายพระพรไทเฮาเพคะ ถวายพระพรรัชทายาทเพคะ” ดวงตาอันงดงามของนางทอดมองเลยไปยังใบหน้าอันหล่อเหลาของตงฟางซวี่ ความเขินอายปรากฏบนใบหน้าราวกับดอกบัวที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ
“ไม่ต้องมากพิธี ข้าและรัชทายาทไม่ใช่คนคร่ำครึเช่นนั้น” ไทเฮาทรงพระสรวล ทอดพระเนตรไปตงฟางซวี่ที่อยู่ข้างพระวรกาย เพียงแค่ทอดพระเนตรก็สามารถเห็นได้ถึงความคิดที่เขามีต่อหลิ่วอวิ๋นฮว๋า ท่าทางสงบนิ่งเช่นนั้นดูเหมือนว่าไม่ได้มีท่าทางยินดี
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าค่อยๆ ยืดกายขึ้น เดินไปยืนอีกข้างหนึ่งของไทเฮาด้วยตนเอง ประคองพระองค์เดินไปยังพลับพลา
นักแสดงบนเวทีขับร้องออกมาอย่างโดดเด่น พระหัตถ์ของไทเฮาที่สวมปลอกนิ้วเคาะลงบนที่วางแขน หลิ่วอวิ๋นฮว๋าฟังเพลงพลางส่งสายตาสื่อความพิเศษไปทางตงฟางซวี่เป็ระยะๆ
จิตใจของนางในวันนี้คิดถึงเพียงแต่ตําแหน่งพระชายารัชทายาท นางเก็บซ่อนใบหน้าอันโดดเด่นของคุณชายสามสกุลเฟิ่งเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจตั้งนานแล้ว นางสามารถมองเห็นความเป็จริงได้อย่างชัดเจน สิ่งที่นาง้าก็คือตำแหน่งที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น ยิ่งไปกว่านั้นรัชทายาททรงมีพระพักตร์งดงามหล่อเหลา เหมาะสมกับนางเป็อย่างยิ่ง
“อวิ๋นฮว๋า เหตุใดวันนี้จึงไม่สวมอาภรณ์ที่ข้าประทานรางวัลให้เ้า? ชุดนั้นเหมาะสมกับผิวของเ้ามากยิ่งนัก รัชทายาทเองก็ชอบสีอ่อน” จู่ๆ ไทเฮาพลันหันมากล่าวหยอกล้อ บนใบหน้าของหลิ่อวิ๋นฮว๋าเจือไปด้วยสีหน้าเขินอาย “อาภรณ์ชุดนั้นล้ำค่าเกินไป อวิ๋นฮว๋าเสียดายเพคะ”
“เด็กโง่ มีอะไรให้เสียดายกัน หากว่าเ้าชอบ ข้าจะให้รัชทายาทสั่งคนไปส่งให้เ้าอีกสักหลายๆ ชุด!”
ตงฟางซวี่ที่อยู่ข้างๆ ทำราวกับว่าไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกนาง เพียงมองไปบนเวทีอย่างจริงจัง
“แต่ถึงอย่างนั้น ชุดสีชมพูกุหลาบที่เ้าสวมใส่ในวันนี้ก็น่ารักไม่น้อย อากาศหนาวเช่นนี้กลับทำให้ข้ารู้สึกถึงความงดงามของฤดูใบไม้ผลิได้ รัชทายาท เ้าว่าใช่หรือไม่?”
หลิ่อวิ๋นฮว๋ามองไปยังตงฟางซวี่ด้วยสายตาคาดหวัง ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อรัชทายาทผู้หล่อเหลาหันมา ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่กลับตอบมาประโยคหนึ่ง “เสด็จย่า กระหม่อมไม่ชอบสีชมพูกุหลาบพ่ะย่ะค่ะ”
“...เอ๋? เช่นนั้นเ้าชอบสีอะไร?”
“สตรีควรจะงดงามแบบเรียบง่ายถึงจะดีพ่ะย่ะค่ะ”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าอดไม่ได้ที่จะก้มมองตนเองที่แต่งตัวอย่างประณีตมาในวันนี้ แต่ไหนแต่ไรมานางก็ชอบที่จะสวมใส่อาภรณ์งดงาม เรียบง่ายหรือ? สิ่งนั้นเอาไว้ให้คนตายสวมใส่ รัชทายาทกล่าวเช่นนี้กลับทำให้นางอับอายเป็อย่างยิ่ง ความหมายของเขาก็คือวันนี้นางแต่งตัวงดงามจนเกินไป เขาจึงไม่ชอบเช่นนั้นหรือ?
ไทเฮาสังเกตเห็นถึงท่าทางเ็าที่รัชทายาททรงมีต่อหลิ่วอวิ๋นฮว๋า ต่อให้เป็สตรีอื่น นางก็รู้สึกว่ารัชทายาทไม่ใช่คนที่ไม่ไว้ไมตรีถึงเพียงนี้
มิใช่ว่าฮูหยินแม่ทัพเวยหย่วนกล่าวว่า ก่อนหน้านี้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าและรัชทายาทพูดคุยกันอย่างมีความสุขหรอกหรือ ดูท่าจะเป็คำพูดที่เกินจริงเสียแล้ว
ไทเฮาพบว่าใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่เป็ธรรมชาติ จึงไม่ได้หยอกล้อเื่ของพวกเขาทั้งสองคนอีก บทเพลงยามเช้าก็ฟังแล้วไม่ได้อรรถรสเอาเสียเลย
หลิ่วอวิ๋นฮว๋านั่งอยู่ตรงนั้น รู้สึกว่าตนเองเป็ส่วนเกิน หางตากวาดมองไปยังรัชทายาท รู้สึกราวกับว่าเขากำลังเย้ยหยันตนเอง หรือว่าการแต่งกายในวันนี้จะทำให้รัชทายาททรงรังเกียจเสียแล้ว? หลิ่วอวิ๋นฮว๋าคิดว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดที่จะทำให้รัชทายาทไม่พอใจ นอกจากเื่นี้นางก็คิดสิ่งอื่นไม่ออกอีก
ตงฟางซวี่เห็นองครักษ์นายหนึ่งอยู่บริเวณไม่ไกล จึงหันไปยิ้มอย่างขออภัยให้แก่ไทเฮา “เสด็จย่า กระหม่อมมีภารกิจเร่งด่วน วันนี้อยู่เป็เพื่อนเสด็จย่าถึงเท่านี้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ทำภารกิจสำคัญกว่า!”
ไทเฮากลับไม่ได้ตรัสอะไร ตงฟางซวี่ถวายความเคารพครั้งหนึ่ง แล้วลุกขึ้นเดินจากไปโดยที่ไม่ได้มองหลิ่วอวิ๋นฮว๋าแม้เพียงสายตา
เมื่อเห็นเงาหลังนั้นเดินจากไปไกล หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารู้สึกว่าหัวใจของตนเองถูกควักออกไปด้วย ไม่รับรู้เลยว่านักแสดงบนเวทีร้องอะไร นางกุมแขนเสื้อของตนเอง ขัดใจว่าเหตุใดวันนี้จึงสวมใส่ชุดสีกุหลาบที่งดงามตัวนี้มาด้วย
“อวิ๋นฮว๋า เื่นี้เ้าไม่จำเป็ต้องรีบร้อนจนเกินไป” ในตอนนี้เองเสียงเรียบเฉยของไทเฮาดังขึ้น ในความคิดของพระองค์ ต่อให้ไม่มีความรู้สึกก็ยังสามารถสร้างได้ในภายหลัง อีกทั้งไม่ใช่ศัตรูคู่แค้นอะไร สิ่งสำคัญคือจะต้องเหมาะสม นางทำได้เพียงสนับสนุนหลิ่วอวิ๋นฮว๋า อย่าให้นางยอมแพ้เร็วจนเกินไป ต้องคว้าใจของรัชทายาทมาให้ได้ ทว่าเื่เหล่านี้ก็ยังต้องพึ่งพาแผนการ
“อวิ๋นฮว๋าทราบแล้วเพคะ” ถึงแม้ว่าจะกล่าวเช่นนี้ แต่ในใจของนางกลับไร้ซึ่งรสชาติ
เชื่อว่าความจริงแล้วรัชทายาททรงรู้ความรู้สึกของนาง ก่อนหน้านี้ที่วัดเทียนฝู นางดูแลเขาทั้งเช้าค่ำ ไม่สนใจชื่อเสียงของสตรีโดยสิ้นเชิง รัชทายาทถึงกับไม่มีท่าทีใดๆ หากไม่ใช่ว่าท่านแม่กำชับมาว่าอย่าได้ให้คนในราชวงศ์ทราบว่ารัชทายาททรงเคยได้รับาเ็มาก่อน มิฉะนั้นจะเกี่ยวพันมาถึงพี่ใหญ่ เกี่ยวพันมาถึงจวนโหว นางคงจะหยิบยกเื่นี้มาบอกกับไทเฮา ทำให้รัชทายาทไม่แต่งไม่ได้
ไหนเลยจะต้องมาลำบากลำบนมากมายเช่นนี้!
ท่าทางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าตกอยู่ในสายตาของไทเฮา ในพระทัยทรงพระสรวลเบาๆ เด็กคนนี้ฝีมือยังไม่ดีพอ แสดงความคิดในใจของตนออกมาบนใบหน้าง่ายๆ เช่นนี้ ใช้ไม่ได้จริงๆ
อีกด้านหนึ่ง
ตงฟางซวี่ที่ออกมาก่อนนั้นได้รับรายงานจากองครักษ์ว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่เข้าวังมาแล้ว และกำลังไปที่ตำหนักหงส์ของฮองเฮา
เขาไม่รู้ว่าเสด็จแม่เรียกนางมาที่นี่เพราะอะไร ดังนั้นจึงตามไปด้วยใจอันรุ่มร้อนดังไฟแผดเผา
ภายในตำหนักหงส์ ฮองเฮานั่งอยู่ตรงกันข้ามกับอวิ๋นซู ระหว่างทั้งสองมีกระดานหมากคั่นเอาไว้ ความสนใจของพวกนางทั้งหมดตอนนี้ตกลงไปอยู่บนกระดานหมาก
นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น? วันนี้เสด็จแม่ว่างถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ความจริงแล้วที่ฮองเฮาทรงเรียกอวิ๋นซูเข้าวังในครั้งนี้ ด้านหนึ่ง้าจะปลอบขวัญเหตุการณ์ที่นางพบที่เจียงหนาน อีกด้านหนึ่งก็้าฟังว่าสตรีอ่อนแอผู้นี้ควบคุมสถานการณ์โรคระบาดได้อย่างไร ช่วยราชสำนักปราบโจรได้อย่างไร คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับทำเพียงพูดจาสองสามประโยคอย่าเรียบง่าย ก็สามารถกล่าวสรุปวันเวลาที่โหดร้ายเ่าั้ออกมาได้
แต่ว่ายิ่งเป็เช่นนี้ ฮองเฮายิ่งรู้สึกว่าบุตรีอนุภรรยาผู้นี้จะดูเบาไม่ได้ นางไม่หยิ่งยโส ไม่แสดงความรู้สึกออกมาบนใบหน้า และไม่ลำพองตนที่ได้รับผลงาน นางเป็เช่นนี้ยิ่งน่าสนใจ จึง้าจะประลองกับนางบนกระดานหมาก
“หย่งจี๋เสี้ยนจู่สามารถเล่นได้อย่างเต็มที่ ไม่จำเป็ต้องสนใจมารยาทความแตกต่างระหว่างขุนนางกับพระราชวงศ์” นาง้าที่จะรู้ว่าสตรีอายุน้อยผู้นี้มีความคิดลึกล้ำเพียงใดกันแน่ กลัวว่านางจะไม่ยอมเล่นเต็มที่เพราะฐานะของตนเอง
ตงฟางซวี่เดินเข้ามาเงียบๆ ไม่ได้รบกวนพวกนาง
หมากขาวและหมากดำบนกระดานต่างก็พอฟัดพอเหวี่ยงกัน ตงฟางซวี่ทราบว่าฝีมือทางด้านการเดินหมากของเสด็จแม่สูงส่งมาตลอด ถ้าไม่เป็เพราะเสด็จแม่ทรงมีความคิดรอบคอบ จะสามารถยืนอยู่ในวังหลังอย่างมั่นคงและนั่งอยู่ในตำแหน่งเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร
เริ่มแรก อวิ๋นซู้าปิดบังฝีมือของตน แต่วิธีการเดินหมากทั้งป้องกันและโจมตีของฮองเฮาได้กระตุ้นจิตใจที่อยากเอาชนะของนางขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
อีกฝ่ายเป็ฮองเฮาของแคว้นเฉิน ตนเองในชีวิตก่อนยังไม่ทันได้รู้จักนาง บางทีหากแข่งขันกับนางด้วยด้วยฐานะของฮองเฮา คงจะน่าสนุกเป็อย่างยิ่ง
ฮองเฮาเฉินคิดไม่ถึงว่าอวิ๋นซูที่อายุยังน้อย ความคิดกลับไม่แพ้ตนเองเลยแม้เพียงนิด นางคิดว่าตนประสบกับคลื่นลมมาไม่น้อย แต่สตรีอายุน้อยผู้นี้บ่มเพาะความคิดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร?
เวลาผ่านไปทุกชั่วขณะ สตรีสองคนตรงหน้ากลับไม่มีความคิดที่จะมองมาทางเขาเลยแม้แต่น้อย
ไม่ง่ายเลยที่ตงฟางซวี่จะได้พบกับอวิ๋นซูในวัง จะปล่อยให้ฮองเฮายึดเวลาของนางไว้เพียงผู้เดียวได้อย่างไร?
“อืม เสด็จแม่ เวลาไม่เช้าแล้ว หากยังเดินหมากกันต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าจะเลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาส่งเสียงออกมาครั้งหนึ่ง พลันนั้นจึงขมวดคิ้วมองไปทางตงฟางซวี่ “โถ่ รัชทายาท หากไม่ใช่เพราะเ้าส่งเสียงรบกวน เปิ่นกงจะวางหมากพลาดได้อย่างไร?”
อะไรนะ? ตงฟางซวี่ใ รีบมองไปบนกระดานหมาก จริงดังคาด หมากที่ฮองเฮาทรงวางเมื่อครู่นี้ อวิ๋นซูได้เปลี่ยนจากป้องกันเป็โจมตีแล้ว สถานการณ์เปลี่ยนไปในพริบตา
“เสด็จแม่ นี่จะโทษกระหม่อมหรือ?” ตงฟางซวี่ยิ้มอย่างจนใจ ฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะมองเขาอย่างโกรธเคืองครั้งหนึ่ง
“ช่างเถิด วันนี้นับว่าเปิ่นกงแพ้แล้ว”
“หม่อมฉันมิกล้า ฮองเฮาทรงอ่อนข้อให้แล้วเพคะ”
“ฮ่าๆ อ่อนข้อให้หรือไม่ เปิ่นกงกระจ่างชัดอยู่ในใจ ในเมื่อรัชทายาทรอให้พวกเราวางหมากกระดานนี้เสร็จไม่ไหว ก็เอาไว้วันหน้าค่อยเล่นต่อเถิด” ฮองเฮาย่อมสามารถคาดเดาความคิดของรัชทายาทของตนได้ ส่งสายตาบอกใบ้ว่าเขาทำสำเร็จแล้ว
“คุณหนูหก มิสู้ออกไปเดินเล่นเสียหน่อยเถิด?”
นั่งอยู่ข้างกระดานหมากนานถึงเพียงนี้ อวิ๋นซูเองก็รู้สึกล้าอยู่บ้าง จึงหยัดกายลุกขึ้นยิ้มบางๆ
“ไม่คิดเลยว่าคุณหนูหกจะสามารถบีบบังคับเสด็จแม่ของข้าให้จริงจังได้” รัชทายาทยิ้ม กล่าวถึงการวางหมากเมื่อสักครู่นี้
อวิ๋นซูยิ้มบางๆ โดยไม่พูดอะไร หากว่าเป็ชีวิตก่อน บางทีนางอาจจะสามารถเป็สหายกับฮองเฮาได้ เนื่องจากนางพบว่าพวกนางสองคนมีส่วนที่เหมือนกันอยู่มาก
ทั้งสองคนที่เดินทอดน่องอยู่ทางฝั่งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สังเกตเห็นถึงคุณหนูหลายคนบริเวณไม่ไกลเลยแม้แต่น้อย พระสนมในวังและภรรยาของท่านโหวหลายท่านสนิทสนมกัน ด้วยเหตุนี้จึงมักจะเชิญภรรยาของท่านโหวและคุณหนูทั้งหลายเข้ามาเป็แขกในวังอยู่บ่อยๆ
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นที่อยู่ท่ามกลางดอกไม้มองเห็นตงฟางซวี่ที่อยู่ตรงข้าม คุณหนูที่เหลือพลันปรากฏใบหน้าเขินอายออกมา
“เป็รัชทายาท!” ไม่ทราบว่าเป็ผู้ใดที่กล่าวออกมาอย่างอดไว้ไม่อยู่ ทำให้เกิดเสียงหัวเราะจากคนข้างๆ
“คุณหนูลู่ เ้าพอเถิด รัชทายาททรงสนทนาแต่กับคุณหนูอู๋คนเดียวเท่านั้น!”
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นยิ้มอย่างถ่อมตัว “ที่ไหนกัน ข้าเพียงแต่ยืมตำราของรัชทายาทมาหนึ่งชุด ยังไม่ได้คืนก็เท่านั้น” แต่ว่านางกลับรู้สึกภาคภูมิใจ พวกนางกล่าวได้ไม่ผิด มีคุณหนูมากมายเข้าวังมา ทว่ารัชทายาทสนทนากับนางเพียงคนเดียวเท่านั้น
ตงฟางซวี่เดินเข้ามา ทุกคนรีบขยับลุกขึ้นยืนในทันที “ถวายพระพรเพคะรัชทายาท”
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นยืนอยู่ด้านหน้าสุด เบื้องหน้าปรากฏรองเท้าหนังสีทองคู่หนึ่ง นางรีบเงยหน้าขึ้นอย่างยินดี “รัช...”
ชั่วขณะนี้ นางกลับเห็นความอ่อนโยนบนใบหน้าของตงฟางซวี่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพียงแต่สิ่งนี้ไม่ได้มีให้นาง
