เหล่าผู้ทดสอบที่รอคอยอยู่เบื้องล่าง สูดลมหายใจเย็นเฮือกหนึ่งอย่างพร้อมเพรียงกัน! สมกับที่เป็ยอดฝีมือ แค่สายตาก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กอย่างพวกเขาเหล่านี้ไหม้เป็จุณ ช่างทรงพลังจริงๆ!
เป็ไปตามคาด ในบรรดากลุ่มคนด้านล่าง มีไม่น้อยที่เริ่มก้าวถอยออกไปเงียบๆ หนึ่งในนั้นมีชายร่างเตี้ย ที่จู่ๆ ก็เคลื่อนไหวพุ่งตรงออกนอกม่านแสง ผลคือทันทีที่เขาััม่านแสง ก็ถูกพลังมหึมาขุมหนึ่งสะท้อนกลับ กระแทกจนกระเด็นลอยละลิ่ว หล่นตุบลงบนพื้น แน่นิ่งไม่ไหวติงเสียแล้ว คนอื่นอีกหลายคนที่คิดจะทำแบบเดียวกัน ต่างหยุดชะงักในทันที ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ยังมีอีกหลายคนที่คุกเข่าลงโขกศีรษะไม่หยุด ะโร้องขอความเมตตาว่า “ผู้าุโยอดฝีมือ โปรดไว้ชีวิตด้วย!”
“ฮึ เ้าเด็กโง่เขลา! เมื่อครู่ให้พวกเ้าก้าวออกมาเอง นั่นเป็โอกาสถอนตัวของพวกเ้าแล้ว! ในเมื่อพวกเ้าไม่รับน้ำใจ ก็อย่าหาว่าข้าไร้เมตตา!” เซียนร่างผอมสูงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนะโลั่นว่า “โอกาสสุดท้าย! ยังมีอีกหรือไม่ รีบถอยไปถึงด้านหลังสุด ข้าจะให้ทางรอดแก่พวกเ้า! แต่ถ้ายังมีพวกดื้อดึงไม่สำนึกอีก อนาคตจะไม่มีแม้แต่โอกาสได้เกิดใหม่!”
โครม
คราวนี้มีหลายคนออกมาจากในบรรดาฝูงชน มองคร่าวๆ ประมาณพันคน ยืนเบียดเสียดอยู่ด้านหลัง แต่ไม่กล้าััม่านแสง กลัวว่าจะได้รับาเ็เหมือนชายร่างเตี้ยก่อนหน้านี้
“ดี! ไม่มีแล้วใช่ไหม?” เซียนร่างผอมสูงเบิกตากว้าง กวาดมองฝูงชนที่เบื้องล่างอีกครั้ง ทันใดนั้น ผู้ฝ่าฝืนกฎที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด ดูเหมือนถูกอะไรหนักๆ โจมตีใส่ ทุกคนต่างกระเด็นออกจากม่านแสง จากนั้นก็ร่วงหล่นลงบนพื้น ผ่านไปสองเฮือกลมหายใจ มีสิบกว่าคนที่ลุกขึ้นยืนโงนเงน โซซัดโซเซหลบหนีไป ที่เหลือนอนฟุบแน่นิ่งอยู่บนพื้น ไม่รู้สึกถึงพลังชีวิตอีกแล้ว ชายชุดฟ้าคนหนึ่งเดินออกมาท่ามกลางฝูงชน เหาะเหินออกจากนอกม่านแสง ยื่นมือชี้นิ้วลงบนพื้น บังเกิดแสงสว่างวาบผ่านไป บนพื้นพลันว่างเปล่าไม่มีใครสักคน
เงียบ! เงียบสนิท! ไม่ต้องมีคำสั่งใดๆ เหล่าผู้ฝึกเซียนที่เหลือภายในม่านแสง ต่างตรวจดูและเสริมส่วนที่ขาดหาย กลุ่มไหนที่มีคนออกไป ก็มีคนของอีกกลุ่มเสริม เวลาเพียงแค่หนึ่งจอกน้ำชา ทุกคนต่างเข้าแถวสี่เหลี่ยมจัตุรัสใหม่อีกครั้งด้วยความเรียบร้อย ในสายตาของทุกคนล้วนฉายแววกระตือรือร้นและเคารพยำเกรง
“ต่อไป กลุ่มแถวสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่สอง!” การตรวจสอบรากจิตดำเนินต่อไป ผู้ทดสอบห้าสิบคนในกลุ่มที่สอง ผ่านหมดทุกคน หนึ่งในนั้นยังมีรากจิตคู่ธาตุดินกับน้ำ เดินออกจากฝูงชนไปยืนที่ด้านขวาบนลานกว้าง รอการทดสอบอย่างที่สอง
กลุ่มแถวสี่เหลี่ยมจัตุรัสเดินต่อกันมาตามลำดับอย่างช้าๆ กระทั่งก่อนถึงกลุ่มของลวี่เหลียง ก็ยังไม่พบผู้ฝ่าฝืนกฎ ไม่นานนัก กลุ่มของลวี่เหลียงก็ก้าวมาเบื้องหน้า
หากบอกว่าไม่กังวลใจ นั่นคงเป็ไปไม่ได้ ถึงอย่างไร้านั้นก็มียอดฝีมือมากมาย ยังมีอสูรหยั่งฟ้าที่เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรก ถึงแม้เสี่ยวเฮยจะรับรองแล้ว แต่ลวี่เหลียงก็ยังไม่มั่นใจอยู่เล็กน้อย
“เ้าหนู เ้าคือผู้ทำสัญญากับพี่สามของข้าหรือ? อ่อนแอเสียจริง! แต่ว่าจิตใจกลับสัตย์ซื่ออย่างยิ่ง ในเมื่อพี่สามเชื่อมั่นในตัวเ้า ข้าก็จะช่วยเหลือเ้าสักครั้ง” เสียงนุ่มนวลของเด็กน้อยถ่ายทอดเข้ามาในสมองของลวี่เหลียง
“ขอบคุณผู้าุโอสูรหยั่งฟ้าที่ช่วยเหลือ!” ลวี่เหลียงเงยหน้าขึ้น พยักหน้าเบาๆให้กับอสูรหยั่งฟ้า เป็การแสดงความขอบคุณ เป็ไปตามคาด กลุ่มนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น เพียงแต่ลวี่เหลียงไม่ได้สังเกตเห็นว่า ในขณะที่กลุ่มของเขาขึ้นไปทดสอบ สาวน้อยชุดแดงที่อยู่บนแท่นคนนั้น ได้เงยหน้ากวาดสายตามองดูครู่หนึ่ง แล้วก้มหน้าลงอีกครา
กลุ่มที่เหลือหลังจากนั้นไม่ปรากฏผู้ฝ่าฝืนกฎอีก สี่ชั่วยามต่อมา การทดสอบอย่างแรกเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ ขั้นตอนการตรวจสอบรากจิตทั้งหมด มีห้าคนที่มีกายพิเศษ เป็ชายสี่คน หญิงหนึ่งคน ซึ่งเข้าเป็ศิษย์ตำหนักเซียนยันต์กระบี่ได้โดยตรง ในบรรดาห้าคนนั้นคือคุณชายชุดเขียว หญิงสาวตัวเล็กและหนุ่มผิวดำบึกบึนที่ไม่ถูกวิชาลวงตาของเซียนเสวียนหนี่ว์เล่นงานในตอนนั้นนั่นเอง ยังมีอีกสี่ร้อยกว่าคนที่มีหลายรากจิตและรากจิตประหลาด ซึ่งจะเข้าสู่การทดสอบที่สอง ที่เหลืออีกเจ็ดหมื่นกว่าคนรอทำการการต่อสู้คัดออกต่อไป
ตอนนี้ เซียนร่างผอมสูงหยิบกระดานหมากสี่เหลี่ยมออกมา โยนใส่ผู้คนที่อยู่ในลานกว้าง เห็นเพียงกระดานหมากหยุดนิ่งกลางอากาศเหนือลานกว้าง ขยายขนาดกลายเป็ใหญ่ั์อย่างรวดเร็ว ปกคลุมทั่วทั้งลานกว้างเพียงชั่วอึดใจ แรงดูดมหาศาลขุมหนึ่งทะลักออกมาจากด้านล่างของกระดานหมาก วินาทีต่อมา เหล่าผู้ทดสอบทั้งหมดที่รอต่อสู้ตัดสิน พลันหายวับไปจากที่เดิม
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มแสงก้อนแล้วก้อนเล่าปรากฏอยู่้าของกระดานหมาก วินาทีที่แรงดูดััโดนลวี่เหลียง เขารู้สึกเวียนหัววูบหนึ่ง จากนั้นก็โผล่อยู่บนแท่นสูงที่มีสายหมอกขมุกขมัว ตรงข้ามมีชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนอยู่ หมายเลขบนแผ่นป้ายของเขาคือ ‘หนึ่งสามสี่หก’ ยามนี้ เขาก็จ้องมองลวี่เหลียงด้วยสีหน้าสับสนเช่นกัน
ทันใดนั้น มนุษย์ไม้พลันปรากฏตัวขึ้นระหว่างพวกเขาสองคน ในเวลาเดียวกัน เสียงของเซียนร่างผอมสูงดังกึกก้องไปทั่วฟ้า “ที่ที่พวกเ้าอยู่ตอนนี้คือ ‘กระดานหมากเจินหลง’ ซึ่งเป็มิติอิสระและเป็สถานที่ต่อสู้ตัดสินครั้งนี้ด้วย คนที่อยู่ตรงข้ามพวกเ้าคือคู่ต่อสู้ในการประลองรอบแรก เนื่องจากจำนวนคนเข้าร่วมประลองครั้งนี่มีมากเกินไป ทุกคนจึงต้องต่อสู้ตัดสินสองครั้ง หุ่นไม้นั่นก็คือผู้ตัดสินการประลองครั้งนี้ กฎง่ายมาก จัดการคู่ต่อสู้ให้สลบหรือคู่ต่อสู้ยอมแพ้เอง ก็จะถือว่าได้รับชัยชนะ! การประลองห้ามฆ่าคู่ต่อสู้ตายเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนกฎ จะถูกลงโทษพร้อมทำลายตบะทิ้ง! ต่อไป การประลองจะเริ่มขึ้น!”
ตอนนี้ ลวี่เหลียงสังเกตชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด ด้านร่างกายลวี่เหลียงไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับเขา แต่ด้านตบะกลับเหมือนกับลวี่เหลียง ดูก็รู้ว่าเป็ความสามารถขั้นหลอมปราณ่สมบูรณ์
“เ้าหนู! ข้ายังไม่ได้เอาของวิเศษขั้นสร้างฐานออกมาใช้ ถ้าไม่อยากพิการก็รีบยอมแพ้ซะ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้ารังแกเด็กล่ะ!” ชายร่างสูงใหญ่ดูเหมือนไม่เห็นลวี่เหลียงอยู่ในสายตา“ร่างกายไม่ได้แกร่งกว่าข้า ของวิเศษไม่ได้ดีกว่าข้า เ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้า!”
ในเวลานี้ ด้านหน้าซุ้มประตูตำหนักเซียน ศิษย์ในสำนักและเหล่ายอดฝีมือเซียนนภากลุ่มหนึ่ง ต่างชี้ไปที่มิติอิสระเล็กๆ แต่ละแห่งด้วยความสนใจเป็อย่างยิ่ง คล้ายกับกำลังตัดสินผลการต่อสู้ของผู้ทดสอบทีละคน
พริบตาที่ในวงแสงปรากฏบนกระดานหมาก สายตาของสาวน้อยชุดแดงก็จับจ้องไปยังมิติที่ลวี่เหลียงอยู่เงียบๆ ถึงแม้บอกกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเขาไม่ใช่คนที่วิถีแห่งฟ้าทำนายไว้คนนั้น แต่ยังคงอดติดตามผลการประลองของเขาไม่ได้
“ใช่ เ้าหนุ่มผิวคล้ำ รอยยิ้มซื่อๆ คนนั้นไหม?” น้ำเสียงนุ่มนวลเจือรอยยิ้มของหญิงสาวถ่ายทอดเข้าสู่จิตสาวน้อยชุดแดง
“เอ๋? อะ…อาจารย์ ใช่ มะ…ไม่ใช่!”
“เ้าลุกลี้ลุกลนอะไร? ไม่มีใครบอกว่าการทำนายวิถีแห่งฟ้าจะต้องเป็ชะตาแห่งชีวิตเสมอไป เคยมีคนผู้หนึ่ง สำหรับเขาแล้ววิถีแห่งฟ้านั้นไม่มีความหมายใดๆ เขามักจะใช้คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุดทะลวงขีดจำกัดวิถีแห่งฟ้า”
“อือ ศิษย์ก็รู้สึกว่าใช่ ตะ…แต่ว่า…”
“ถึงแม้เขาจะเป็คนๆ นั้นจริง แล้วอย่างไรเล่า? เ้าคือเ้า เขาคือเขา พวกเ้าในตอนนี้ยังไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เหตุใดไม่สงบใจลง เพื่อทำความเข้าใจอย่างละเอียดสักรอบล่ะ?”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว! ขอบคุณอาจารย์!” จิตใจของสาวน้อยชุดแดงกลับสู่ความสงบอีกครั้ง เธอเงยหน้าขึ้นอย่างสุภาพ จ้องมองวงกลมแสงนั้นอย่างละเอียด
ใบหน้างดงามบริสุทธิ์ของสาวน้อยชุดแดง ดึงดูดใจศิษย์หนุ่มของตำหนักเซียนยันต์กระบี่เป็จำนวนมาก เพียงแต่ยอดฝีมือขั้นเซียนก็อยู่ด้วย จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปพูดคุย ตอนนี้ยิ่งเห็นนางให้ความสนใจกับวงกลมแสงวงนั้น ทุกคนต่างเบนสายตามองตามนางโดยไม่รู้ตัว
ลวี่เหลียงในยามนี้ไม่รู้ว่าบนแท่นสูงของพวกเขาได้กลายเป็จุดสนใจของทุกคนที่อยู่ข้างนอกแล้ว เขากำลังขบคิดเื่หนึ่ง เอาชนะคนตรงหน้า ต้องใช้ยันต์อักขระเท่าไรจึงจะเหมาะสม?
เป็เวลาเดียวกันกับที่เขากำลังขบคิดปัญหานี้ ชายตรงหน้าก็เคลื่อนไหว ในมือปรากฏกระบองยาวสีเงินท่อนหนึ่ง เขาคำรามลั่นพลางฟาดเข้าใส่ลวี่เหลียง
ลวี่เหลียงแสร้งทำเป็ใ ลอบโคจรเคล็ดคุนเผิง เลี่ยงไปด้านข้างอย่างทุลักทุเล หลบพ้นจากการโจมตี จากนั้นก็โบกไม้โบกมือด้วย ‘สีหน้าตื่นกลัว’ กล่าวเสียงสั่นเครือว่า “พี่ชาย รอ รอเดี๋ยว! ข้ายังไม่ได้เตรียมตัว ให้ข้าเอายันต์อักขระออกมาก่อนได้หรือไม่?”
เห็นท่าทางอ้อนวอนของลวี่เหลียง ชายร่างสูงใหญ่เบิกบานใจยิ่ง ดูท่า รอบแรกคงผ่านได้สบายๆ!
นอกสนาม สาวน้อยชุดแดงสีหน้าตื่นตะลึง “นะ นี่คือความสามารถของเขาหรือ?! ผิดพลาด! ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่! ไม่มีทางเป็เขา! ใช่แล้ว แพ้ก็ช่างปะไร จะได้พ้นจากความคิดข้าเสียที นอกจากเขาจะเอาชนะได้ แต่ว่า จะเป็ไปได้หรือ?”
ศิษย์ที่ชมการประลองคนอื่นๆ ต่างส่ายหน้าดูถูก แต่เมื่อเห็นสาวน้อยชุดแดงยังคงให้ความสนใจอยู่ ก็ไม่มีใครยอมไปดูการประลองอื่น
มีเพียงเซียนเสวียนหนี่ว์ที่ได้เห็นฉากนี้ ดวงตาทอแววประกายเล็กน้อย จากนั้นก็มองดูลวี่เหลียงราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
“ได้! เ้าเอาออกมา! เอาออกมาสิบกว่าใบก็ได้! อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสเ้าล่ะ!” ชายร่างสูงใหญ่เชิดจมูกขึ้นฟ้า ท่าทางราวกับกำชัยชนะไว้ในมือ
“เยี่ยมเลย! ขอบใจเ้านะ!” ลวี่เหลียงดีอกดีใจ พริบตาเดียว ยันต์อักขระมากมายปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่รอให้ชายร่างสูงใหญ่ได้ตอบโต้ใดๆ เพียงหนึ่งนิ้วดรรชนีชี้ไป ยันต์อักขระมืดฟ้ามัวดินพลันโจมตีเข้าใส่!
“เ้า…” นี่เป็คำพูดสุดท้ายของชายร่างสูงใหญ่ จากนั้นเขาถูกลูกบอลอัคคีนับไม่ถ้วนปกคลุมจนมิด พอเขม่าควันจางไป ชายคนนั้นนอนฟุบกับพื้นแน่นิ่งไม่ขยับ เสื้อผ้าขาดกระจุย ร่างกายแดงท่อนหนึ่ง ดำท่อนหนึ่ง น่าเวทนาอย่างยิ่ง
“หนึ่งสามสี่หกสลบ เป็ฝ่ายแพ้ หกหกหกได้เข้าสู่การประลองถัดไป!” เสียงไร้อารมณ์ของหุ่นไม้ดังขึ้น จากนั้น ลวี่เหลียงก็หายวับไปจากที่เดิม ชั่วครู่หนึ่ง เขาโผล่อยู่บนแท่นโล่งกว้างอีกแห่งหนึ่ง
“เมื่อครู่ต้องมียันต์อักขระสายอัคคีขั้นต่ำเกือบสองร้อยใบใช่ไหม? โห ตัวผลาญเงินจากที่ไหนกันเนี่ย? ทิ้งขว้างหินธาตุคุณภาพต่ำหนึ่งพันก้อนแบบนี้?” ศิษย์กลุ่มหนึ่งด้านนอกกระซิบวิพากษ์วิจารณ์ สีหน้าดูถูกเหยียดหยามชัดเจนยิ่งขึ้น
“นะ…นี่ก็…” สาวน้อยชุดแดงหมดคำพูด “ชนะแล้ว แต่ข้ายังต้องติดตามต่อไปหรือไม่? ช่างเถอะ! ในเมื่อเป็แบบนี้ ก็ติดตามต่อจนถึงที่สุดก็แล้วกัน ดูว่าเขายังมีความสามารถอื่นอีกไหม!”
ขณะที่สาวน้อยชุดแดงกำลังใช้ความคิด คู่ต่อสู้ในการประลองครั้งที่สองของลวี่เหลียงก็มาถึง เป็ผู้ฝึกเซียนอ้วนเตี้ยดูคล้ายคุณชายจากครอบครัวร่ำรวย คำพูดแรกของเขา เกือบทำให้ผู้คนรวมทั้งลวี่เหลียงสำลักจนหายใจไม่ออก
“เ้าเสนอราคามา การต่อสู้เมื่อครู่ ข้าจ่ายหินธาตุคุณภาพกลางห้าร้อยก้อนให้หมอนั่นยอมแพ้เอง ไม่เช่นนั้นข้าให้เ้าพันก้อน เ้ายอมให้ข้าชนะ เป็ไง? ถ้ายังไม่พอ ข้าให้ได้มากที่สุดสามพันก้อน!”
อึ้ง! หมดคำพูด!
“คุณภาพชั้นยอดสิ!” นี่เป็ปฏิกิริยาแรกของลวี่เหลียง
“คู่ต่อสู้สิ!” นี่เป็ปฏิกิริยาแรกของผู้คน ตัวผลาญเงินเจอกับบรรพชนตัวผลาญเงินยิ่งกว่า!
ลวี่เหลียงี้เีเอ่ยวาจาไร้สาระ หยิบยันต์อักขระสามร้อยกว่าใบที่เหลือออกมา โปรยปราย ปลิวว่อนอยู่เบื้องหน้า จับจ้องเ้าอ้วนที่อยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เอ่อ งั้นช่างเถอะ จริงๆ เลย ทำไมถึงเจอคนถือทิฐิแบบนี้กันนะ? ลองไปพรรคเทพโลหิตที่ทรงอำนาจเป็อันดับที่สามดูก็ได้ มนุษย์ไม้ ข้ายอม…” คำว่า ‘แพ้’ เขาเอ่ยออกมาไม่ได้เสียแล้ว เพราะขณะที่เขาพูดว่า ‘พรรคเทพโลหิต’ แววตาลวี่เหลียงพลันแปรเปลี่ยนไป ทันใดนั้น ยันต์อักขระสามร้อยกว่าใบก็ถาโถมจู่โจมเข้าใส่เ้าอ้วนอย่างบ้าคลั่ง
เ้าอ้วนตกตะลึงตาค้าง ในความสับสนดูเหมือนเขาจะใช้ถาดกลมใบหนึ่งได้ทันควัน จากนั้นวงกลมแสงที่พวกเขาอยู่ก็เต็มไปด้วยเขม่าควันและเปลวเพลิง พอเขม่าควันจางหายไป เ้าอ้วนก็ล้มลงกับพื้นเสียแล้ว ส่วนลวี่เหลียงนั้นดำเปรอะไปทั้งตัว
“เจ็ดหกสองสลบ เป็ผู้แพ้ หกหกหกเป็ผู้ชนะ ได้เข้าสู่การทดสอบอย่างที่สอง!” ยังคงเป็เสียงอันว่างเปล่าของหุ่นไม้ที่ดังก้อง ลวี่เหลียงหายวับไปในทันที จากนั้นก็โผล่บนพื้นที่ว่างด้านขวาของลานกว้าง ที่นั่นมีคนมากมายยืนเบียดเสียดกัน ล้วนเป็ผู้ฝึกเซียนที่ผ่านการต่อสู้
“เสี่ยวเหลียง เ้าหุนหันไปแล้ว แบบนี้อันตรายมาก เ้าต้องระวังนะ! ถ้าหากเ้านี่ใช้ของวิเศษประเภทป้องกันไม่ทัน คงถูกเ้าซัดจนิญญาแตกสลายแล้ว!” น้ำเสียงเข้มงวดของเสี่ยวเฮยดังขึ้นในห้วงสมอง
“อืม ข้าบุ่มบ่ามเกินไป เดิมที ข้าคิดว่าตัวเองจะอดกลั้นได้ แต่ไม่คิดว่าพอได้ยินชื่อนั้นก็เดือดดาลในทันที ข้าผิดเอง ยังดีที่ข้าควบคุมพลังในตอนนั้นให้อยู่ในขั้นหลอมปราณ่สมบูรณ์ไว้ได้ ความผิดพลาดนี้ข้าจะจำไว้เป็บทเรียน!” ลวี่เหลียงรู้ตัวว่าเมื่อครู่ตนเองบุ่มบ่ามเกินไป คิดดูแล้วก็น่าเสียใจจริงๆ วันหน้าต้องระวังมากกว่านี้
ขณะที่เตือนสติตัวเอง เขาก็ทอดถอนใจด้วยความหดหู่ เ้าอ้วน อย่าเข้าพรรคเทพโลหิตเด็ดขาด! มิเช่นนั้น เจอกันคราวหน้า จะไม่ใช่แค่ยันต์สามร้อยกว่าใบอีกแล้ว…
