“ฮ่าๆๆ ที่แท้ก็เป็องค์หญิงซีเยว่ผู้เดินทางมาไกล ทั้งยังนำเต้นระบำอันพิเศษเช่นนี้ด้วยตัวเอง เจิ้นรู้สึกเป็เกียรติยิ่ง เด็กๆ มอบที่นั่ง!” สายตาของจักรพรรดิเฉินจ้องมองใบหน้าของสตรีผู้นั้นอย่างละสายตาไม่ได้ ท่าทางเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
ในยามที่ซีเยว่เข้าสู่ที่นั่ง ทุกคนจึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ที่แท้เบื้องล่างที่นั่งประธานนั้นจัดเตรียมไว้ให้องค์หญิงซีเยว่แห่งแคว้นอี้
และเพราะเหตุนี้ คนไม่น้อยพากันหน้าเปลี่ยนสี
องค์หญิงซีเยว่? แต่ไหนแต่ไรไม่เคยได้ยินว่าแคว้นอี้มีองค์หญิงซีเยว่อะไรอยู่ด้วย แคว้นอี้กำลังทำอะไรอยู่กันแน่?
ทั้งยังมีชื่อนี้อีก ซีเยว่ ไม่ใช่ว่าฟังดูเข้ากันกับชื่อตงฟางซวี่ของรัชทายาทหรอกหรือ? จักรพรรดิแห่งแคว้นอี้หมายความว่าอย่างไร?
บริเวณที่นั่ง อู๋ฮุ่ยอวิ๋นก็รู้สึกตื่นใในพริบตา เหตุใดนางจึงไม่ทราบว่าองค์หญิงแคว้นอี้มาเยือน อีกทั้งยังเป็วันสำคัญวันนี้อีกด้วย
นางเลื่อนสายตามองไปยังพระพักตร์ของไทเฮา ในใจก็อดไม่ได้ที่จะเย็นะเื
พระเนตรของไทเฮาเปล่งประกายงดงามอย่างเห็นได้ชัด รอยแย้มยิ้มที่พระโอษฐ์เจือไปด้วยความรู้สึกพึงพอใจอย่างเบาบาง
พึงพอใจ?
เหตุใดไทเฮาจึงพอใจต่อองค์หญิงแคว้นอี้ได้? หากเป็เช่นนี้ นางจะทำอย่างไร?
ไม่...ไม่ได้...
นางเตรียมพร้อมมาเนิ่นนานก็เพื่อวันนี้ จะให้องค์หญิงแคว้นอี้แย่งชิงตำแหน่งที่เดิมทีควรจะเป็ของนางไปได้อย่างไร?
ในใจของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นพลันเกิดความรู้สึกผสมปนเปอย่างสับสน
อวิ๋นซูในตอนนี้ยังคงขมวดคิ้วแน่น
อวิ๋นเยว่ถูกเซียวอี้เชินแต่งตั้งให้เป็องค์หญิง เพื่อจะมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์หรือ?
คนตระกูลอวิ๋นในวันนี้ถูกเขาควบคุมแล้วหรือ เป็ไปได้หรือไม่ว่านี่เป็ความคิดของอวิ๋นเม่ย?
ด้านข้าง ชางหรงโหวราวกับรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ อีกทั้งั้แ่เมื่อครู่นี้เป็ต้นมา เขายิ่งสังเกตถึงท่าทีของตงฟางซวี่ที่มีต่ออวิ๋นซูมากขึ้น
เขาเป็ผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน เหตุใดจะมองไม่ออกว่าระหว่างสองคนนี้เกิดเื่อะไรขึ้น เพียงแต่สายตาของรัชทายาทเต็มไปด้วยความสับสนยากที่จะสงบ ส่วนบุตรีของตน เมื่อเทียบกันแล้วกลับมีท่าทางเยือกเย็นกว่ามาก ทำให้เขาอดใคร่ครวญไม่ได้
นิสัยของอวิ๋นซูเป็เช่นไร เขาย่อมทราบดี หากรัชทายาทมีใจต่อนางจริงๆ เช่นนั้นก็นับว่าเป็เกียรติของจวนชางหรงโหวเช่นกัน
ส่วนองค์หญิงซีเยว่ผู้นี้ไม่จำเป็ต้องพูดมาก เห็นได้ชัดว่าเป็จักรพรรดิแคว้นอี้ส่งมามอบให้รัชทายาท
เพื่อเป็ชายารองหรือ? นางเป็ถึงองค์หญิงที่สง่างาม เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถเป็ชายารองได้โดยเด็ดขาด
เมื่อมองดูแล้ว การจะให้บุตรีของตนเองนั่งอยู่บนตําแหน่งพระชายารัชทายาท ดูเหมือนว่าจะซับซ้อนยิ่งกว่าที่จินตนาการ และยากเย็นยิ่งกว่าที่คิด
เช่นเดียวกัน การปรากฏตัวของซีเยว่ทำลายแผนการของทุกคน คนไม่น้อยในที่นี้ต่างสิ้นเปลืองความคิดไปมาก ไม่มีผู้ใดคิดจะปล่อยก้อนทองนี้ไปอย่างเด็ดขาด
การเต้นระบำอันมีสีสันขององค์หญิงซีเยว่ทำให้คุณหนูผู้ที่ออกมาแสดงศิลปะในภายหลังดูจืดชืดอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนว่าสายตาของบุรุษทุกคนในที่นี้ล้วนหยุดอยู่บนร่างของซีเยว่ ทำให้เหล่าคุณหนูอดไม่ได้ที่จะกัดฟันอย่างเคืองแค้น
อวิ๋นซูพบว่าญาติผู้น้องคนนี้มีสง่าราศียิ่งกว่าเมื่อก่อนมาก อีกทั้งด้วยอายุทำให้นางมีลักษณะของสตรีที่งดงาม ทุกการแสดงออกบนใบหน้า ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว ล้วนทำให้ผู้คนต้องถอนใจด้วยความหลงเสน่ห์ อีกทั้งตนเองยังสามารถเห็นเงาของอวิ๋นเม่ยได้จากบนร่างของนาง
พริบตานั้น มือที่อยู่ในแขนเสื้อของนางอดไม่ได้ที่จะกำแน่น
อวิ๋นเม่ย ตนเองไม่มีทางลืมการกระทำทุกอย่างของนางไปได้ตลอดกาล!
เพียงไม่นาน องค์หญิงซีเยว่ก็ออกไปจากที่นั่งท่ามกลางผู้คน อวิ๋นซูเห็นดังนั้นจึงหาข้ออ้างที่จะตามออกไป
ณ ตำหนักฮว๋าเซี่ยน อวิ๋นซูยืนอยู่ด้านนอกมองไปอย่างระมัดระวัง ความสงสัยในใจยังคงกระจัดกระจาย ทำให้นางระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น
ในตอนนี้เอง เงาร่างในอาภรณ์สีม่วงซุกซนพลันทะยานเข้ามา
ผู้ที่มาก็คือองค์หญิงหย่งหนิง
เมื่อครู่นี้องค์หญิงหย่งหนิงได้ยินว่ามีคนงดงามผู้หนึ่งมาจากแคว้นอี้ จึงอดไม่ได้ที่จะออกมาสำรวจ
คิดไม่ถึงว่านางที่หลบอยู่ในตำหนักแห่งนี้ จะชนเข้ากับหน้าอกขององค์หญิงซีเยว่ และนางไม่รู้ตัวว่าคนที่ถูกชนผู้นี้จะเป็องค์หญิงที่มาจากแคว้นอี้
“โอหัง เ้า เ้าเดินไม่มองทางหรืออย่างไร?!” องค์หญิงหย่งหนิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่พอใจ
นางรำข้างกายซีเยว่ตกตะลึง บนใบหน้าปรากฏความไม่พอใจขึ้น คนพูดนี้ช่างไร้มารยาทยิ่งนัก กำลังคิดจะเปิดปากค้านออกไป ซีเยว่กลับขวางนางเอาไว้
ใบหน้าอันงดงามของซีเยว่ประดับไปด้วยความอ่อนน้อมและรอยยิ้มบางๆ แต่สายตากลับมองสำรวจสตรีน้อยตรงหน้า
คนตรงหน้าสวมใส่อาภรณ์งามสง่า องคาพยพงดงามประณีต ความรู้สึกที่แสดงออกมาระหว่างคิ้ว ช่างเหนือไปกว่าจักรพรรดิเฉินยิ่งนัก
ในพระราชวังแห่งนี้ คนที่สามารถแต่งกายงดงามประณีตถึงเพียงนี้ได้ อีกทั้งยังสวมใส่ชุดสีม่วงทั้งร่าง หากนางเดาไม่ผิด คนผู้นี้จะต้องเป็องค์หญิงหย่งหนิงที่เป็ดั่งไข่มุกบนฝ่ามือของจักรพรรดิแคว้นเฉิน
“ท่านก็คือองค์หญิงหย่งหนิงผู้โด่งดังกระมัง? ในพระราชวังของแคว้นอี้ ข้าได้ยินเื่เกี่ยวกับองค์หญิงมามากเลยทีเดียว!” ซีเยว่แย้มยิ้ม
น้ำเสียงอันสนิทสนมเช่นนี้ อีกทั้งความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเห็นได้ชัด ทำให้หย่งหนิงคลายความโมโหไปไม่น้อย
องค์หญิงหย่งหนิงยืดอกขึ้น สายตาเจือไปด้วยความสำรวจ มองการแต่งกายของอีกฝ่าย ได้ยินว่านางเพิ่งจะกล่าวว่าพระราชวังของแคว้นอี้ หรือว่า...
“เ้าก็คือองค์หญิงที่มาจากแคว้นอี้ผู้นั้น?” หย่งหนิงกะพริบตา มองดวงหน้างดงามอีกครั้งอย่างละเอียด ในใจอดไม่ได้ที่จะชมเชยประโยคหนึ่ง อืม ช่างงดงามจริงๆ!
ซีเยว่แย้มยิ้มบางๆ จากนั้นจึงค้อมกายคารวะ “ซีเยว่ถวายพระพรองค์หญิงหย่งหนิง!”
“เด็กๆ ยังไม่รีบนำชาขอขมามาให้องค์หญิงหย่งหนิงอีก ดูสิว่าองค์หญิงได้รับาเ็หรือไม่?” องค์หญิงหย่งหนิงพลันถูกใจองค์หญิงซีเยว่ผู้นี้ขึ้นมาโดยพลัน
บริเวณห่างออกไป อวิ๋นซูเก็บทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไว้ในสายตา
นางพบว่าซีเยว่ผู้นี้ไม่มีท่าทางเช่นที่นางเคยรู้จักเลยแม้แต่น้อย
ความสามารถในการสังเกตอันเฉียบแหลม วิธีการจัดการและการวางตัวที่เหมาะสมรอบคอบนั้นสามารถฝึกฝนขึ้นในเวลาสั้นๆ ได้หรือ เพราะในอดีตนางก็ไม่ได้มีนิสัยระมัดระวังเช่นนี้?
อวิ๋นซูเพิ่มความระมัดระวังขึ้น ดูแล้วตนเองไม่อาจเข้าไปสอบถามข่าวคราวของตระกูลอวิ๋นได้
ออกมาจากตำหนักฮว๋าเซี่ยน อวิ๋นซูเดินไปยังสวนบุปผาหลวง ในสมองของนางกลับใคร่ครวญถึงจุดประสงค์ในครั้งนี้ของเซียวอี้เชินไม่หยุด
ส่งสตรีผู้หนึ่งมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ หรือเขาคิดว่าทุกคนในแคว้นเฉินจะเชื่อใจอวิ๋นเยว่? หรือจะกล่าวว่าเขายังมีอาวุธอะไรซ่อนอยู่อีก สิ่งที่สามารถทำให้ซีเยว่แย่งชิงความโปรดปรานของรัชทายาทไปได้?
หากเป็เช่นนี้จริง ตระกูลอวิ๋นมิใช่ว่ากลายเป็หุ่นเชิดของเซียวอี้เชินไปแล้วหรือ?
ในขณะที่กำลังคิดใคร่ครวญอยู่นั้น ลมเย็นสายหนึ่งปะทะเข้ามา ในอากาศมีกลิ่นหอมบางๆ อันคุ้นเคย อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้น พบว่าตงฟางซวี่ยืนอยู่บริเวณไม่ไกล
สายตาของเขาที่มองมาดุจทะเลลึกล้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล ทว่าในนั้นกลับมีความขัดแย้งสับสนอันคลุมเครือ
เขามองมาที่นางอย่างประหลาดใจระคนดีใจ แต่ฝีปากบางกลับเม้มเป็เส้นตรงไม่ขยับเขยื้อน
อวิ๋นซูขมวดคิ้วเบาๆ นางรู้ว่าเขามาเพื่อนาง
คนสองคนสบกัน แต่กลับรู้สึกราวกับว่ามีกำแพงที่มองไม่เห็นปิดกั้นระหว่างกันและกัน ยิ่งรู้สึกห่างไกลกันมากขึ้น
ตงฟางซวี่ก้าวมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ในสมองกลับคิดถึงประโยคนั้นของอวิ๋นซู
หากว่าตนเองบีบบังคับ กระทั่งสหายก็เป็ไม่ได้
นาง...ถึงกับตัดสินใจเด็ดขาดถึงเพียงนี้!
เป็ครั้งแรกที่ตงฟางซวี่รู้สึกจิตใจไร้เรี่ยวแรง กระทั่งไม่เข้าใจว่าตนเองทำอะไรไม่ดีที่ตรงไหน เหตุใดนางจึงปฏิเสธโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย หรือบางทีอาจเพราะว่าตนเองเป็รัชทายาท?
อารมณ์ซับซ้อนไหลวนอยู่ในสมองของตงฟางซวี่ สุดท้ายจึงขมวดเป็ปม
ทั้งสองยืนอยู่ห่างกัน บรรยากาศแปลกประหลาดยิ่ง
เหล่าข้าราชบริพารที่ผ่านทางมารอบๆ เห็นเหตุการณ์นี้พลันมีสีหน้าเลิ่กลั่ก
อวิ๋นซูปรายตามอง เดินไปยังตงฟางซวี่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นจึงค้อมกายคารวะ “ถวายพระพรรัชทายาทเพคะ”
น้ำเสียงนี้เต็มไปด้วยความห่างเหิน ทำให้ตงฟางซวี่ได้สติกลับมา
เขาก้มหน้ามองสตรีที่อยู่ไม่ไกล รู้สึกได้ถึงความเ็ปในจิตใจ “หย่งจี๋เสี้ยนจู่...”
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเก็บงำอารมณ์ จากนั้นจึงทอดมองไปยังสวนบุปผาลวงอันกว้างใหญ่ ตัดสินใจได้โดยฉับพลัน “จะกลับไปที่งานแล้วหรือไม่? ไปด้วยกันเถิด!”
ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้นางลำบากได้ในตอนนี้
หันกายไป ตงฟางซวี่เดินอยู่เบื้องหน้า รักษาระยะห่างจากอวิ๋นซู่หนึ่ง
อวิ๋นซูขมวดคิ้วมองแผ่นหลังของบุรุษตรงหน้า รู้สึกราวกับว่าหายใจไม่ออก
จนกระทั่งเหล่าข้าราชบริพารจากไป ตงฟางซวี่จึงได้เอ่ยปาก “อวิ๋นซู...”
“ฝ่าา!” อวิ๋นซูส่งเสียงหยุดเขาเอาไว้ “องค์หญิงซีเยว่เป็คนที่จักรพรรดิอี้ส่งมา ไม่สามารถละเลยได้เพคะ!”
นางไม่อยากจะพัวพันกับเื่นั้นอีกครั้งในตอนนี้
ฝีเท้าของตงฟางซวี่ชะงักลง สายตามืดครึ้ม เนิ่นนานมาแล้ว มีเพียงตอนที่พูดถึงเื่เป็การเป็งาน นางจึงจะใช้น้ำเสียงเข้มงวดเช่นนี้
เขายกริมฝีปากขึ้น มุมปากประดับไปด้วยความสนใจ ใช้น้ำเสียงหนักแน่นตอบกลับ “ข้าไม่อาจรับนางมาเป็พระชายาได้”
เมื่อมองไปยังสายตาของอวิ๋นซู จึงพบว่าร้อนรนดั่งไฟ ลึกล้ำเกินคาดเดา
“ไม่เพคะ จำเป็ต้องรับไว้ ทั้งยังต้องเป็พระชายาเอกด้วย!” คำพูดเพิ่งจะพูดออกมา อวิ๋นซูกลับกล่าวตอบด้วยความเร็วอีกครั้ง ใบหน้าเ็าไร้อารมณ์
ตงฟางซวี่หยุดฝีเท้าลง เขาหันกลับไปมองอย่างไม่อยากจะเชื่อจึงเห็นใบหน้าไร้อารมณ์เช่นนั้นของอวิ๋นซู เพราะเหตุใด ตนเองเพิ่งจะเปิดเผยจิตใจที่มีต่อนาง ผ่านไปเพียงชั่วครู่นางก็จะให้ตนรับสตรีอื่นมาเป็สนม นางไร้ใจต่อตนจริงๆ หรือ? จะไร้ความรู้สึกจนถึงขั้นนี้เชียวหรือ?
เขาเป็รัชทายาทแห่งแว่นแคว้น แต่ต่อหน้านางกลับไม่อาจสู้คนป่าคนหนึ่งได้เชียวหรือ?
อวิ๋นซูย่อมสังเกตได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเขา ถึงแม้นางคิดจะไม่สนใจ แต่สายตาที่เขามองมาที่ตนกลับร้อนแรงถึงเพียงนี้ ทำให้นางรู้สึกอยากจะหลบไปให้พ้น “ฝ่าาเพคะ โปรดคิดเพื่อแคว้นเฉิน ตําแหน่งพระชายารัชทายาทนี้ จำเป็ต้องเป็ของซีเยว่”
อวิ๋นซูยังคงพูดจาเ็า ทำให้ไฟในใจของตงฟางซวี่ดับมอดลง
เมื่อกล่าวถึงเื่ใหญ่ระดับแว่นแคว้น ตงฟางซวี่จึงชะงักไป จากนั้นจึงเก็บอารมณ์ของตน สายตามีความไม่พอใจเล็กน้อย เื่นี้ไม่จำเป็ต้องให้ผู้ใดมากล่าวเตือน เขาย่อมไม่มีทางลืมตำแหน่งรัชทายาทแห่งแคว้นของตนได้ และไม่ลืมภาระหน้าที่บนบ่าของตน
อวิ๋นซูหลุบตาลงพลางถอนใจ จากนั้นจึงวิเคราะห์ออกมาอย่างอดทน “ทั้งสองแคว้นแม้ว่าจะมีสัญญาพันธมิตรกันแล้ว แต่หากฝ่าาไม่รับซีเยว่เป็พระชายา จักรพรรดิแคว้นอี้จะต้องยกเื่นี้มากล่าวว่าแคว้นเฉินไม่มีความจริงใจ จึงปฏิเสธน้ำใจขององค์หญิง ด้วยเหตุนี้จะสามารถทำให้เกิดการฉีกสัญญาระหว่างสองแคว้นได้ อีกทั้งเมื่อรับซีเยว่มาแล้ว จักรพรรดิแคว้นอี้จะต้องคิดว่ารัชทายาทอ่อนแอ เมื่อเป็เช่นนี้จะลดการป้องกันในใจของเขาไปได้”
นางพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ครั้งหนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อ “ซีเยว่จะต้องเป็ผู้สอดแนมที่แคว้นอี้ส่งมาอย่างแน่นอน แต่เมื่อคิดกลับกัน พวกเราเองก็สามารถใช้ประโยชน์จากนางเพื่อให้รับรายงานสถานการณ์จากแคว้นอี้ได้ จุดสำคัญของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ก็คือตัวฝ่าาเอง จะอย่างไรซีเยว่ก็เป็สตรีผู้หนึ่ง สตรีมักจะมีด้านที่อ่อนแอ หาฝ่าาสามารถกุมใจนางเอาไว้ได้ เช่นนั้นนางก็จะกลายเป็หมากที่มีประโยชน์ที่สุดต่อแคว้นเฉินของพวกเรา”
ตงฟางซวี่ไม่ได้กล่าวอะไร ดวงตาดำดุจหยดหมึกจับจ้องอยู่ที่นางตลอด แต่ในใจกลับไม่อาจไม่ยอมรับ อวิ๋นซูกล่าวได้อย่างมีเหตุผลประดุจว่านางเป็คนของจักรพรรดิอี้ สามารถกุมความคิดทั้งหมดทั้งมวลของอีกฝ่ายเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เพียงแต่...
สำหรับตงฟางซวี่ในตอนนี้ เขากลับหวังว่าอวิ๋นซูจะไม่ฉลาดถึงเพียงนั้น
ความรู้สึกระหว่างชายหญิงและเื่ราวระดับแว่นแคว้น ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้จักแยกแยะความสำคัญ แต่เพราะเข้าใจในจุดนี้ เมื่อได้ยินออกมาจากปากของอวิ๋นซู เขาจึงยิ่งปวดใจ
