คืนนั้น สาวใช้สองคนขององค์หญิงเจ็ดถูกตีจนตาย องค์หญิงเจ็ดอาละวาดในตำหนักคุนิของไทเฮาจนกลายเป็เื่ใหญ่โต ส่งเสียงเอะอะโวยวายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในตำหนักคุนิมาก่อน ท้ายที่สุดเื่นี้ก็ร้อนไปถึงพระสนมเต๋อ พระสนมเต๋อตำหนิซูเหลียนหรู แล้วสั่งให้คนจับตัวนางกลับไปที่ตำหนักของตนเอง แถมยังขอโทษไทเฮาแทนซูเหลียนหรูอยู่นาน เื่นี้จึงเป็อันจบลงได้ ทว่าวันต่อมา เมื่อฮ่องเต้รู้เื่เข้าก็โมโหเป็อย่างมาก สั่งให้ซูเหลียนหรูสำนึกความผิดอยู่ในตำหนักของตนเอง หากยังสำนึกไม่ได้ก็ไม่ต้องออกมาอีก
เฟิ่งสือจิ่นไปวิทยาลัยหลวงเฉกเช่นทุกวัน นอกจากการนอนหลับในคาบเรียนแล้ว นางยังมีกิจกรรมใหม่เพิ่มเข้ามา... นั่นก็คือการเหม่อลอยนั่นเอง นางเหม่อจนหลิวอวิ๋นชูที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เริ่มทำตัวไม่ถูกขึ้นมา เขามักจะถามซ้ำๆ “สือจิ่น เ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
สักพักเฟิ่งสือจิ่นถึงตื่นจากภวังค์ นางหันไปมองหลิวอวิ๋นชู พลันตาก็เป็ประกายขึ้นมาเล็กน้อย “คิดถึงเ้าอยู่ไง” นางตอบแบบส่งๆ
หลิวอวิ๋นชูหน้าแดงก่ำ “บ้าเอ๊ย อย่าเพ้อฝันไปเลย... แม้ข้าจะหน้าตาหล่อเหลา แต่เ้าก็พูดตรงเกินไป ข้ารับมือไม่ค่อยทัน แต่ก็เอาเถอะ ข้าก็ไม่ใช่คนใจแคบอะไร อยากคิดก็คิดต่อไปเถอะ...” เมื่อพูดจบจึงหันหน้าไปมอง พบว่าเฟิ่งสือจิ่นฟุบหลับอยู่บนโต๊ะเสียแล้ว จู่ๆ เขาก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา “นี่ ข้าอยู่ตรงหน้าเ้าทั้งคน ทำไมถึงไม่ลืมตาขึ้นมาดูตัวจริง เอาแต่คิดในหัวเล่า นี่มันหมายความว่าอย่างไร...”
อาจเพราะคำพูดที่ไม่ทันได้ผ่านความคิดของเฟิ่งสือจิ่นส่งผลกระทบรุนแรงเกินไป เขาจึงมีอาการแปลกๆ ยกตัวอย่างเช่น การที่เขาช่วยอำพรางเฟิ่งสือจิ่นที่แอบนอนหลับกลางคาบเรียนอย่างกระตือรือร้น เมื่อเลิกเรียนก็เข้ามาช่วยเก็บข้าวของให้เฟิ่งสือจิ่นอย่างสมัครใจ ยิ่งไปกว่านั้น... ยังช่วยเฟิ่งสือจิ่นลอกการบ้านอย่างขยันขันแข็งอีกด้วย!
หลิวอวิ๋นชูลอกการบ้านพลางกัดด้ามพู่กันไปด้วย เขาพูดพึมพำขึ้นเบาๆ “เมื่อก่อน ขนาดการบ้านของข้าเองข้ายังไม่ยอมลงมือทำเลย คิดไม่ถึงว่าสักวันข้าจะช่วยเ้าเขียนการบ้านเช่นนี้ นี่เป็เป็บุญของเ้าเลยนะรู้ไหม!”
เมื่อซูเหลียนหรูขาดเรียน บรรยากาศภายในวิทยาลัยหลวงก็น่าอยู่ขึ้นเป็เท่าตัว เมื่อไม่มีคนคอยหนุนหลัง กงเยี่ยนชิวกับเจี่ยนซืออินก็ทำตัวดีขึ้น ไม่เที่ยวหาเื่คนไปทั่วอย่างที่เคยทำ
หลังเลิกเรียน เฟิ่งสือจิ่นเดินออกจากห้องเรียนอย่างเอื่อยเฉื่อย คุณหนูคุณชายทั้งหลายมีเกี้ยวหรือรถม้ามารอรับเป็ประจำทุกวัน หลิวอวิ๋นชูก็เช่นกัน เดิมที เขาอยากส่งเฟิ่งสือจิ่นกลับบ้าน แต่ผู้ดูแลบ้านก็กระแอมแล้วกระแอมอีก จนหลิวอวิ๋นชูทนรำคาญไม่ไหว ยอมขึ้นเกี้ยวในที่สุด
ใกล้สิ้นฤดูผลิบานของดอกไหวแล้ว ในอากาศยังมีกลิ่นหอมจางๆ หลงเหลืออยู่ ทว่าบนต้นกลับมีใบไม้ทรงกลมสีเขียวงอกขึ้นมาหลายกระจุก เฟิ่งสือจิ่นเดินผ่านใต้ต้นไหว ชายกระโปรงลูบผ่านต้นหญ้าขนาดเล็กไปอย่างแ่เบา จึงมีเสียงเสียดสีดังแว่วขึ้นเป็ระยะ
แม้กำลังเดินอยู่บนถนนที่แสนครึกครื้น นางก็ยังรู้สึกว้าเหว่และเดียวดายคล้ายเดินอยู่ในซอยเปลี่ยว
จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นก็รู้สึกตึงที่แขน ใครบางคนดึงแขนของนางไปด้านข้างอย่างกะทันหัน เมื่อตั้งสติได้ รถม้าคันหนึ่งก็เฉียดผ่านหน้าไปพอดี สายลมที่อบอวลไปด้วยไอแดดลอยมาแตะจมูก ทำให้นางลำคอแห้งผากขึ้นมา
เฟิ่งสือจิ่นหันกลับไปมอง คิดไม่ถึงว่าผู้ที่ดึงนางเอาไว้ก็คือซูกู้เหยียนนั่นเอง
คล้ายกับว่าฝุ่นละอองที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศต่างก็ลอยมารวมกันบนชุดนักพรตสีเขียวของนาง ทว่าไม่กล้าเข้าไปััโดนชุดสีขาวของซูกู้เหยียนเลยแม้แต่น้อย เขาเป็เหมือนคุณชายสูงศักดิ์ที่อยู่เหนือกว่าผู้อื่น เป็ชายที่ทั้งสง่าและยากจะเอื้อมคว้า เมื่อมีเขาอยู่ ไม่ว่าจะเป็ถนนที่ครึกครื้น แสงแดด หรือต้นไม้ที่งดงามแค่ไหน ก็จะถูกมองว่าเป็ฉากพื้นหลังที่ไม่สะดุดตาเท่านั้น วินาทีนั้น จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นก็รู้สึกราวทั้งหมดเป็เพียงความฝัน เวลายังคงไหลผ่านไปอย่างช้าๆ ราวกับสายน้ำ มีแค่คนตรงหน้าที่หยุดนิ่งลงชั่วขณะ
คล้ายกับว่าความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคยกำลังกระจายออกมาจากร่างของเขา ทว่าก็รู้สึกเหมือนทั้งหมดนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาทั้งสิ้น
เฟิ่งสือจิ่นก้มหน้าลงไปมองแขนของตนเอง ซูกู้เหยียนรีบปล่อยมือพลางขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ทำไมถึงเดินไม่ดูทาง อยากกลายเป็ผีใต้กีบเท้าม้าหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นไม่ตอบอะไร นางเดินหน้าต่อไปอย่างดื้อรั้น คิดไม่ถึงว่าจะมีรถม้าขับผ่านมาอีกคัน ครั้งนี้ ซูกู้เหยียนจับแขนของนางแน่นกว่าเดิม
วินาทีนั้น นางรู้สึกว่าซูกู้เหยียนช่างเซ้าซี้และน่ารำคาญเหลือเกิน เพราะรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก นางจึงพูดตะคอก “ทำบ้าอะไรของเ้า เ้าคิดว่าที่นี่คือวิทยาลัยหลวงหรือไง ข้าจะทำอะไรนั่นมันก็เป็เื่ของข้า อย่ามายุ่ง!”
ซูกู้เหยียนพูด “เ้าจะทำอะไร ข้าไม่สนใจอยู่แล้ว ข้าแค่กลัวว่าหากราชครูหาเ้าไม่เจอ เขาจะไปอาละวาดในจวนของข้าเหมือนครั้งก่อนเท่านั้น” เขาพูดพลางดึงเฟิ่งสือจิ่นไปที่ซอยอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง กำลังพานางกลับจวนราชครูด้วยทางลัดนั่นเอง
ซูกู้เหยียนเห็นเฟิ่งสือจิ่นเหม่อลอยมาตั้งนานแล้ว เดินเข้าหารถม้าอย่างวู่วามเช่นนั้น จะให้เขาวางใจ ปล่อยนางกลับจวนราชครูเพียงลำพังได้อย่างไร ซูกู้เหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่หันไปมองท่าทางสิ้นหวังของนาง แต่มองตรงไปข้างหน้าแทน จู่ๆ ส่วนลึกที่ซ่อนอยู่ในหัวใจก็เริ่มอ่อนไหวขึ้นเพราะนาง
เฟิ่งสือจิ่นได้ฟังดังนั้นก็ชะงักลงเล็กน้อย นางไม่ได้ดิ้นขัดขืน ซึ่งถือเป็เื่ที่ประหลาดมากทีเดียว
ท่านอาจารย์... เคยไปอาละวาดที่จวนองค์ชายสี่เพราะหานางไม่เจอด้วยหรือ?
ซูกู้เหยียนพูด “หลายวันมานี้ เ้าดูไม่มีชีวิตชีวาเลย”
“แล้วต้องทำเช่นไรถึงจะถือว่ามีชีวิตชีวาล่ะ?”
“เ้าไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับหลิวอวิ๋นชูในห้องอย่างที่เคย การบ้านของเ้าเขาก็เป็คนช่วยเขียน หลังเลิกเรียนก็ไม่ได้ออกไปตากแดดข้างนอก ตอนพักเที่ยงก็ไม่เห็นเ้าจะกินอะไร...” เมื่อพูดจบ ซูกู้เหยียนก็ชะงักนิ่ง และพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาเฝ้ามองนางเช่นนี้มาั้แ่เมื่อใดกัน
เฟิ่งสือจิ่นเองก็ใไม่แพ้กัน ซูกู้เหยียนแสร้งทำเหมือนไม่ใส่ใจ “ทะเลาะกับราชครูหรือ?”
จู่ๆ นางก็มีปฏิกิริยารุนแรงขึ้นมา เฟิ่งสือจิ่นเงยหน้าขึ้นไปมองซูกู้เหยียนพลางพูดอมยิ้ม “เ้าคงไม่ได้เกิดสนใจข้าขึ้นมาจริงๆ หรอกนะ รู้สึกว่าเฟิ่งสือหนิงที่เ้าแต่งงานด้วยเริ่มน่าเบื่อมากขึ้นทุกวันแล้วใช่ไหม? ข้าเรียนอยู่ในวิทยาลัยหลวง คงทำให้เ้ารู้สึกว่าข้ายังสาวยังสวย ทั้งยังมีชีวิตชีวามากกว่าหลายเท่าเลยใช่หรือไม่?”
สีหน้าของซูกู้เหยียนเย็นะเืขึ้น เขาแสดงความโกรธออกมาเล็กน้อย “ข้าแค่เห็นแก่ที่เ้าเป็น้องสาวของสือหนิงเท่านั้น หากจะเทียบกันจริงๆ เ้าหรือจะเทียบชั้นกับนางได้ อย่าหลอกตัวเองไปหน่อยเลย”
เฟิ่งสือจิ่นยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าเป็แบบนั้นก็ดี ข้ากับท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ทะเลาะกันด้วย ความสัมพันธ์ของพวกเราดีจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเลยต่างหาก” นางเดินผ่านหน้าซูกู้เหยียนพลางปรายตามองเขาอย่างเ็า “อย่ายุ่งไม่เข้าเื่”
เฟิ่งสือจิ่นเดินจากไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง นางดูออกว่าคนที่ซูกู้เหยียนให้ความสำคัญและทะนุถนอมมากที่สุดก็คือเฟิ่งสือหนิง แต่ทำไมถึงดูไม่ออกว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของตนกันแน่?
นางยังมีอะไรให้ถนอมรักษาอีกหรือ? ตอนนี้ นอกจากการเป็ศิษย์เอกของราชครู นางก็ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว และไม่มีค่าอะไรแล้วด้วย
สิ่งเดียวที่นางมีก็คือท่านอาจารย์ ดังนั้น คาดว่าสิ่งที่นางให้ความสำคัญและอยากถนอมรักษามากที่สุด... คงจะเป็อาจารย์สินะ
นางรู้สึกขอบคุณจวินเชียนจี้ แต่ก็ใจกล้าบ้าบิ่นอย่างไม่สนใจใครเช่นกัน อาจารย์บอกว่านางไม่มีสิ่งที่อยากถนอมรักษา แต่นางคิดว่าตนมี นั่นก็คือความสัมพันธ์ของการเป็ศิษย์กับอาจารย์ระหว่างตนกับจวินเชียนจี้นั่นเอง นางไม่ควรเอาแต่เสพสุขอยู่กับความรักใคร่ที่จวินเชียนจี้มอบให้เช่นนี้ แต่ควรจะรักและห่วงใยจวินเชียนจี้ตอบเช่นกัน นางควรจะมองว่าเกียรติยศของเขาคือเกียรติยศของตน ควรให้ความสำคัญกับจวนราชครูมากกว่านี้ ควรถนอมรักษาสิ่งที่สำคัญสำหรับจวินเชียนจี้เอาไว้... เฟิ่งสือจิ่นแหงนหน้ามองเค้าโครงของจวนราชครูที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะถอนหายใจออกมา ทั้งที่คิดได้แบบนั้นแล้ว... แต่ทำไมนางถึงยังรู้สึกคับอกคับใจเช่นนี้...
