เสียนเฟยสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากการสลบไสลอีกครั้งหนึ่ง มองไปยังอวิ๋นซูด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ รีบช่วยเปิ่นกงเร็ว...”
อวิ๋นซูมีสีหน้ามืดครึ้ม ยื่นมือออกไปจับเสียนเฟยไว้แน่นราวกับ้ามอบความเชื่อมั่นในการยืนหยัดต่อไปให้แก่พระนาง “เสียนเฟยเหนียงโปรดวางพระทัยเพคะ!”
กล่าวจบก็ปรายตามองไปยังชุนเซียงที่อยู่ด้านข้าง
ชุนเซียงเข้าใจความหมายของอวิ๋นซู รีบหยิบขวดกระเบื้องเล็กๆ สีขาวออกมาจากกล่องยา จากนั้นจึงเข้าไปจ่อบริเวณจมูกของเสียนเฟย
เสียนเฟยที่เดิมทีเ็ปจนมิอยากมีชีวิตอยู่หมดสติไปในเวลาเพียงไม่นาน
นางผดุงครรภ์ที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ นี่ท่านกำลัง...”
“ชุนเซียง ให้เหล่าแม่นมออกไปก่อน” อวิ๋นซูเดินไปยังภาชนะที่รองน้ำร้อนสะอาด แล้วจึงล้างมือในทันที
ตอนที่อยู่ในจวนชางหรงโหว แม้ว่าชุนเซียงจะไม่ได้เห็นด้วยตาของตน แต่กลับรู้ว่าในตอนนั้นอวิ๋นซูช่วยเหลืออนุห้าให้ผ่านพ้นความยากลำบากไปได้อย่างไร ดังนั้นจึงเดินเข้ามากล่าว “แม่นมทุกท่าน คุณหนูของผู้น้อยมีวิธีช่วยเหลือเสียนเฟยเหนียง เชิญพวกท่านออกไปก่อนเถิด ที่นี่มีเพียงผู้น้อยก็เพียงพอแล้วเ้าค่ะ”
“ไม่ได้ ไม่ได้...นี่จะเป็ไปได้อย่างไร? หากว่าเหนียงเหนียงและครรภ์ัเกิดเื่อะไรขึ้น ชีวิตของผู้น้อยก็ยากที่จะรักษาแล้ว” นางผดุงครรภ์ที่อยู่ข้างๆ โบกมือไปมา การคลอดยากเช่นนี้ไม่ใช่ว่าพวกนางไม่เคยเห็น ทว่าแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยพบคนที่ทำให้ผู้มีครรภ์สลบไปในชั่วพริบตาเช่นนี้
นี่...ตกลง้าทำอะไรกันแน่?
ชุนเซียงขมวดคิ้ว ยืนขวางอยู่ด้านหน้าของนางผดุงครรภ์ “หากพวกท่านรออยู่ที่นี่ ก็จะทำได้เพียงขัดขวางคุณหนูของผู้น้อยเท่านั้นเ้าค่ะ”
อวิ๋นซูเห็นว่าเวลาไม่อาจรั้งรอได้นาน ไม่มีเวลาแบ่งความสนใจไปอีก “เช่นนั้นก็ให้พวกนางรั้งอยู่เถิด!”
เดิมทีการผ่าคลอดเช่นนี้ไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาจะกล้ามอง ในเมื่อพวกนาง้ามองอยู่ข้างๆ นางก็จะตามใจ
ชุนเซียงเก็บสีหน้าของตน นำความสนใจทั้งหมดไปอยู่บนร่างของเสียนเฟย จากนั้นจึงเข้าไปช่วยอวิ๋นซูฆ่าเชื้ออุปกรณ์
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว ในตอนที่อวิ๋นซูผ่าเปิดท้องของเสียนเฟยออกอย่างชำนาญนั้น ทุกคนอดไม่ได้ที่จะชะงักค้างอยู่กับที่ จากนั้นเมื่อเห็นเืเนื้อสีขาวแดงที่กำลังขยับขึ้นลง สีหน้าของทุกคนพลันซีดขาว กระทั่งชุนเซียงที่เตรียมใจมาแล้ว ก็ยังถูกทำให้ใจนมือเท้าแข็งค้าง
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูกลับทำราวกับว่าไม่เห็นเหตุการณ์นี้ ยังคงกระทำทุกอย่างอย่างต่อเนื่องและมีระเบียบแบบแผนด้วยความแน่วแน่ตามปกติ
แม่นมตลอดจนนางผดุงครรภ์ที่เดิมทีรั้งรออยู่อย่างแน่วแน่เมื่อครู่นี้ รีบถอยออกไปด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ไม่เหลือความกล้าหาญที่จะอยู่ดูเลยแม้แต่น้อย ต่างพากันหลบไปอยู่หลังฉากกั้นลม
นอกตำหนัก สีหน้าของนางผดุงครรภ์แต่ละคนขาวซีด ราวกับได้พบประสบการณ์ที่ประดุจดั่งนรกบนดินมาก็มิปาน
จักรพรรดิเสด็จเดินไปมาด้วยความเคร่งเครียด “เป็อะไรไป? คลอดแล้วหรือไม่?”
ทว่าเหล่านางผดุงครรภ์ทุกคนกลับทำได้เพียงส่ายศีรษะอย่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ภายในตำหนัก ซุนเสียงใจเต้นไม่หยุด ยากจะจินตนาการได้ว่าคุณหนูของตนเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยเืเช่นนี้ ก็ยังสามารถทำคลอดต่อไปได้โดยไม่ขมวดคิ้ว และยังมีเทคนิคการใช้มีดที่น่าประหลาดใจ
ในเวลาเพียงชั่วครู่ ทารกในครรภ์ของเสียนเฟยเหนียงเหนียงก็ถูกนำออกมา
อวิ๋นซูอุ้มเด็กขึ้นแล้วจึงตบก้นเด็กเบาๆ หลายครั้ง จนกระทั่งเด็กร้องไห้ออกมาจึงค่อยส่งให้ชุนเซียง ให้นางอุ้มออกไปให้เหล่าแม่นมที่หลบอยู่หลังฉากกั้นลม ส่วนตนเองก็ทำการเย็บปิดแผลบริเวณท้องของเสียนเฟยเหนียงเหนียงเข้าด้วยกัน เนื่องจากคิดถึงความรู้สึกของเสียนเฟย นางจึงได้เย็บอย่างประณีตกว่าปกติ เพื่อรับประกันว่าวันหน้าหลังจากที่าแหายดีแล้วจะไม่ทิ้งรอยไว้ชัดเจนมากนัก
ในตอนที่แม่นมที่อยู่ด้านข้างเห็นชุนเซียงอุ้มทารกที่กำลังตะเบ็งเสียงร้องออกมาก็รีบเข้าไปรับ จากนั้นจึงเปิดห่อผ้าออกดูด้วยความยินดี สำรวจว่าเป็องค์ชายหรือองค์หญิง
เป็องค์ชายน้อย! เหล่าแม่นมยินดีแทนเสียนเฟยที่อยู่ด้านใน เหนียงเหนียงช่างเป็ผู้ที่มีบุญยิ่งนัก ถึงกับให้กำเนิดโอรสัขึ้นมาคนหนึ่ง ดูท่าทางแล้วกำเนิดมาได้อย่างดียิ่ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนต้องลำบากหย่งจี๋เสี้ยนจู่ที่อยู่ด้านใน
พวกนางอุ้มองค์ชายออกไปนอกตำหนักด้วยความยินดีเต็มหัวใจ
“ยินดีด้วยเพคะฝ่าา ยินดีด้วยเพคะ เสียนเฟยเหนียงทรงมีพระประสูติโอรสัให้แก่ฝ่าาเพคะ!” แม่นมอุ้มองค์ชายเดินมาเบื้องหน้าจักรพรรดิเฉิน
จักรพรรดิเฉินได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้ายินดี รีบรับห่อผ้าในมือของแม่นมมาสำรวจเด็กในห่อผ้าอย่างละเอียด ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำดูสุขภาพดีนั้นมีท่าทางยากที่จะมองออก หากได้รับสืบทอดใบหน้าของเสียนเฟยมา เช่นนั้นก็คิดว่าในอนาคตจะต้องเป็บุรุษที่รูปงามผู้หนึ่ง
จักรพรรดิเฉินทรงพระสรวล “เสียนเฟยช่างมีความสามารถ มอบบุตรกิเลนให้เจิ้นอีกคนแล้ว!”
หลังจากนั้น พระองค์จึงส่งห่อผ้าในมือไปให้แม่นม “ตอนนี้เสียนเฟยปลอดภัยแล้วหรือไม่? เจิ้น้าเข้าไปดูเสียหน่อย!”
ไม่คิดว่าแม่นมด้านข้างจะเข้ามาขวางทางพระองค์เอาไว้ “ฝ่าาเพคะ หย่งจี๋เสี้ยนจู่ยังไม่ออกมา เมื่อครู่ชุนเซียงกล่าวว่า หวังว่าพวกเราจะไม่ไปรบกวนเสี้ยนจู่ ชีวิตของเหนียงเหนียงขึ้นอยู่กับ่เวลานี้แล้วเพคะ!”
จักรพรรดิเฉินหยุดฝีพระบาทโดยฉับพลัน หันพระวรกายไปทอดพระเนตรใบหน้าเล็กๆ อันแดงก่ำของทารกอีกครั้งหนึ่ง ในยามนี้พระองค์เชื่อใจอวิ๋นซูอย่างไม่ต้องสงสัย
ภายในตำหนัก เสียนเฟยที่อยู่บนเตียงค่อยๆ ได้สติขึ้นมา จนกระทั่งสังเกตเห็นสีหน้าของอวิ๋นซู ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปจับแขนของนางอย่างแรง “บุตรเล่า? บุตรของเปิ่นกงเล่า?”
ในใจของอวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกะเืใจ น้ำเสียงเองก็อ่อนโยนลงไม่น้อย “เหนียงเหนียงโปรดวางพระทัยเพคะ เหนียงเหนียงให้กำเนิดองค์ชายตัวน้อย ถึงแม้ว่าจะไม่ครบเดือน แต่ขอเพียงดูแลให้ดี ก็จะต้องเติบโตอย่างแข็งแรงแน่นอนเพคะ”
เสียนเฟยได้ยินดังนั้น น้ำตาใสๆ ที่คลออยู่ในดวงตาพลันไหลออกมา ในตอนนี้นางพบว่าท้องของตนเองเ็ปราวกับถูกคนเชือดเฉือน กำลังคิดที่จะหยัดกายขึ้นเพื่อสำรวจ แต่กลับถูกอวิ๋นซูห้ามเอาไว้
“เหนียงเหนียงโปรดระวัง ต่อจากนี้ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน เหนียงเหนียงอย่าได้เคลื่อนไหวลงจากเตียงจะดีที่สุดเพคะ หม่อมฉันเย็บปากแผลเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่หนึ่งเดือนนี้ ขอเหนียงเหนียงอย่าได้โดนน้ำโดยเด็ดขาด”
“แผล? แผลอะไร?” สีหน้าของเสียนเฟยปรากฏความตื่นตระหนก ต้องทราบว่าสตรีที่อยู่ในวัง หากว่าบนร่างกายมีแผลเป็ นับว่าเป็การโจมตีที่รุนแรงที่สุด
อวิ๋นซูถอนใจเบาๆ “เหนียงเหนียงอย่าได้ตื่นตระหนกไปเพคะ หลังจากนี้หม่อมฉันจะเขียนเทียบยาเสริมสร้างกล้ามเนื้อและบำรุงเืลมให้เหนียงเหนียง ภายในหนึ่งเดือนนี้ขอเพียงเหนียงเหนียงดูแลตามวิธีนี้ จะต้องฟื้นคืนเป็ปกติอย่างแน่นอนเพคะ”
เสียนเฟยชะงักแล้วจึงมองอวิ๋นซู ในยามนี้ นอกจากเชื่อคำพูดของอวิ๋นซูแล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดประตูตำหนักก็เปิดออกอีกครั้ง บนใบหน้าของอวิ๋นซูมีแววความเหนื่อยล้าอยู่เล็กน้อย รอจนเห็นกระทั่งจักรพรรดิเฉินบริเวณประตู จึงค้อมกายคารวะอย่างเคารพ “ถวายพระพรฝ่าา!”
“รีบลุกขึ้นเถิด ตอนนี้เสียนเฟยดีขึ้นแล้วหรือไม่?”
“เหนียงเหนียงไม่เป็อะไรร้ายแรงแล้วเพคะ ขอเพียงพักผ่อนพระวรกายอย่างสงบเท่านั้นเพคะ” อวิ๋นซูตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางเบาในสายตา “ฝ่าาสามารถเข้าไปพบเสียนเฟยเหนียงเหนียงได้เพคะ”
จักรพรรดิเฉินได้ฟัง ในใจก็อดยินดีไม่ได้ ถึงกับกล่าวคำว่าดีติดต่อกันสามครั้ง “ในครั้งนี้หย่งจี๋เสี้ยนจู่มีผลงานอีกแล้ว”
ในตอนนี้เองหลังจากที่ไทเฮาทรงสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็รีบตามเข้ามาอย่างกระวนกระวาย จนกระทั่งเห็นห่อผ้าในมือของแม่นม พระพักตร์จึงปรากฏความยินดีขึ้น “คลอดแล้วหรือ? นี่คงเป็หลานชายของข้าใช่หรือไม่?”
ทุกคนพากันห้อมล้อมองค์ชายน้อยด้วยรอยยิ้มไม่ขาดปาก กระทั่งจักรพรรดิเฉินที่เตรียมจะเข้าไปในตำหนักเมื่อครู่นี้ ก็ทรงพระสรวลอยู่ด้านข้างราวกับลืมเลือนเื่ที่เสียนเฟยเหนียงที่เพิ่งจะไปเยือนประตูผีมาเมื่อสักครู่
ทันใดนั้นไทเฮาทรงนึกได้ว่าเมื่อครู่นี้แม่นมมารายงานเื่ที่เสียนเฟยคลอดยาก จึงมองไปยังอวิ๋นซูด้วยท่าทางลึกล้ำแฝงความหมาย ไม่นานก็มีเหล่านางผดุงครรภ์หลายคนเดินออกมาจากในตำหนัก เหล่านางผดุงครรภ์ต่างเล่าถึงวิธีที่อวิ๋นซูใช้เมื่อครู่นี้อย่างละเอียด
ทุกคนได้ฟังความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน การผ่าคลอดเดิมทีก็เป็เพียงเื่เล่าลือในหมู่ราษฎร ล้วนเป็วิธีที่โหดร้ายป่าเถื่อนถึงที่สุด คิดไม่ถึงว่านี่จะเป็เื่จริง
ไทเฮาจึงค่อยรู้สึกตัวว่าพระองค์ดูเบาอวิ๋นซูเกินไป ในพริบตานั้น ดวงพระเนตรของพระองค์ที่ทอดมองไปไกลปรากฏท่าทางลึกล้ำขึ้น
ในยามนี้ ภายในพระราชวังอันเปล่งประกายไปด้วยแสงทองอร่าม องค์หญิงซีเยว่ที่สวมชุดฮว๋าฝูทั้งร่างกำลังยืนอยู่หน้ากระจกทองแดงภายในตำหนัก
นางในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้งดงามเช่นวันที่ขึ้นแสดงบนเวที แต่กลับมีลักษณะอันโดดเด่นแปลกตาแผ่ออกมาทั่วทั้งร่าง สวมชุดกระโปรงหงส์ร้อยจีบสีฟ้าดุจน้ำแข็ง ชายเสื้อยาวลากพื้น ยิ่งทำให้รูปร่างงามประณีตของนางมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
นางกำลังเปลี่ยนท่าทางต่างๆ อยู่หน้ากระจก บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางเบา จากนั้นจึงนั่งลงไปหน้าโต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้งราวกับว่าไม่พอใจ
นอกตำหนักมีนางข้าหลวงผู้หนึ่งเข้ามารายงาน “องค์หญิงเพคะ รัชทายาทอยู่ในสวนบุปผาหลวงเพคะ”
องค์หญิงซีเยว่ค่อยๆ แย้มยิ้มขึ้น ในตอนนี้สถานะของนางก็คือพระชายาของรัชทายาทแห่งแคว้นเฉิน เช่นนั้นในยามนี้มิใช่เป็โอกาสที่ดีที่สุดที่จะได้ใกล้ชิดกับรัชทายาทหรอกหรือ?
มือขาวนวลดุจหยกค่อยๆ ััคิ้วเบาๆ จากนั้นจึงสำรวจตนเองอย่างละเอียดอยู่หน้ากระจกอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงหยัดกายลุกขึ้น มุ่งหน้าไปยังสวนบุปผาหลวง
ภายในสวนบุปผาหลวง ดอกไม้ยังคงเบ่งบานงอกงามเฉกเช่นในวันคัดเลือกพระชายา ทว่าบุรุษที่ยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้กลับมีกลิ่นอายความเ็ปแผ่ออกมาจางๆ บนใบหน้ามีความปลงอนิจจังกับทุกสิ่งที่ยังคงเดิมทว่าตัวคนกลับแปรเปลี่ยนไป
เพียงไม่นาน ซีเยว่ที่อยู่ไกลออกไปก็พบเงาร่างงดงามหล่อเหลาท่ามกลางมวลดอกไม้ ในดวงตาพลันมีระลอกคลื่นวาบผ่าน เอียงศีรษะเล็กน้อยให้หญิงรับใช้ด้านข้างถอยออกไป แล้วจึงก้าวเดินไปข้างหน้า “เฉินเชี่ย1ถวายพระพรฝ่าาเพคะ!”
ตงฟางซวี่ค่อยๆ หันมา หลังจากที่พบกับสตรีตรงหน้าจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเหินห่างอยู่หลายส่วน “ลุกขึ้นเถอะ!”
“ขอบพระทัยฝ่าา!” ซีเยว่ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น ในดวงตามีความรู้สึกนับหมื่นไหลเวียน
เพียงแต่สายตาของตงฟางซวี่กลับไม่หยุดอยู่บนใบหน้าของนางเลยแม้แต่น้อย “องค์หญิงมีเื่อะไรหรือ?”
ท่าทางของซีเยว่ชะงักค้าง จากนั้นจึงเงยใบหน้าอันงดงามขึ้นอีกครั้ง ค่อยๆ เคลื่อนกายเข้าไปใกล้บุรุษรูปงามผู้นี้ “เฉินเชี่ยเพิ่งมาแคว้นเฉินเป็ครั้งแรก มีหลายเื่ที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก ได้ยินว่ารัชทายาทอยู่ในสวนบุปผาหลวง จึงตั้งใจมาหาโดยเฉพาะเพคะ”
ด้วยฐานะของนางในตอนนี้ การแทนตัวเองเช่นนี้นับว่าไม่เกินไป
ตงฟางซวี่เม้มริมฝีปาก ในดวงตาสีดำราวหมึกเกิดความรังเกียจปะทุขึ้น ราวกับว่ากระทั่งจิตใจที่จะพูดคุยด้วยก็ไม่มี อย่างไรก็ตาม ในใจของเขาตอนนี้คิดถึงคำพูดที่อวิ๋นซูพูดกับตนในสวนบุปผาหลวงแห่งนี้เมื่อวันนั้นขึ้นมาได้ จึงอดกลั้นนิสัยดั้งเดิมของตนเอาไว้ แล้วจึงเอ่ยปากอย่างเรียบเฉย “หากองค์หญิงมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ อีกสักครู่ข้าจะส่งคนไปที่ตำหนักของเ้า ยามใดที่เ้าสงสัยก็สามารถสอบถามนางได้ทุกเมื่อ”
น้ำเสียงอันห่างเหินอย่างเห็นได้ชัดของเขาประดุจดั่งน้ำเย็นที่สาดเทลงบนศีรษะของซีเยว่ หรือว่าในใจของรัชทายาทแห่งแคว้นเฉิน ตนเองยังน่าหลงใหลไม่พอ?
นางค่อยๆ หลุบตามองไปยังชายอาภรณ์ของตน จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “เฉินเชี่ยคิดว่าฝ่าาสามารถบอกกล่าวกับเฉินเชี่ยด้วยตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เฉินเชี่ยกระทำความผิดในวันหน้าเพคะ”
ตงฟางซวี่ไม่กล่าวคำใด ความคิดที่จะผ่อนคลายอารมณ์ในสวนบุปผาหลวงก็ได้หายไปแล้ว จึงก้าวเดินมุ่งไปยังทิศทางด้านนอกของสวนบุปผาหลวง ท่าทางเช่นนั้นราวกับว่าได้อดทนจนถึงขีดสุดแล้ว
“ฝ่าาเพคะ รอเฉินเชี่ยด้วยเพคะ” ซีเยว่คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่มีความอดทนเช่นนี้ จึงวิ่งเหยาะๆ ตามไป คิดไม่ถึงว่าอาภรณ์ชุดนี้จะว่างดงามก็งดงาม แต่กลับเคลื่อนไหวไม่สะดวก
เพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว ซีเยว่ก็รู้สึกว่าบริเวณเท้าติดขัด คล้ายว่าจะได้ยินเสียงอาภรณ์ฉีกขาด จากนั้นจึงร้องอุทานและสะดุดล้มไปยังทิศทางของตงฟางซวี่
ตงฟางซวี่ไม่ได้ยื่นมือออกไป แต่กลับเอี้ยวตัวออกเพื่อหลีกเลี่ยงสตรีที่เกือบจะปะทะเข้ามา
โชคยังดีที่เบื้องหน้าเป็ทุ่งหญ้าอ่อนนุ่ม ดวงตาทั้งสองของซีเยว่ปิดสนิท มือทั้งสองที่ค้ำยันร่างกายเอาไว้พลันรู้สึกเ็ป
จะอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าตนเองที่เป็องค์หญิงแห่งแคว้นอี้ จะต้องมาพบกับสถานการณ์เช่นนี้
*************************
1 เฉิยเชี่ย เป็คำที่พระสนมใช้แทนตนเอง
