อวิ๋นซูเผลอสบเข้ากับสายตาที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงทำให้นางหลบตาโดยไม่รู้ตัว เก็บสีหน้าแล้วทำงานในมือต่อไป
ก็ใช่ หากคุณชายรองเฟิ่งสามารถมาปรากฏตัวที่นี่ได้ จะมีคุณชายตระกูลเฟิ่งปรากฏตัวเพิ่มมาอีกหนึ่งคนก็ไม่ใช่เื่น่าประหลาดใจอะไร
ชุนเซียงที่อยู่ข้างๆ ชะงักไปครู่หนึ่ง นางสามารถเห็นความอ่อนโยนได้จากบุรุษสวมหน้ากากผู้นี้ ดวงตาที่จับจ้องคู่นั้นทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกๆ อยู่ในใจ คุณหนูจะต้องรู้จักคนคนนี้เป็แน่! ยิ่งไปกว่านั้นด้วยสัญชาตญาณ ชุนเซียงรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้จะต้องมีใบหน้าโดดเด่นอย่างแน่นอน ต่อให้เขาสวมหน้ากาก แต่บรรยากาศงดงามบนร่างก็ไม่อาจปกปิดได้
บุรุษเช่นนี้ ตอนนี้กำลังปกป้องอยู่ข้างกายอวิ๋นซู ช่วยเป็ลูกมือของนาง ทำงานที่สกปรกที่สุดแทนนาง
ในฐานะที่เป็ผู้เฝ้าดูอยู่ข้างกาย ชุนเซียงรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก เพียงแต่เหตุใดคุณหนูจึงทำเป็มองไม่เห็น?
“คุณหนูหก พบอีกคนหนึ่งแล้วขอรับ!” ตอนนี้เอง หมอหลวงผู้มีใบหน้าจริงจังคนหนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าของอวิ๋นซู เฟิ่งหลิงสังเกตได้ถึงสายตาอันเปล่งประกาย คิ้วของนางขมวดเบาๆ ดูท่าทางคงจะพบกับเื่อะไรที่รับมือได้ยาก
กำลังจะตามไป เงาร่างคุ้นเคยเงาหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลได้ดึงดูดความสนใจของเขา เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าลง คนผู้นั้น...ไม่ใช่พี่รองหรอกหรือ? เขาในตอนนี้กำลังช่วยทหารเ่าั้ขนย้ายสิ่งของด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม
ไม่ได้พบพี่รองหนึ่งปีกว่าแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมาที่เจียงหนานด้วย
เฟิ่งซีรู้สึกถึงสายตาที่เฝ้ามองนี้จึงมองกลับมาโดยพลัน เขาเห็นบุรุษแปลกประหลาดที่สวมหน้ากากผู้หนึ่งเดินผ่านหน้าไป เขาชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นจึงหันกลับไป “มีอะไรต้องย้ายอีกหรือไม่?”
ภายในห้องมีเสียงไออย่างรุนแรงแว่วมา ในอากาศฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นเหม็น อาการของคนป่วยเหล่านี้สาหัสมาก ผิวของคนผู้นี้เริ่มมีน้ำหนองอยู่หลายตำแหน่ง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเดินทางมาเป็ระยะทางไกล บริเวณปากแผลก็ติดเชื้อแล้ว
เหล่าหมอหลวงอดไม่ได้ที่จะกุมจมูกของตนเอง ทนมองตรงๆ ไม่ไหว อวิ๋นซูเดินไปยังเบื้องหน้าของคนผู้นั้น ยื่นมือออกไปช่วยจับชีพจรให้เขา
อาการป่วยของคนผู้นี้สาหัสที่สุด! “ช่วยเขาจัดการปากแผล ผ่าเอาเนื้อตายออกแล้วค่อยใส่ยา”
“...ขอรับ คุณหนูหก”
การคบค้าสมาคมใน่หลายวันมานี้ ความเรียบเฉยและความกล้าหาญอดทนของอวิ๋นซูทำให้หมอหลวงเหล่านี้อดที่จะนับถือไม่ได้ พวกเขาเห็นวิชาแพทย์ที่พวกเขาไม่เคยได้ยินและไม่เคยได้เห็นจากสตรีน้อยผู้นี้ เทียบยาเหล่านี้ล้วนเป็คุณหนูหกที่เขียน ส่วนงานหลักๆ ของพวกเขาก็คือจัดการกับอาการเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านี้ก็เหนื่อยจนมีสภาพเช่นนี้แล้ว พวกเขาสามารถจินตนาการถึงความกดดันของคุณหนูหกได้ อย่างไรก็ตามพวกเขาพบว่า เวลานอนของอวิ๋นซูนั้นน้อยมาก ทุกวันจะมาตรวจโรคและรักษาให้ชาวบ้านั้แ่เช้าตรู่
ไม่ได้มีอาจารย์เป็หมอผู้มีชื่อเสียงแล้วอย่างไร ภาพลักษณ์ของอวิ๋นซูในใจของพวกเขาไม่มีใครสามารถเทียบได้แล้ว
“ก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยหลายคนกินยาของข้าแล้วดีขึ้นหรือไม่เ้าคะ?”
“มีผู้หนึ่งที่อาการไข้ลดลงใน่เวลาสั้นๆ แต่วันต่อมาร่างกายก็ร้อนขึ้นมาก เขาจึงรับยาเ่าั้ไม่ไหวขอรับ”
เป็ดั่งที่นางคิดไว้ ใช้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไปแล้วมาทดลองยาไม่ได้ เพราะจะทำให้อาการป่วยของพวกเขาสาหัสยิ่งขึ้น
มองอวิ๋นซูที่ขมวดคิ้วแน่นเช่นนั้น เฟิ่งหลิงพลันรู้สึกเ็ปใจ ร่างกายของนางเดิมทีก็บอบบางอยู่แล้ว มาวันนี้ดูราวกับว่าแค่ลมพัดมาก็สามารถปลิวได้ บุรุษหน้ากากหันกายเดินออกไปจากห้อง
“ใต้เท้าจี้ คุณหนูหกมีวิธีอะไรที่จะสามารถใช้รักษาคนป่วยเหล่านี้ได้หรือขอรับ?”
“อืม เป็อย่างนี้ คุณหนูหกยังไม่สามารถพัฒนายาตัวสุดท้ายออกมาได้ ส่วนคนป่วยเหล่านี้เดิมทีก็รับยาไม่ไหว เกรงว่าพวกเขาจะป่วยตายไปเสียก่อนที่คุณหนูหกจะสามารถพัฒนายาได้สำเร็จ”
ที่แท้ก็้าหาคนลองยา
“ขอบคุณใต้เท้าจี้มากขอรับ!” เฟิ่งหลิงกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้แล้วหันกายก้าวยาวๆ จากไป
“...แปลกจริง คนผู้นั้นรู้จักข้าหรือ?”
ภายในห้อง อวิ๋นซูใช้มือััหน้าผากเบาๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางพบกับอาการป่วยที่รับมือยากขนาดนี้ ทันใดนั้นนางรู้สึกละอายใจ หากท่านย่าตระกูลอวิ๋นทราบว่าตนก็มีเวลาที่ไร้ความสามารถถึงเพียงนี้ คงจะกล่าวว่าเสียทีที่นางสั่งสอนตนมาอย่างใส่ใจั้แ่ยังเล็ก
“คุณหนูเ้าคะ!” จู่ๆ ชุนเซียงก็พุ่งเข้ามาอย่างเคร่งเครียด อวิ๋นซูพยายามทำจิตใจให้เข้มแข็ง “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“คะ...คุณชายท่านนั้น...”
เสียงฝีเท้าอันร้อนรนแว่วมา เมื่ออวิ๋นซูสาวเท้าเข้าไปในห้องก็เห็นบุรุษสวมหน้ากากผู้นั้นนั่งอยู่ข้างโต๊ะ นางส่งสายตาครั้งหนึ่ง ชุนเซียงพลันถอยออกไป เฟิ่งหลิงจึงได้ถอดหน้ากากของตนออก เขาทราบว่าอวิ๋นซูคาดเดาถึงฐานะของตนได้ตั้งนานแล้ว
ใบหน้างดงามเป็เอกในยามนี้กลายเป็ความซีดขาวของอาการป่วยระยะแรก ริมฝีปากของเขายกยิ้มน้อยๆ “ตอนนี้ ต้องลำบากคุณหนูหกรักษาให้ข้าแล้ว”
“คุณชายสาม ท่าน...” นางรีบหยิบหมอนเล็กๆ ออกมา เฟิ่งหลิงวางมือลงไปข้างบนอย่างให้ความร่วมมือเป็อย่างยิ่ง นางแตะลงบนชีพจรของเขาเบาๆ จริงดังคาด เขาติดเชื้อโรคระบาดแล้ว!
“อวิ๋นซูจะเขียนเทียบยาให้เ้าค่ะ คุณชายสามต้องกินยานี้วันละสามครั้ง หากมีไข้สูงก็ให้บ่าวมาเรียกข้า”
“รอก่อน!” ทันใดนั้นบุรุษหนุ่มยื่นมือออกไปจับแขนของนาง “ไม่ใช่ว่าเ้ากำลังหาคนลองยาหรอกหรือ? ข้าเพิ่งจะติดเชื้อโรคระบาด ร่างกายยังรับไหวอยู่”
เขายิ้มออกมาบางๆ ท่าทางเช่นนี้ทำให้สายตาของอวิ๋นซูขรึมลง “คุณชายสามคงจะไม่...”
“ไม่พูดแล้ว ข้ารอยาของคุณหนูหกช่วยชีวิตอยู่” สีหน้าของเขาปรากฏความอ่อนโยนออกมา จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินไปยังเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง รวบเสื้อขึ้นแล้วนอนลง
อวิ๋นซูยากที่จะอธิบายความรู้สึกของตนเองในยามนี้ เขามาที่เจียงหนานเพื่ออะไร? บุ่มบ่ามเกินไปแล้ว! “คุณชายสามเ้าคะ โรคระบาดนี้ไม่ใช่เื่ล้อเล่น หากรักษาไม่หาย….”
“หากรักษาไม่หาย ได้ตายในมือของคุณหนูหกก็ไม่เป็ไร”
เขามองไปยังใบหน้าเคร่งเครียดของอวิ๋นซู ใบหน้าอันงดงามหล่อเหลาเจือไปด้วยความอบอุ่นที่ทำให้ยากจะละสายตา ภายในดวงตาเปล่งประกายแวววาวทำให้ใจของนางสั่นไหว
ความรู้สึกทั้งแปลกใหม่ทั้งคุ้นเคยล้นทะลักออกมาจากใจ พริบตาเดียว อวิ๋นซูก็เก็บสีหน้าของตน
เข็มเงิน เทียบยา และหนังสือ วางอยู่บริเวณข้างมือ บุรุษบนเตียงหลับตาลง ราวกับสามารถได้ยินเสียงลมหายใจอันสม่ำเสมอของเขา มือของอวิ๋นซูที่ถือพู่กันอยู่สั่นระริก ไม่มีครั้งไหนที่จะทำให้นางหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้
กลัวว่าตนจะทำร้ายคนผู้นี้
เหตุใดเขาจึงได้ทำเช่นนี้ เหตุใดต้องนำชีวิตตัวเองมาล้อเล่นด้วย? ในสมองเต็มไปด้วยคำถามนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจทำให้อารมณ์ของนางสงบลงได้เลย
“คุณหนูหก” เสียงเรียบๆ เสียงหนึ่งดังแว่วมาจากบนเตียง
อวิ๋นซูหยัดกายขึ้นในทันที “รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเ้าคะ?”
เมื่อเห็นนางมีท่าทางเคร่งเครียดถึงเพียงนี้ เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ทำให้เขานึกไปถึงตอนที่อยู่ที่วัดเทียนฝู ตอนนั้นเขาอิจฉารัชทายาทอยู่บ้างที่ทำให้นางคอยดูแลได้ แต่ว่าตอนนี้กลับกลายเป็ตนเอง ช่าง...คุ้มค่ามากจริงๆ
“พี่รองของข้าดูเหมือนจะอยู่ในเมือง อย่าให้เขารู้ว่าข้าอยู่ที่นี่”
บนร่างของเขามีความลับอยู่มากมายเหลือเกิน อวิ๋นซูเข้าใจมาตลอด และไม่เคยพูดเื่ฐานะของเขากับผู้ใดเลย แต่ครั้งนี้เมื่อได้เห็นเขาอีกครั้ง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด นางจึงมีความรู้สึกอันแปลกประหลาด ราวกับว่าเขามีอะไรเปลี่ยนไป ในสายตาของเขาเจือไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ หรือว่าจะมีเื่ในใจ?
อวิ๋นซูสูดลมหายใจลึก “คุณชายสามโปรดวางใจเถิดเ้าค่ะ ข้าจะต้องช่วยท่านให้ได้อย่างแน่นอน!”
เพียงแต่ ไม่ทราบว่าเป็ใครช่วยใคร
เมื่อดื่มยาหลายเทียบลงไป สีหน้าของเฟิ่งหลิงยิ่งดูไม่ได้ “คุณหนูหก ข้าทราบแล้วว่าเหตุใดผู้ป่วยคนอื่นๆ จึงไม่อาจทนได้”
“เหตุใดหรือเ้าคะ?!” อวิ๋นซูที่กำลังบดยาอย่างจริงจังหยุดชะงัก
“ขมจนยากจะทำให้ผู้คนรับไหว” เขาขมวดคิ้ว ใบหน้างดงามหล่อเหลาเจือไปด้วยความจนใจ อวิ๋นซูตกตะลึง รีบหันกายเดินจากไป
“คุณหนูหก...” แย่แล้ว หรือว่านางจะโกรธแล้ว?
แต่ไม่นานอวิ๋นซูก็กลับมา ในมือมีผลไม้เชื่อมอยู่หลายชิ้น วางไว้ข้างกายเฟิ่งหลิงเงียบๆ
คิดไม่ถึงว่านางจะถึงกับออกไปหยิบของเหล่านี้มา เขาค่อยๆ หยิบผลไม้ชิ้นหนึ่งเข้าปาก รสชาติหวานคล้ายกับจะแพร่กระจายเข้าไปถึงในใจ ชดเชยความไม่สบายของร่างกายไปได้
“หากท่านทนไม่ไหวก็ต้องพูดออกมานะ!” ในมือของอวิ๋นซูถือเข็มเงินเอาไว้ บุรุษบนเตียงพยักหน้าแฝงไปด้วยรอยยิ้ม
...
เมืองหยูยังคงวุ่นวายมาก ทุกวันล้วนมีผู้ป่วยอาการสาหัสหลายคนหลับตาลงไปตลอดกาล
อวิ๋นซูรู้สึกว่าจิติญญาของตนถูกกดดันจนเหลือเพียงฟางเส้นสุดท้าย นางผลักประตูเข้าไป คนบนเตียงหยัดกายขึ้นอย่างยากลำบาก
“อย่าขยับ” ในน้ำเสียงอดไม่ได้ที่จะเจือไปด้วยความเข้มงวด อวิ๋นซูหลุบตาลงอย่างตำหนิตนเอง นางรู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่สามารถช่วยเฟิ่งหลิงได้ ร่างกายของเขาแย่ลงทุกวัน กินยาไปมากมายแต่กลับยังคงปรากฏอาการป่วยเช่นเดิม
เขาเก็บท่าทางของนางเอาไว้ในสายตา ในใจพลันอ่อนลง “คุณหนูหก เฟิ่งหลิงไม่เป็ไร ไม่ต้องกังวลหรอก เ้าจะต้องทำได้อย่างแน่นอน”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ไม่มีความเสียใจหรือต่อว่า ความอบอุ่นอันแปลกประหลาดเอ่อล้นในดวงตาอย่างไม่รู้ตัว “ทำไม...” ทำไมต้องช่วยนางเช่นนี้ ประโยคนี้อวิ๋นซูมิอาจพูดออกไปได้
ทันใดนั้นในสมองพลันปรากฏภาพใบหน้าหล่อเหลางดงามของเซียวอี้เชินที่แฝงไปด้วยอารมณ์รักใคร่ ในใจพลันรู้สึกเ็ป นางสูดหายใจลึกๆ แล้วเก็บซ่อนอารมณ์ทุกอย่างของตนลงไป จากนั้นจึงหันไปชิมยา
“คุณหนูหกเล่าขอรับ ระยะนี้ไม่ค่อยเห็นนางเลย เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?” เฟิ่งซีมองไปรอบๆ หลายวันนี้อยากที่จะได้เห็นเงาร่างของสตรีผู้เข้มแข็งคนนี้
เหล่าหมอหลวงส่ายหน้าอย่างจนใจ พวกเขาไม่กล้าไปถามอวิ๋นซู ด้านหนึ่งรู้สึกว่าตนเองช่วยคุณหนูหกไม่ได้ อีกด้านหนึ่งพวกเขาเองก็ยุ่งจนแทบหมดแรง
จี้จิ่นที่อยู่ไม่ไกลขมวดคิ้ว บนใบหน้าอดไม่ได้ที่จะปรากฏความกังวลขึ้นมา โรคระบาดดั้งเดิมนั้นแม้จะสามารถควบคุมได้แล้ว แต่กลับมีอาการป่วยเ่าั้ที่ดูจะสามารถปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ สิ่งที่เขาทำได้ทั้งหมดก็คือสนับสนุนด้านวัตถุดิบและยาอย่างไม่ขาดสาย หวังเพียงว่าสตรีผู้นั้นจะสามารถผ่านไปได้อย่างราบรื่น
กลางดึก
หน้าผากของบุรุษบนเตียงมีเหงื่อเย็นซึมออกมา เฟิ่งหลิงในตอนนี้พูดอะไรไม่ได้แล้ว ผิวของเขาเริ่มปรากฏตุ่มพุพอง ส่งเสียงไอแววออกมาเป็ระยะ
ใบหน้าของอวิ๋นซูยิ่งดูไม่ได้ นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้รู้กับตัวเองว่าอะไรคือการช่วยไม่ได้
“คุณหนู ท่านไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว กินเสียหน่อยเถิดเ้าค่ะ...” ชุนเซียงถืออาหารเดินเข้ามา แม้ว่าทุกๆ วัน คุณหนูจะแช่น้ำสมุนไพรพิเศษ แต่หากยังคงใช้แรงเช่นนี้ต่อไป ต่อให้มีภูมิต้านทานที่ดีเพียงไรก็ไม่อาจรับอาการป่วยอันน่ากลัวเช่นนี้ได้!
การที่สถานการณ์โรคระบาดยังไม่พัฒนาไปถึงจุดที่เลวร้ายที่สุด เป็เพราะเทียบยาของอวิ๋นซูที่เขียนให้ และให้ชาวบ้านแช่ยาตามที่เขียนในเทียบทุกวัน เพื่อลดความเป็ไปได้ที่จะติดโรคระบาดลง
“ข้าบอกว่ามีเื่อะไรค่อยเรียกข้ามิใช่หรือ?” เฟิ่งหลิงนั้นมีฐานะพิเศษ ไม่อาจให้ผู้อื่นทราบได้
น้ำเสียงของอวิ๋นซูอ่อนแรง ในใจของชุนเซียงยิ่งเ็ป ระยะนี้คุณหนูผอมลงไปมาก หากสถานการณ์โรคระบาดยังไม่ได้รับการแก้ไข ร่างกายอันผอมบางนี้คงจะรับไม่ไหว
“น้ำ...” บุรุษบนเตียงส่งเสียงอันอ่อนแรงออกมา ชุนเซียงหยุดการกระทำของอวิ๋นซู “คุณหนู ให้ข้าทำเองเถิดเ้าค่ะ!”
นางเพียงแค่อยากทำอะไรให้คุณหนูมากขึ้นเสียหน่อย ั้แ่อยู่ข้างกายคุณหนู นางพบว่าความเป็ผู้ใหญ่และความสุขุมของอวิ๋นซูได้เกินอายุในตอนนี้ไปแล้ว คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ผู้อื่นล้วนกำลังยุ่งอยู่กับการเลือกสามีซึ่งเป็เื่ใหญ่ของชีวิต เหตุใดคุณหนูของนางกลับได้รับความลำบากอยู่ในสถานที่ที่อันตรายเช่นนี้
นางยังอายุมากกว่าคุณหนูหลายปี แค่คิดว่าถ้าเป็นาง บางทีอาจจะรับไม่ไหวไปนานแล้ว
นางรินชาถ้วยหนึ่งแล้วเดินมาข้างเตียง กำลังจะประคองบุรุษผู้นั้นให้ลุกขึ้น ใบหน้างดงามหล่อเหลาที่อ่อนแรงจากอาการป่วยสะท้อนอยู่ในสายตา ทันใดนั้นการกระทำของชุนเซียงชะงักไป ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวอะไรดี ใบหน้างดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากาก คือคุณชายตระกูลใดกันแน่?
